นอกคอก: มินิมาราธอน (10 กม) ครั้งแรกในชีวิต

by

‘หากเปรียบการทำโปรเจคระยะสั้น หรือความสำเร็จในช่วงต่างๆของชีวิต เหมือนการวิ่งแข่งระยะสั้น ที่เราสามารถทุ่มแรงทั้งหมดลงไปแค่ให้มันถึงจุดหมายเร็วที่สุด ชีวิตทั้งชีวิตคงเหมือนการวิ่งมาราธอน เพราะเราคงไม่สามารถที่จะทุ่มสุดแรงตลอดระยะได้ เราจึงต้องมีช่วงเร่งช่วงผ่อน หรือยอมหยุดพัก ขออย่างเดียว แค่อย่ายอมแพ้ เราก็จะใกล้เส้นชัยเข้าไปเรื่อยๆ’

 

สวัสดีครับ วันนี้ ผมขอเก็บเรื่องราวประสบการณ์ในการวิ่งมินิมาราธอน 10 กิโลเมตร ครั้งแรกในชีวิต มาฝาก สำหรับคนที่เคยวิ่งมาราธอนระยะนี้หรือระยะยาวกว่านี้มาแล้ว อาจจะเคยประสบมาแล้ว แต่อยากให้ลองฟังดูว่าผมเจออะไรมานะครับ

คืนวันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม 2555 ผมและรุ่นน้องคนหนึ่ง ก็เดินทางไป สถานี Nicoll Highway ประเทศสิงคโปร์ เพื่อร่วม กิจกรรม มินิมาราธอน 10 กม ผมพกความมั่นใจไประดับหนึ่ง เพราะเคยวิ่งจ๊อกกิ้งที่ระยะนี้มาแล้ว (หลายปีก่อน) และปีที่แล้ว ผมยังสามารถวิ่ง จ๊อกกิ้งที่ 6-7 กิโลเมตร ได้สบายๆ แม้มาปีนี้ ผมจะน้ำหนักขึ้น แต่ก็ยังเตะฟุตบอล เกือบทุกสัปดาห์ ดังนั้น ผมจึงไม่ค่อยห่วง ว่าผมจะไม่สามารถวิ่งได้ครบ 10 กิโลเมตร แต่ห่วงแค่ว่า ผมจะจบมาในสภาพไหน:-) มาครับ ผมจะเล่าให้ ฟัง

0-4 กม: สำหรับคนที่ไม่เคยวิ่งมาราธอนมาก่อนแบบผม เป็นที่น่าตกใจครับ เพราะ ที่จุดเริ่มต้น มีผู้คนร่วมวิ่งกับเรามากมาย ยืนรอเพื่อออกตัวและแล้วเราก็ใช้เวลา 8 นาที เพื่อเคลื่อนตัวไปยังเส้นเริ่มต้น แน่นอน คนหน้าสุดได้ออกวิ่งไปแล้ว 8 นาที ก่อนหน้านี้

ผมออกตัวพร้อมกับรุ่นน้องที่จุดเริ่มด้วย ด้วยการกึ่งวิ่งกึ่งเดิน เพราะคนข้างหน้าและรอบๆเรา ยังล้อมเราอยู่ ทำให้เคลื่อนที่ไปไหนไม่ได้

หลังจากผ่านไป เกือบ 500 เมตร คนเริ่มกระจายตัวหลวมขึ้นแต่ไม่มาก ด้วยมีคนบางกลุ่มเริ่มเร่งความเร็วในขณะที่บางกลุ่มยังเดิน หรือวิ่งช้าๆ

ตามปกติที่วิ่งคนเดียว ผมมักจะวิ่งด้วย จังหวะของตัวเอง ซึ่งไม่เร็วและไม่ช้าไปสำหรับผม และนั่นจะทำให้ผม ไม่เหนื่อยเกิน และยืนระยะได้นาน แต่มาราธอนไม่ใช่ ถึงผมจะพยายามดึงจังหวะแค่ไหน จังหวะวิ่งของคนอื่นก็มากวนผมตลอดเวลา ทำให้ จังหวะของผม ต้องเร่งเร็วขึ้นตามไปด้วยโดยไม่รู้ตัว ทั้งนี้ผมยังมีอีกทางเลือกหนึ่งก็คือเดิน ซึ่งจะทำให้ผมไม่ต้องเหนื่อยไปตามจังหวะคนอื่น แต่สุดท้ายแล้ว ผมก็ตัดสินใจที่จะตามความเร็วคนอื่นไป

