YNWA : รีวิวหนังสั้น 15 นาทีช็อคโลกที่อิสตันบูล – 15 Minutes that Shook the World

by

 

 

“….Walk on, Walk on, with Hope in your Heart….”

ยังจำกันได้ไหมครับ คืนวันที่ 25 พฤษภาคม 2005 กับเหตุการณ์ที่แฟนบอลลิเวอร์พูลทั่วโลกไม่มีวันลืมเลือนไปชั่วชีวิต ปรากฏการณ์ช็อคโลกที่อิสตันบูลที่เป็นฝันร้ายของทีมยักษ์ใหญ่จากอิตาลีอย่าง “เอซี มิลาน” แต่กลับเป็นฝันหวานของทีมจากอังกฤษที่กำลังจะกลับมาเป็นยักษ์ใหญ่ของยุโรปอีกครั้ง…. ทีมรักหนึ่งเดียวของพวกเรา “ลิเวอร์พูล”

“ลิเวอร์พูล 0 – เอซี มิลาน 3″ ที่โชว์หราบนสกอร์บอร์ดเมื่อหมดครึ่งเวลาแรก เป็นสิ่งที่เจ็บปวดในความรู้สึกของแฟนลิเวอร์พูลทุกคนในอิสตันบูล รวมทั้งอีกหลายร้อยล้านชีวิตหน้าจอโทรทัศน์ทั่วทุกมุมโลก ใครจะไปคาดคิดว่าในอีก 45 นาทีให้หลัง รวมทั้งช่วงต่อเวลาพิเศษต่อเนื่องไปถึงการยิงจุดโทษตัดสินจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นได้

‘เดอะ ค็อป’ บางคนเดินออกจากสนามในช่วงพักครึ่งเวลาด้วยความผิดหวัง และไม่สามารถทนดูทีมรักพ่ายแพ้อย่างหมดสภาพยิ่งไปกว่านี้…. ‘เดอะ ค็อป’ หลายคนที่เฝ้าลุ้นอยู่หน้าจอเริ่มท้อแท้หมดหวัง ปิดโทรทัศน์รับสภาพความเป็นจริงในห้วงเวลานั้นไม่ได้เช่นกัน….

แต่แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น เราทำได้…. คงไม่ต้องบรรยายอะไรไปมากกว่านี้นะครับ เชื่อว่าผู้ที่เรียกตนเองว่า ‘เดอะ ค็อป’ ทุกคนคงจะจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นทุกเสี้ยววินาทีได้อย่างแน่นอน เหตุการณ์ที่จะตราตรึงในหัวใจของ ‘เดอะ ค็อป’ ทุกคนไปตราบนานเท่านาน

 

จากวันนั้นจวบจนวันนี้ เชื่อว่ายังคงมีหลายคำถามอยู่ในใจ ‘เดอะ ค็อป’ ทุกคน รวมทั้งแฟนบอลทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น

- เกิดอะไรขึ้นกับลิเวอร์พูลหลังจากผ่านพ้น 45 นาทีแห่งความโหดร้าย ?
- เกิดอะไรขึ้นกับเหล่านักเตะในห้องพักช่วงพักครึ่งเวลา ?
- เกิดอะไรขึ้นกับแท็กติกของราฟาเอล เบนิเตซ ?
- เกิดอะไรขึ้นกับแฟนบอลของเอฟเวอร์คัน และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พวกเขามีปฏิกิริยากันอย่างไรบ้าง ?
รวมทั้งเกิดอะไรขึ้นกับ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และ แกรี่ เนวิลล์ หลังจากจังหวะที่ ชาบี อลอนโซ ซ้ำลูกยิงจุดโทษของตนเองเข้าไปเป็นลูกตีเสมอ 3-3 และหลังจากจังหวะที่ เจอร์ซี ดูเด็ค เซฟลูกจุดโทษของ อังเดร เชฟเชนโก ช่วยให้เราคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 5 ได้สำเร็จ

 

 

ไม่กี่วันก่อน ตัวผมเองได้มีโอกาสดูภาพยนตร์ขนาดสั้นเรื่องหนึ่งมีชื่อว่า “15 Minutes that Shook the World” ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่มีความยาวเพียงแค่ 44 นาที เนื้อหาของเรื่องจะเรียกว่าเป็นหนังก็ไม่ใช่ เป็นสารคดีก็ไม่เชิง แต่ที่แน่แน่คำถามที่หลายคนคาใจตามที่กล่าวไว้ด้านบน ภาพยนตร์เรื่องนี้มีคำตอบครับ

