Game, สัพเพเหระ - Miscellaneous — January 5, 2013 at 2:59 pm

เฉลยคำถามและเล่าเรื่องเกี่ยวกับ คิง เคนนี

by

 

จากคำถามในแฟนเพจ…

ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับ คิง เคนนี ดัลกลิช?

A.เคยมาทดสอบฝีเท้ากับลิเวอร์พูลตอนอายุ 15 ปี โดยได้ลงเล่นกับทีม ทรานสเมียร์ โรเวอร์ส
B.เคยถูกเพื่อนสนิทอย่าง แกรม ซูเนสส์ ชวนให้ย้ายไปเล่นฟุตบอลที่ต่างประเทศ
C.เคยเปลี่ยนยางรถยนต์ให้ เพื่อนร่วมทีมเจ้าสำอางอย่าง แกรม ซูเนสส์
D.คุมทีมลิเวอร์พูลลงเล่นเกมลีกนัดสุดท้ายพบกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยเสมอกัน 1-1 ก่อนลาออกในปี 1991

 

kenny

 

คำตอบคือ ข้อ B ค่ะ ผู้ที่ตอบถูกคือคุณ Attaphon Somanothai ยินดีด้วยค่ะ

เหตุเกิดขึ้นหลังจากลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูโเปียน คัพ ในปี 1984 ที่กรุงโรม ลิเวอร์พูลต้องไปเล่นในรายการ Royal Swazi Sun Challenge กับสเปอร์ ที่แอฟริกาใต้ แกรม ซูเนสส์ ได้เปิดเผยกับเพื่อนสนิทของเขา อย่าง เคนนี ดัลกลิช ว่า ตัวเขากำลังจะย้ายไปร่วมทีมซามพ์โดเรีย ในอิตาลี ซึ่ง คิง เคนนี เองก็ไม่ได้แปลกใจกับการตัดสินใจของซูเนสส์ แน่นอนว่า คิง เคนนี รู้สึกเสียใจ เพราะเขาและซูเนสส์เป็นเพื่อนสนิทกัน แต่เมื่อซูเนสส์ถามคิง เคนนี ว่า

“นายไม่สนใจจะย้ายไปเล่นในต่างประเทศบ้างหรือ?”

คิง เคนนี ตอบว่า “ไม่ล่ะ ฉันจะพลาดเรื่องตลกๆในห้องแต่งตัว ถ้าฉันไปร่วมทีมในต่างประเทศ และไม่สามารถพูดภาษาของพวกเขาได้ ฉันจะวิตกว่าพวกเขาพูดถึงฉันอย่างไร ถ้าฉันจากบ้านไปไกล ฉันคงจะคิดถึงญาติพี่น้อง ที่สำคัญ ฉันมีความสุขมากจริงๆที่ลิเวอร์พูล”

ซูเนสส์พูดต่อว่า “เล่นที่อิตาลี เงินดีนะ”

คิง เคนนี เล่าว่า เขารู้ดีว่าซูเนสส์ไม่ได้ย้ายเพราะเงินหรอก แต่เป็นเรื่องของความท้าทายมากกว่า แต่เขาก็ตอบเพื่อนสนิทไปว่า

“การเงินฉันโอเคอยู่แล้ว ฉันยอมมีเงินน้อยหน่อย แต่มีความสุขมากกว่าดีกว่า ฉันรักฟุตบอล เราชนะได้แชมป์ และเด็กๆก็ตั้งรกรากที่นี่แล้ว มารีนา(ภรรยาคิง เคนนี) กับเด็กๆจะต้องปรับตัวมากกว่าถ้าฉันต้องการย้ายไปต่างประเทศ และอีกอย่างนะ พ่อตาฉันเกลียดการนั่งเครื่องบิน เขาเคยติดอยู่ในห้องน้ำในเครื่องบินมาก่อน ต้องงัดล็อกเพื่อเอาตัวเขาออกมาเลย”

ดังนั้น คิง เคนนี จึงเลือกอยู่กับลิเวอร์พูลต่อไป

 

Kenny Dalglish

 

สำหรับข้อ A คิง เคนนี เคยมาทดสอบฝีเท้าเมื่อปี 1966 ตอนที่อายุ 15 ปีจริงๆค่ะ แต่ทีมที่เล่นด้วย คือทีม เซาท์พอร์ต ไม่ใช่ ทรานสเมียร์ฯ โดย คิง เคนนี เคยเล่าว่า

“เกมดูเหมือนจะแพ้ 1-0 แต่ผมได้บอลและมีโอกาสง่ายๆที่จะตีเสมอได้ ผมกลับอ้อมแล้วม้วนบอลไปทางประตูของเซาป์พอร์ต ด้วยเท้าซ้ายของผม แต่ผมโดนสกัดไว้โดยจิมมี่ โบลแมน ความโกรธไหลผ่านตัวผม ถึงตอนนี้ก็ยังรู้สึกอยู่เลย ผมเกียดจิมมี่ โบลแมนกับการทำลายโอกาสของผม ผมจะทำประตูได้อยู่แล้ว ผมมีโอกาสที่ดีกว่าด้วยเท้าข้างไม่ถนัดของผมมากกว่าจิมมี่ โบลแมนกับเท้าที่แข็งแกร่งของเขาด้วยซ้ำ หลังเกม ผมเดินอย่างเหนื่อยล้าออกจากสนามเมลวู้ด ยังจินตนาการถึงสิ่งที่พลาดและความพ่ายแพ้”