รุ่นน้องผมที่ตัวเบากว่าและออกกำลังกายสม่ำเสมอ จังหวะนี้ดูจะไม่เป็นปัญหาสำหรับเขา แต่มันทำให้ผมเหนื่อยมาก เพราะเหมือนผมต้องวิ่งเร็วกว่าความเร็วปกติของตัวเอง

จังหวะนั้นผมแอบคิดไปถึงชีวิตของคนเรา!
ในชีวิตของคนเราทุกคน เราย่อมอยากที่จะดำเนินชีวิตในจังหวะของเราเอง ที่สบายและเหมาะสมของเราเอง แต่ในบางครั้งเราเลือกใม่ได้ เพราะเราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก บางครั้งเราอาจจะต้องทนเหนื่อยทนลำบาก ใช้ชีวิตไปตามสังคมรอบข้างบ้าง แต่ใช่ว่าเราจะไม่มีทางเลือกเสียทีเดียว เช่นการวิ่งมาราธอน เราเลือกได้ว่าจะเร็วตามคนกลุ่มหนึ่ง หรือช้าลงกว่าที่เราเป็นเหมือนคนอีกกลุ่มที่เดิน หรือเราจะเหนื่อยจนหยุดเดิน หรือเราจะยอมแพ้ ออกจากการแข่งขัน แน่นอน ทางเลือกบางทีไม่มีสิ่งที่เราต้องการ แต่บางทีเราก็ต้องเลือก

ถึง กิโลเมตรที่ 2 ผมเหนื่อยมากเพราะผมต้องวิ่งในความเร็วที่เร็วกว่าของผม ผมจึงตัดสินใจชะลอและเริ่มเดิน และปล่อยให้ น้องเขาวิ่งนำหน้าไป (แบบว่า เจอกันหลังเข้าเส้นชัย) ผมเดินสลับกับวิ่งเหยาะๆ ไปเป็นระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร พอเริ่มเข้า กิโลเมตรที่ 3 คนที่วิ่งเร็วก็เริ่มทิ้งห่างไป คนวิ่งช้าหรือเดินก็รั้งอยู่ข้างหลัง อีกทั้งกำลังผมเริ่มจะกลับมา พอดี ได้น้ำดื่มมาสร้างความสดชื่น พอพ้น กิโลเมตรที่ 4 ผมก็เริ่มสามารถวิ่งที่จังหวะของผมได้อย่างสบาย

4-8 กม: ระยะจาก กิโลเมตรที่ 4 ถึง กิโลเมตรที่ 8 เป็นระยะที่ผมวิ่งด้วยความสบายในจังหวะของตัวเอง ผมสามารถมองวิวรอบข้างไปโดยไม่ต้องสนใจคนอื่นมากนัก แม้ในกิโลเมตรที่ 7 จะเป็นเส้นทางแคบในสวนสาธารณะ และคนส่วนใหญ่ก็เดิน บนพื้นปูนที่เป็นทางเดิน เพื่อรักษาความเร็ว ผมก็เลือกที่จะลงไปวิ่งที่สนามหญ้าด้านข้าง แม้จะลำบากและเหนื่อยหน่อย แต่มันก็พาผมไปข้างหน้าได้เรื่อยด้วยความเร็วที่ไม่แย่นัก

8-10 กม: หากใครเคยวิ่งจะรู้ได้ว่า ระยะท้ายๆของการวิ่ง จะต้องใช้พลังกายพอๆกับพลังใจ พอเริ่มเข้า กิโลเมตรที่ 8 ผมรู้สึกขาหนัก ปวดตัวเล็กน้อย และเริ่มเหนื่อย และผมเห็นว่าอีกแค่ 2 กิโลเมตร ผมน่าจะค่อยๆไปได้ ผมจึงตัดสินใจที่จะพักและค่่อยๆเดิน โดยหวังว่าจะไปเร่ง ช่วงท้ายๆ