“15 Minutes that Shook the World” เป็นภาพยนตร์สั้นเกี่ยวกับความมหัศจรรย์ที่อิสตันบูลในปี 2005 ที่ลิเวอร์พูลสามารถฟื้นจากความตาย กลับมาคว้าแชมป์ยูฟาแชมป์เปียนลีกไปได้ราวปาฏิหาริย์

ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นในปี 2009 ด้วยฝีมือเขียนบทภาพยนตร์ของ เดฟ เคอร์บี (Dave Kirby) ที่จงใจเนรมิตเหตุการณ์ในห้องแต่งตัวนักเตะลิเวอร์พูลในช่วงพักครึ่งเวลาของนัดชิงยูฟาแชมป์เปียนลีกปี 2005 หลังจากที่ ลิเวอร์พูล ตามหลัง เอซี มิลาน 0 ประตูต่อ 3 ขึ้นมาในรูปแบบเสมือนและเกินจริงแบบหลุดโลก ชนิดที่เราคงจินตนาการด้วยตัวเองไม่ออกควบคู่ไปด้วยกันกับเสียงฮาแทบทุกฉาก

เราจะได้เห็น สตีเวน เจอร์ราร์ด, เจมี คาร์ราเกอร์ และดีทมาร์ ฮามันน์ ตัวเป็นๆมาร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ โดนทั้งสามคนก็จะรับบทเป็นตัวตนของพวกเขาเอง นอกจากนี้ยังได้นักแสดงที่ถูกคัดเลือกมาแล้วว่ารูปร่างหน้าตาและบุคลิก คล้ายกับนักเตะและผู้จัดการทีมของเราจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น ราฟาเอล เบนิเตซ ที่แทบจะโคลนนิงกันมา, ซามี ฮูเปีย, ชาบี อลอนโซ, มิลาน บารอส, ฌิบริล ซิสเซ, อิกอร์ บิสคาน, วลาดิเมียร์ ซมิเซอร์, ยอห์น อาร์เน่ รีเซ, แฮร์รี่ คีเวลล์, ฌิมี่ ตราโอเร หรือแม้แต่ตัวสำรองอย่าง โฆเซมี และ อันโตนิโอ นูนเยซ

 

 

 

 

 

 

 

ภาพยนตร์เริ่มต้นเรื่อง โดยอาศัยผู้ดำเนินรายการทางโทรทัศน์ที่รับบทโดย แอนดรูว์ สโคฟิลด์ (Andrew Schofield) ซึ่งหน้าตาแทบจะถอดพิมพ์เดียวกับ เคนนี่ ดัลกลิช อย่างไรอย่างนั้น โดยเจ้าหมอนี่จะเดินสัมภาษณ์แฟนบอลลิเวอร์พูลที่เคยอยู่ร่วมในเหตุการณ์ที่อิสตันบูล ถึงความรู้สึกโดยเฉพาะในช่วงพักครึ่งเวลา ต่อด้วยการบุกผับที่เต็มไปด้วยแฟนบอลของเอฟเวอร์ตัน เพื่อจะถามคำถามเดียวกัน ก่อนที่จะโดนถีบออกมาด้วยความไม่พอใจ ภายหลังจากที่เหล่าเอฟเวอโตเนียนกลายร่างเป็นมนุษย์หน้ากากผีจากภาพยนตร์เรื่อง Scream รวมทั้งการบุกไปถึงเมืองแมนเชสเตอร์เพื่อหาคำตอบว่าในช่วงเวลามหัศจรรย์ที่อิสตันบูล เกิดอะไรขึ้นบ้างในโอลด์แทร็ฟฟอร์ดกันเลยทีเดียว

 

 

 

