วันนี้ในอดีต : 12 กรกฎาคม 1974

by

 

นัดชิง เอฟเอ คัพ ในปี 1974 วันที่ 4 พฤษภาคม ทีมสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล เอาชนะทีม นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ไปอย่างเหนือชั้น ด้วยสกอร์ 3-0 ด้วยคำร่ำลือ ว่าเป็น ‘โทเทิลฟุตบอล’ ของอังกฤษ… หลังจบเกม ทุกคนล้วน แสดงความดีใจ เฉลิมฉลองกันในสนาม โดยไม่มีใครรู้ว่า ผู้จัดการทีมได้รู้สึกอิ่มตัว และรู้สึกเหนื่อย กับชีวิต 40 ปี ในโลกฟุตบอล ทั้งในฐานะนักเตะและ ผู้จัดการทีม และด้วยเหตุนี้ วันนั้นเขาได้ตัดสินใจบางอย่าง

 

ประมาณอีก 2 เดือน ถัดมา…

วันที่ 12 กรกฎาคม 1974 บิลล์ แชงคลีย์ ได้ประกาศเกษียณตัวเองจากวงการฟุตบอล และ ลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล!!

 

ประธานสโมสร จอห์น สมิทธิ์ กล่าวเปิดงานแถลงว่า…

‘ผมรู้สึกเสียใจอย่างมากในฐานะประธานสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลที่ต้องมาแจ้งให้ทุกท่านทราบ มร. แชงคลีย์ ได้ประกาศว่า เขามีความต้องการที่จะ เกษียณจากการมีส่วนร่วมในฟุตบอลลีก และ คณะกรรมการได้ยอมรับการตัดสินใจของเขาอย่างฝืนทนและไม่เต็มใจเป็นที่สุด ในตอนนี้ผมมีความต้องการที่จะให้มีการบันทีกอย่างเป็นทางการว่า ทางคณะกรรมการบริหารมีความระลึกและขอบคุณอย่างสูงในความสำเร็จมันอันยิ่งใหญ่ทั้งหมดของ มร. แชงคลีย์ ตลอดช่วงเวลาที่เขาเป็น ผู้จัดการทีม’

 

เป็นที่รู้กันในวงกว้างว่า บิลล์ แชงคลีย์ บ้าและรักฟุตบอลมาก โดยเฉพาะ บุคลิกอย่างเขา ไม่ใช่คนที่จะยอมหยุดเพราะเหนื่อยหรือยอมแพ้อะไรพวกนี้ง่ายๆ แต่ความกดดันที่ต้องดูแล รับผิดชอบสโมสรที่ยิ่งใหญ่และอยู่ในระดับต้นๆของอังกฤษและยุโรปไม่ใช่เรื่องง่าย และน่าจะเป็นเพราะความเหนื่อยเหล่านี้ทำให้เขาเกิดความคิดที่จะอยากพัก ดังที่หลานสาวของเขา คาเรน กิลล์ เคยให้สัมภาษณ์กับ หนังสือพิมพ์ เดอะ การ์ดเดี้ยน ในปี 2009 ว่า

“ดิฉันคิดว่าน่าจะเป็นเพราะความเหน็ดเหนื่อยมากกว่า เพราะเหมือนว่าฟุตบอลจะเอาทุกอย่างในชีวิตของเขาไปหมด” 

 

แต่สำหรับ บิลล์ แชงคลีย์ เขายอมรับว่า เนสส์ แชงคลีย์ ภรรยาของเขามีส่วนอย่างมากในการตัดสินใจของเขา

“ไม่มีใครทำให้ผมยอมแพ้และลาออกได้ มันเป็นเรื่องระหว่างผมกับเนสส์ ในส่วนลึกผมคิดว่าจะตัดสินใจตั้งแต่ฤดูกาลก่อน เพราะ เนสส์ กล่าวกับผมว่า ‘มันจะต้องเป็นอย่างนี้อีกนานเท่าไหร่?’ ผมตอบเธอไปว่า ‘ผมบอกไม่ได้จริงๆ’ ปัญหาเหล่านี้มันไม่ได้อยู่ที่ เนสส์ เลย มันเป็นของผมและปัญหาอยู่ที่ผมเพียงคนเดียว และ เมื่อผมคุยกับเธออีกครั้งหลังจากตัดสินใจ เธอถามผมว่า ‘คุณแน่ใจแล้วเหรอว่าคุณอยากทำเช่นนี้ ?’ เธอห่วงไม่ต้องการให้ผมทำในสิ่งที่ผมต้องฝืนความต้องการของตัวเอง แต่ประโยคนี้มันไม่ได้ช่วยให้ผมรู้สึกดีขึ้น ที่จริงผมต้องการแค่ให้เธอพูดกับผมว่า ‘ตอนนี้เป็นเวลาที่ดีเหมาะสมแล้วแหละ(ที่คุณจะพัก)’