หลังจากผมเริ่มเดินได้ไม่นาน ผมก็ได้ยินเสียงฝีเท้าประหลาด มาจากทางด้านหลัง ดัง ‘ฟุ่บๆ…ฟุ่บๆ…ฟุ่บๆ’

โดยปกติเสียงฝีเท้าวิ่งน่าจะเป็น ‘ตุบ…ตุบ…ตุบ’ มากกว่า

ดังนั้นผมจึงหันไปมองว่าใครคือเจ้าของเสียงฝีเท้านี้ ที่อยู่ต่อหน้าผม เป็นผู้ชาย ผิวคล้ำตัวเล็กๆ กำลังวิ่งอย่างตั้งใจ ด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

แม้ขาข้างขวาของเขาจะลีบเล็กกว่าขาข้างซ้าย!!!

ใช่ครับ!! เพราะขาที่ลีบเล็กนี้ทำให้เขาต้องก้าวลงน้ำหนักที่ขาซ้ายมากกว่าขาขวา และทำให้เสียงฝีเท้าเขาไม่เหมือนปกติ แม้สปีดของเขาอาจจะช้ากว่าคนปกติ แต่ภาพความทุ่มเทของเขามันมากกว่าคนปกติหลายเท่านัก

ผมมองภาพชายผู้นั้นวิ่งผ่านผมไป ด้วยความชื่นชม จังหวะนั้น ผมหยิบมือถือขึ้นมา คิดว่าอยากเก็บภาพนี้ไว้มาแบ่งปันให้ทุกคน แต่พอคิดอีกที ผมไม่รู้ว่า เขาอยากจะถูกถ่ายภาพไหม ผมจึงตัดสินใจเก็บมือถือพร้อมกับบันทึกภาพข้างหน้าไว้ในความทรงจำ แล้วผมก็เริ่มออกวิ่งอีกครั้ง ตามชายผู้นั้นไป จนไปอยู่ข้างๆชายผู้นั้น เขาหันมามองผม ผมก็ยกนิ้วโป้งให้เขา พร้อมสบตาและบอกว่า ‘You are so great!(คุณยอดเยี่ยมไปเลย)’ แล้วผมก็วิ่งนำเขามา

เข้าสู่ระยะ 500 เมตรสุดท้ายได้ไม่นานผมก็เริ่มเหนื่อยอีก และผมก็มองเห็นผู้คนรอบข้างเริ่มเดิน บางคนก็เดินๆวิ่งๆ ผมก็เลยเริ่มเดินบ้าง และแล้วสักพักชายผู้นั้นก็ตามมาจนถึงผม เขาตะโกนบอกคนรอบข้างเขาว่า ‘We are nearly there! Keep going! (เราใกล้จะถึงเส้นชัยแล้ว วิ่งต่อไป)’ นั่นทำให้ ไฟในตัวผมและบางคนแถวนั้น จุดติดขึ้นมาอีกครั้ง

เมื่อเข้าสู่ 300 เมตรสุดท้าย ก็จะมีนักวิ่งที่วิ่งระยะอื่น และนักวิ่งที่วิ่งเสร็จแล้ว ยืนอยู่ข้างทางพร้อมตะโกนให้กำลังใจต่างๆนานาๆ เช่น ‘well done(ทำได้ยอดเยี่ยม)’ ‘You did well(คุณทำได้ดี)’ ‘Almost there(ใกล้ถึงแล้ว)’ และแล้วผมก็ตัดสินใจเหนื่อยเฮือกสุดท้ายออกวิ่ง โดยตัดสินใจว่า ผมจะรักษาจังหวะเพื่อที่จะ เข้าเส้นชัย พร้อมชายขาลีบคนนั้น หลังจากเข้าเส้นชัย ผมก็ตรงไปจับมือชื่นชมเขา แล้วก็เดินจากมารับเหรียญรางวัลที่ระลึกว่าวิ่งครบ 10 กม