เมื่อตัดภาพเข้าไปในใต้ถุนโอลด์แทร็ฟฟอร์ด เราจะเห็นตัวละครตัวหนึ่งชื่อ เซอร์ เอ. แม็คแท็กการ์ท (Sir A. McTaggart) เป็นตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อล้อเลียน เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน โดยตรง เราจะได้เห็นร่างทรงของเฟอร์กี้ร้องรำทำเพลงอย่างเมามันหลังจากที่เห็น ลิเวอร์พูล ตามหลัง เอซี มิลาน 0-3 ในช่วงพักครึ่งเวลาแรก มีภาพหนึ่งที่ผมชอบมาก และคิดว่าเป็นมุขที่จิกกัดเฟอร์กี้ได้แสบสันต์ที่สุดช็อตหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ คือ ขวดวิสกี้ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะทำงานของเฟอร์กี้ เป็นขวดที่ได้มาจากรางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมแห่งเดือน ซึ่งบนฉลากมีตราปิศาจแดงอยู่ตรงกลาง ด้านบนเขียนว่า Manager of the Month Award แต่มีคำโปรยด้านล่างว่า “BUT STILL NOT AS GOOD AS PAISLEY” เจอมุขนี้เข้าไป ไม่รู้ว่าเฟอร์กี้ตัวจริงจะถึงขั้นกระอักเลือดเลยหรือเปล่า

 

 

 

นอกจากนี้เรายังได้เห็นการกัด แกรี เนวิลล์ อย่างเจ็บแสบ โดยเปรียบอดีตแบ็กขวาทีมชาติอังกฤษรายนี้เป็นหนูท่อสกปรก มีนามว่า “Rat Boy” ซึ่งประกาศตัวอย่างชัดเจนบนหลังเสื้อว่า “I Hate Scousers – ข้าเกลียดสเกาเซอร์”

เดฟ เคอร์บี ผู้เขียนบทภาพยนตร์คงจงใจให้บทของ Rat Boy เดินไปอย่างสกปรกจริงๆ ไม่เพียงแต่หน้าตาที่แต่งได้ขี้เหร่สุดฤทธิ์ ทั้งบุคลิกและน้ำเสียงที่พูดไม่ค่อยรู้เรื่องยังเพิ่มดีกรีความน่าเกลียดเข้าไปอีกเป็นเท่าตัว

 

 

เราจะเห็นฉากที่ตัดกลับมาที่แอนฟิลด์เป็นช่วงสั้นๆ คราวนี้เป็นรอบของ สตีเวน เจอร์ราร์ด กับ เจมี คาร์ราเกอร์ ออกมานั่งให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ในช่วงพักครึ่งด้วยสำเนียงสเกาเซอร์บ้าง

ด้วยความอยากรู้อยากเห็นมากไปกว่านั้น ผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์คนนี้ถึงกับบุกตะลุยเข้าไปในร้านอาหารแห่งหนึ่งในตุรกี เนื่องจากมีผู้อ้างว่ามีวิดีโอลับที่ไปแอบถ่ายเหตุการณ์ในห้องพักของนักเตะลิเวอร์พูลและต้องการขายความลับนี้ให้ และแล้วในที่สุด 15 นาที เบื้องหลังเหตุการณ์ช็อคโลกก็จะถูกเปิดเผยกันเสียที

ภาพจากวิดีโอลับ เริ่มต้นขึ้นด้วยฉากตะลุมบอนของเหล่านักเตะลิเวอร์พูลด้วยกันเองในห้องแต่งตัว ฉากนี้จัดมาเมื่อความฮาโดยเฉพาะ จะเห็นได้ว่าผู้สร้างภาพยนตร์ไม่เพียงแต่จะกัดทีมเอฟเวอร์ตันและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเท่านั้น ยังหาจังหวะมากัดทีมของเราเองให้ได้แสบๆคันๆกันบ้างเช่นกัน คาร์ราเกอร์สวมบทเป็นนักเตะบ้าดีเดือดเข้าไปอัดเพื่อนร่วมทีม (น่าจะเป็นแฮร์รี คีเวลล์) โดยมีเจอร์ราร์ดคอยมาห้ามทัพ (แต่บางจังหวะพี่เจิดก็ขอออกหมัดให้เห็นเหมือนกันนะ) ส่วนนักเตะคนอื่นๆก็รุมเข้ามาซัดกันนัวไปหมด จะยกเว้นแค่บางคนที่มีแคแรกเตอร์เฉพาะสามารถเรียกเสียงฮาได้อีกเช่น ซามี ฮูเปีย ใส่แว่นดำล่ำบึ้กเป็น “เดอะ เทอร์มิเนเตอร์” พร้อมกับประโยคคลาสสิก “I’ll be back.” ซึ่งเอาแต่ทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน คงนึกในใจว่าไม่ใช่เรื่องของตู หรือ ฌิบริล ซิสเซ ที่ใส่เฮดโฟนอันเบ้อเริ่มครอบหูอย่างไม่สนใจโลก มีบางจังหวะที่เราได้เห็น ราฟาเอล เบนิเตซ ตบะแตก เผลอตัวออกแข้งออกขาใส่ลูกทีม รวมทั้งจังหวะเอาหัวโขกบานประตูแก้เซ็งด้วย…. เอ้า ให้มันได้อย่างนี้สิทีมเรา