 

เนสส์ ให้สัมภาษณ์ต่อเรื่องนี้ว่า

“บิลล์ ลาออกเพื่อฉัน เขารู้ว่า ความกดดันและความเครียดที่ต้อง ใช้ชีวิตแต่งงานกับ ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล ทำให้ฉันรู้สึกแย่ ฉันเหมือนตกอยู่ท่ามกลางความกดดันสูงตลอดเวลา ในวันที่ทีมต้องลงแข่ง ไม่ว่า บิลล์ จะเล่นนัดเหย้า หรือ นัดเยือน มันแย่เสมอ เขาทุ่มทุกอย่างของเขาให้กับทีม และมันทำให้ฉันทั้งรู้สึกแย่เวลาเห็นเขาเศร้าหรือกดดัน และ ยิ่งกว่านั้น ฉันก็เศร้าและกดดันไปด้วย และนี่คือสิ่งที่ฉันขอร้องเขา ฉันต้องการให้เขาคิดเรื่องเกษียณ และเขาก็ทำเพื่อฉัน”

 

หลายคนในตอนนั้นยังสงสัยว่า แชงคลีย์ อาจจะแค่ได้รับอนุญาตให้พักยาวสักนิด ? และยังสงสัยว่าลิเวอร์พูลไม่ต้องการที่จะเก็บเขาไว้หรือ ? บิลล์ไม่ได้สนใจทางเลือกพวกนี้เลย ด้วยหัวใจของลูกผู้ชาย เขาให้สัมภาษณ์ว่า

” ทุกอย่างต้องเสมอภาคเท่าเทียม และ ผมก็อยู่ในจุดนี้นานมากแล้ว ที่จริงผมอาจจะขอร้องสโมสรว่า ‘ขอผมพักสัก 3-4 เดือน แล้วผมจะกลับมาทำทีมต่อ’ แต่ผมไม่ทำเช่นนั้น ผมคิดว่ามันไม่ยุติธรรมสำหรับสโมสร ถ้าทำเช่นนั้น มันเหมือนกับการที่ผมใช้ประโยชน์จากสโมสร! “

 

ในขณะที่ บิลล์ และ เนสส์ ให้สัมภาษณ์เช่นนั้น บ๊อบ เพสลีย์ ผู้ที่ถือว่ารู้ใจ บิลล์ ที่สุดในสโมสรกลับมองว่า เหตุผลที่ บิลล์ พูดมาและอ้างถึง เนสส์ นั้นมันดูน่าสงสัย โดย บ๊อบ ให้ความเห็นว่า

“ผมได้เจอกับ เนสส์  และเธอขอร้อง ให้ผมไปกล่อมให้เขา (บิลล์) ให้เปลี่ยนความคิด เธอกลัวว่าเขาจะนอนซังกะตายในบ้านโดยไม่มีอะไรทำ ผมก็ได้พยายาม แต่เขาได้ตัดสินใจไปแล้ว และถ้าผมถูกถามว่ามีความเห็นว่าอย่างไร ผมคงจะบอกว่า เขาคงกลัวที่จะต้องมาอยู่ในช่วงที่แย่และพบเจอความกดดันอีก เพราะ เขาเพิ่งได้ถ้วยไป และ ผมคิดว่า เขาตัดสินใจที่จะหยุดเมื่อชีวิตอยู่ที่จุดสูงสุดเฉกเช่นเดียวกับนักมวยมีระดับ เป็นมีจิตใจของนักมวยอยู่เต็มเปี่ยม”

 

และ บิลล์ ก็ให้สัมภาษณ์ถึงช่วงเวลาที่เขาตัดสินใจลาออกนี้ว่า เป็นช่วงเวลาที่ดีของทุกฝ่าย เพราะสโมสรกำลังเดินไปได้ด้วยดี

“การตัดสินใจสุดท้ายมันเหมือนกับคณะลูกขุนและต้องตัดสินว่า ‘โอเค พวกเราตัดสินใจที่จะแขวน(คอ)เขา’ มันใช้เวลาพอสมควรสำหรับผมที่จะพูดว่า ‘ผมจะไปละนะ’ แต่ผมรู้สึกว่า สโมสรอยู่ในภาวะทางการเงินที่ดี มีถ้วยรางวัลมากมายในตู้ และ มีทีมที่ดี ถ้าคุณตีจากสโมสรในช่วงที่สโมสรกำลังย่ำแย่ ผู้คนจะชี้มาที่คุณว่าคุณทำร้ายสโมสร แต่ในกรณีของผมพวกเขาอาจจะพูดได้ว่า ‘เขาทิ้งสโมสรไปตอนที่สโมสรกำลังดีอยู่ บางทีเขาอาจจะกลัวที่จะอยู่ในช่วงเวลาที่สโมสรตกต่ำ’ ความคิดนี้ผิดอย่างมหันต์! เพราะ ผมเต็มใจที่จะช่วยสโมสรทุกอย่างเท่าที่ผมทำได้ และถ้าพวกเขาตกอยู่ท่ามกลางปัญหา ผมก็จะไม่มีวันทิ้งสโมสรไป “