มาราธอนคล้ายชีวิตคนไหมครับ?
หลายครั้งที่เราไม่สามารถเลือกหรือควบคุม จังหวะการไหลของชีวิตเราได้ บางทีเราอาจจำเป็นต้องเลือกที่จะเร่งตามคนอื่นหรือช้าตามคนอื่น เราอาจจะหยุดพักบ้างก็ได้ ขอเพียงเรายังคิดจะไปข้างหน้า และพยายามจะเคลื่อนไปข้างหน้า เราก็จะใกล้จุดหมายไปเรื่อยๆ เว้นแต่ถ้าเราเลิก เราก็จะไม่มีวันถึงจุดหมาย

บางจังหวะชีวิตเราอาจจะเดินไปด้วยดีอย่างที่เราตั้งใจ จนเรามีความสุขสนุกเสียจนลืมสนใจสิ่งรอบข้าง และเมื่อถึงวันที่เราเหนื่อยล้าอ่อนแรง กำลังใจจากคนรอบข้าง ก็เป็นแรงผลักดันให้เรามุ่งต่อ คนในโลกมีทั้งดีกว่าเรา แย่กว่าเรา สมบูรณ์กว่าเรา และสมบูรณ์น้อยกว่าเรา แต่ในเส้นทางชีวิตที่ทุกคนยังต้องมุ่งไปข้างหน้า เรารู้ว่าเราเหนื่อย คนอื่นก็รู้ว่าเราเหนื่อย เราก็รู้ว่าคนอื่นเหนื่อย การให้กำลังใจกันและกัน เป็นสิ่งที่ไม่เลว

กำลังใจเป็นของฟรี ไม่ต้องลงทุน เพียงแค่เปิดใจ ยิ้มให้เขาด้วยความเต็มใจ ทำให้เขารู้ว่า เขาไม่ได้เหนื่อยอยู่คนเดียว เราทุกคนก็เหนื่อยแต่เราจะมุ่งหน้าต่อไปด้วยกัน แค่นี้ก็เพียงพอที่จะผลักดันให้คนคนหนึ่งเดินไปข้างหน้าอีกก้าวหนึ่งก็ยังดี นี่แหละครับ ที่ผมว่ามันเป็น เคล็ดลับเล็กๆ ที่ดีไม่เลว ในสนาม ‘มาราธอนของชีวิต’

 

Kenny7

You’ll Never Walk Alone

 

หมายเหตุ

หากมีความข้อผิดพลาดในเนื้อหา เนื้อความ หรือถ้อยคำ ประการใดทางทีมงาน loveLFC.com

ขอกราบขออภัยไว้ ณ ที่นี้และพร้อมเปิดรับทุก ข้อคิดเห็น คำแนะนำ และ คำติชมทุกประการ ผ่านทาง

Email: loveLFCdotCom@gmail.com

และ

Facebook Fan Page: www.facebook.com/loveLFCdotCom

6 Comments

  • บรรยายเห็นภาพเลย..

  • อาทิตย์นี้ผมก็จะลงแข่งมินิมาราธอน ขอบคุณที่เขียนประสบการณ์ดีๆนี้นะครับ

    • ยินดีครับ สู้ๆนะครับ ช้าไม่เป็นไร “อย่าหยุดนะครับ” :)

  • เคยคิดอยากจะลองเหมือนกัน อายุ 50 แล้ว จะไปได้ถึงไหน ถามว่า 10 กม ไกลหรือเปล่า ผมทำได้ แต่ในสนามที่มีคนเยอะคงไม่แตกต่างจากคำบรรยายข้างบน นับถือจริงๆ ครับ

  • วันที่ 4 ส.ค.56 จะไปวิ่ง มินิมาราธอนครั้งแรกในชีวิตค่ะ ซ้อมมา1 เดือน ลองซักตั้ง อ่านแล้วเกิดแรงบันดาลใจเลยค๊า ☺

  • ขออนุญาติแชร์บทความนะครับ
    ผมกำลังจะไปวิ่งมินิมาราธอนครั้งแรกในชีวิต (10 กม.)
    สิ่งที่ต้องต่อสู้จริงๆไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นจิตใจของเราเอง
    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ ^_^

Leave a Reply