 

หลังจากที่ยืดแข้งยืดขากันจนสาแก่ใจแล้ว เจอร์ราร์ดเป็นคนแรกที่หันมาถามราฟาถึงแผนในครึ่งหลังว่าจะแก้เกมกันอย่างไร ซึ่งราฟาก็ได้แต่กุมขมับหาทางออกไม่ได้ ก่อนที่จะเดินเข้าห้องน้ำไป และในห้องน้ำนี่เองที่ราฟาสามารถเห็นทางสว่าง ด้วยมุขเด็ดลงทุนคุกเข่าอ้อนวอนกับดวงวิญญาณของปู่ บิลล์ แชงค์ลีย์ บนฟากฟ้า ซึ่งในฉากนี้ก็เป็นการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่และน่าจะเรียกทั้งเสียงกรี๊ดและเสียงฮาได้พร้อมๆกันของ ดีทมาร์ ฮามันน์ (ซึ่งในวันนั้นเป็นผู้ลงไปเปลี่ยนเกมในครึ่งหลังของเรา จนสามารถตีเสมอมิลานได้ในที่สุด) ไปพร้อมๆกันด้วย

 

 

 

 

แล้วเกมในครึ่งหลังก็เริ่มต้นขึ้น ด้วยการตัดสลับฉากมาที่ร่างทรงของเฟอร์กี้ในโอลด์แทร็ฟฟอร์ดและในผับของเหล่าแฟนบอลเอฟเวอร์ตันเป็นระยะๆ ซึ่งเราจะเห็นอารมณ์ที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆหลังจากที่ลิเวอร์พูลสามารถยิงไล่มาเป็น 1-3, 2-3 และตีเสมอ 3-3 ได้ในที่สุด และช่วงเวลานี้เอง ที่เราจะได้เห็นภาพแสบๆคันๆหลายต่อหลายช็อตเลยทีเดียว

“Rat Boy” เดินโซซัดโซเซรับไม่ได้กับสกอร์ที่เกิดขึ้น ก่อนจะคว้ายาเบื่อหนูมากินเพื่อฆ่าตัวตาย

เซอร์ เอ. แม็คแท็กการ์ท เมาเสียสติ เตรียมเชือกมัดเป็นเงื่อนเพื่อจะผูกคอตาย

เหล่าเอฟเวอร์โตเนียนเมามายอาละวาดในผับ ก่อนจะเดินโซเซตกคลองกันเป็นแถบๆ

และที่ขาดไม่ได้คือ “คนที่คุณก็รู้ว่าใคร” นั่งเศร้าร้องไห้อยู่หน้าจอโทรทัศน์ มุขนี้เล่นเอาหัวเราะจนท้องแข็ง คิดไม่ถึงจริงๆว่าจะเขียนบทใส่มาได้และยังเป็นฉากเกือบสุดท้ายด้วย

 

“We’ll win it five times. We’ve won it five times…. In Istanbul, we’ve won it five times….” เสียงฮัมเพลงของราฟาดังขึ้นอย่างเริงร่าในห้องน้ำหลังจบเกม น่าจะเป็นช็อตที่เรียกรอยยิ้มจากเดอะ ค็อปได้มากพอดู ฉากนี้เป็นฉากก่อนสุดท้ายก่อนที่ภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้จะจบลงครับ

 