 

หลายคนต่างให้เหตุผล แต่บางที อาจจะไม่มีใครเลยสักคนที่รู้ “เหตุผล” ที่แท้จริง การตัดสินใจของคนเราบางครั้งความรู้สึกตรงนั้นก็เป็นตัวนำ และตามมาด้วยเหตุผลที่จะคอยปลอบประโลมหัวใจของเราให้พอใจกับการตัดสินใจที่ทำลงไป เราจะสังเกตได้จาก การให้สัมภาษณ์ของ บิลล์ ว่าอะไรที่อยู่ในสมองของเขาในวันที่เขาชนะเลิศถ้วย เอฟเอ คัพ และเป็นวันที่เขาตัดสินใจ

“เควิน คีแกน รู้ได้ว่าผมรู้สึกอย่างไร เขาบอกผมหลังจากวันนั้น ผมไม่ได้ไปวิ่งรอบๆสนามฉลองกับทีม ผมไม่ได้รู้สึกอินไปกับมัน ผมแค่ปล่อยให้นักเตะอยู่ในสนาม และผมก็แค่พอใจ และรู้สึกเหนื่อย หลายสิ่งหลายอย่างวิ่งวนอยู่รอบๆการตัดสินใจครั้งนี้ ผมได้มีชีวิตอยู่กับฟุตบอลมาตลอดทั้ง 40 ในฐานะ นักเตะ และ ผู้จัดการทีม และ มันเป็นงานที่หนัก ผมอยู่กับมันมานานมาก มากจนผมรู้สึกต้องการพัก และใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น และหาเรื่องสนุกอย่างอื่นในชีวิตบ้าง แม้ผมจะรักฟุตบอล แต่มันเป็นงานหนักที่ไม่มีวันหยุด มันมาเรื่อยๆเหมือนกระแสน้ำในแม่น้ำ มันไม่ปล่อยให้คุณมีเวลาหยุดหรือพัก ดังนั้นผมจึงต้องตัดสินใจ เกษียณ และมันเป็นเพียงคำเดียวที่จะหยุดทุกอย่าง แม้ผมจะคิดว่า คนเราควรเกษียณ เมื่อคุณอยู่ในโลงที่ฝาโลงถูกตอกตะปู และเขียนชื่อคุณบนนั้นก็ตาม”

มันก็ยังดูเป็นคำถามมาถึงทุกวันนี้ ว่าอะไร คือ เหตุผลที่แท้จริง ที่ทำให้ บิลล์ แชงคลีย์ บุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค ยอมเกษียณ ตัวเองจากฟุตบอลที่เขารักยิ่งชีวิต และบอกว่ามันเป็นยิ่งกว่า “ศาสนา” จะเป็นเพราะ “ความรัก” ที่มีต่อครอบครัวและภรรยา, “ความเหนื่อย” จากความกดดันในเกมฟุตบอล, “ความอิ่มตัว” ในความสำเร็จ หรือ อาจจะทั้งสามอย่าง และยังมีเหตุผลอื่นๆอีกมากมาย

 

แต่สิ่งที่ไม่ต้องสงสัยเลย ก็คือ ความรัก ความทุ่มเท ที่เขามอบให้สโมสร ทั้งชีวิตของเขาที่สร้างสโมสรจากที่ธรรมดาในระดับ ดิวิชั่นสอง ให้ขึ้นมายืนบนแถวหน้าของอังกฤษ และ ยุโรป พร้อมรากฐาน และปรัชญาที่ชัดเจนและมีความหมาย สิ่งต่างๆเหล่านี้ มันได้ฝังรากลึก บ่มเพาะอยู่ในกลางใจของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับสโมสรแห่งนี้ และทำให้ สโมสรนี้มันเป็นยิ่งกว่าสโมสรฟุตบอลธรรมดาทั่วไป เพราะที่นี่คือ สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล

 

ที่นี่คือแอนฟิลด์ – This is Anfield

 

เล่าเรื่องโดย Kenny7

 

3 Comments

Leave a Reply