จุดเด่นของภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้คือการคัดเลือดตัวนักแสดงที่ทำได้ดีมากๆ โดยเฉพาะ นีล ฟิตซ์มัวริซ (Neil Fitzmaurice) ที่รับบทเป็นราฟาเอล เบนิเตซ ได้อย่างโดดเด่น ในขณะที่ สตีเวน เจอร์ราร์ด, เจมี คาร์ราเกอร์ และดีทมาร์ ฮามันน์ ที่มาร่วมเข้าฉากด้วย แสดงเป็นตัวเองได้ค่อนข้างแข็งกระด้างมาก แต่ก็อย่างไรเสียก็ทำให้แฟนบอลลิเวอร์พูลอมยิ้มได้ทุกครั้งที่ฮีโร่ของทีมโผล่ที่หน้าจอ ส่วนข้อเสียของภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้ ก็คงหนีไม่พ้นการมองในมุมกลับว่า หลายฉากหลายบทที่จิกกัดทั้งสโมสรเราเอง รวมทั้งเอฟเวอร์ตัน หรือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และอาจจะเลยเถิดถึง อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และแกรี เนวิลล์ อย่างถึงลูกถึงคนไปนิด ถ้าดูกันแบบขำขำเพื่อความบันเทิงก็คงไม่คิดอะไร แต่ถ้าใครเกิดอินกับเนื้อเรื่องขึ้นมามากๆล่ะก็ ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คงถูกสับเละไม่เป็นชิ้นดีแน่นอน ดังนั้นแล้วถ้าใครจะไปหาภาพยนตร์เรื่องนี้มาดู กรุณาทำใจสบายๆก่อนครับ อย่าคิดมากและจริงจังกับความรักสโมสรใดสโมสรหนึ่งจนเกินไป รับรองว่าจะเรียกเสียงฮาในมุขที่คุณจะนึกไม่ถึงอย่างแน่นอนครับ

 

 

เล่าเรื่องโดย : ติ่มซำรำพึง

 

 

ข้อมูลภาพยนตร์ : 15 Minutes That Shook the World (2009)

รายชื่อนักแสดง

Andrew Schofield เป็น ผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์
Neil Fitzmaurice เป็น ราฟาเอล เบนิเตซ
Jamie Carragher เป็น ตัวของเขาเอง
Steven Gerrard เป็น ตัวของเขาเอง
Dietmar Hamann เป็น ตัวของเขาเอง
Philly Carragher เป็น ตัวของเขาเอง
Lindzi Germain เป็น Gwladys
Sean McKee เป็น Bitter Blue
Marc J. Morrison เป็น Ratboy
Sonny Spofforth เป็น Ronaldo
David Gisbourne เป็น วลาดิเมียร์ ซมิเซอร์
Michael Robinson เป็น มิลาน บารอส
Daniel Sanderson เป็น อิกอร์ บิสคาน
Phil Connolly เป็น แฮร์รี คีเวลล์
Tom Doolan เป็น ยอห์น อาร์เน รีเซ
Shawn “Spykatcha” John เป็น ฌิบริล ซิสเซ

บทภาพบนตร์ โดย Dave Kirby
กำกับภาพยนตร์ โดย Illy
อำนวยการผลิต โดย Miracle Productions
ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจากเว็บ wikipedia และ IMDb

 

หมายเหตุ การรีวิวภาพยนตร์เรื่องนี้ เขียนไปตามบทในภาพยนตร์ ไม่ได้ต้องการยุยงให้เกิดความเข้าใจผิดและแตกแยกแต่อย่างใด ถ้างานรีวิวชิ้นนี้ก่อให้เกิดความไม่พอใจไม่ว่ากับผู้หนึ่งผู้ใด ต้องขออภัยล่วงหน้ามา ณ ที่นี้ด้วยครับ

2 Comments

  • สุดยอดมากๆ

  • จำคืนนั้นไม่มีวันลืม…นั้งดูอยู่ที่ร้านNet กับเพื่อนๆ ทนนั้งดูจนจบ45นาที (นั้งทนฟังเสียงถากถางต่างๆน่าๆจากพวกผีปากเสีย) แล้วกลับบ้านด้วยน้ำตาที่อยู่ๆก็ไหลเองซะงั้น จนถึงบ้านก็กลับมาเปิดTVที่บ้านดู อีก45นาทีหลัง มันเหมือนหนังคนม้วน ตอน กัปตันโหม่งประตูแรกเข้าไป ในหัวผมคิดเลยครับทีมของเรากำลังกลับมา! เพระาอะไรนะหรอเพราะ ทีมเราทำได้อย่างนั้นตลอดมาคือโกงความตาย กลับมาได้ตลอด แล้วมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ คืนนั้นผมกลายเป็นคนบ้าโวยวายอยู่ในบ้านตัวเองคนเดียว 5555

Leave a Reply