นอกจากนี้ เขาได้ได้โอกาสไปชมเกมเมอร์ซีไซด์ ดาร์บีแมตซ์ เป็นครั้งแรก ในรายการแชริตีชิลด์อีกด้วย และเนื่องจาก เขาเป็นแฟนตัวยงของทีมกลาสโกว์ เรนเจอร์ จึงต้องการกลับสก็อตแลนด์ไปให้ทันดูเกมที่จะแข่งกับเซลติก ทำให้เขาจะพลาดเกมทดสอบฝีเท้าในวันจันทร์ เขาจึงขอให้บิลล์ แชงคลีย์ อนุญาตให้เขาลงเล่นเกมในระดับ ยู – 16 แทน และปู่แชงค์ก็อนุญาต

ฟอร์มจากการทดสอบฝีเท้าของเจ้าหนูเคนนี เป็นที่ประทับใจ บิลล์ แชงค์ลีย์ เป็นอย่างมาก ถึงกับบอกเคนนีก่อนจากกันที่ลิเวอร์พูลว่า จะส่งเจ้าหน้าที่แมวมองไปหาที่สต็อกแลนด์ และสุดท้ายก็มีข้อเสนอไปถึงบ้านดัลกลิชจริงๆ แต่เจ้าหนูเคนนี รู้ดีว่า ด้วยวัยเพียง 15 ปี การจากบ้านไปไกลเป็นเรื่องยากเกินไปสำหรับเขาและครอบครัว เขาจึงจำต้องปฏิเสธข้อเสนอในครั้งนั้น

แต่กระนั้น การได้มาทดสอบฝีเท้าในครั้งนั้นได้กลายเป็น การพันผูกตำนานรักครั้งแรกระหว่าง เคนนี ดัลกลิช กับ สโมสรลิเวอร์พูล ดังนั้น เมื่อ บ็อบ เพสลีย์ ยื่นข้อเสนอมาอีกครั้งในปี 1977 มันจึงไม่มีซักเสี้ยวหนึ่งในความคิดที่เขาจะตอบปฏิเสธ 

 

kdah

 

ส่วนข้อ C เป็นเรื่องจริงที่ว่า เคนนี ดัลกลิช เคยเปลี่ยนยางอะไรรถยนต์ แต่ไม่ใช่ให้ แกรม ซูเนสส์ เจ้าของรถยนต์คนนั้น คือ อลัน แฮนเซน ต่างหาก

มันเกิดขึ้นในเย็นวันหนึ่ง ที่เขาและแฮนเซน ต้องขับรถไปโรงแรมเชอร์รี ทรี เพื่อไปขึ้นรถบัสของทีม เพื่อไปเตรียมทีมก่อนเกมแข่งขัน 1 วัน โดยอลัน แฮนเซน เป็นผู้ขับรถ บีเอ็ม ดัลบลิว รุ่น เอ็ม 57 ไปกับคิง เคนนี และนักเตะกองหลังอีกคน ชื่อ ริชาร์ด มันนี …ทันใดนั้นก็มีเสียงดังปังเหมืแนมีอะไรระเบิด คิง เคนนี เปิดฉากการสนทนา ดังนี้

“อัล นายได้ยินเสียงนั่นรึเปล่า” (อัล เป็นชื่อเล่นที่เพื่อนๆในทีมเรียก อลัน แฮนเซน)

“อะไร” อัลย้อนถามผม

“ยางรถนายแตกแล้วล่ะ” ดังนั้นอัลก็เลยจอดรถที่ไหล่ทาง และเราทั้งสามคนก็ออกไปดู

“นายมียางสำรองมั้ย” ผมถามอัล

“ไม่รู้สิ” เขาตอบ นี่แหละบิ๊กอัล!!! ตอบว่าไม่รู้เป็นเรื่องปกติของเขาเลย

“แม่แรงอยู่ที่ไหน” ผมถาม

“ไม่รู้ว่ะ”

“มาเลย อัล นายต้องเปิดกระโปรงหลังรถ”

“นายจะเปิดกระโปรงหลังรถทำไม”

“นายนี่มันน่าสิ้นหวังจริงๆ มากับฉันสิ” จัดการเปิดกระโปรหลังแล้ว ผมก็ยกล้อสำรองและแม่แรงออกมา แล้วก็เริ่มเปลี่ยนยาง

“เอาน่า เราไปสายก็ยังดีกว่ายกธงยอมแพ้” ผมพูด คุกเข่าข้างๆล้อ  ริชาร์ดกระโดดลงจากรถและรีบไปที่ Kickby อธิบายสถานการณ์ให้ทุกคนเข้าใจ

ไม่เท่านั้น แกรมซูเนสส์ ยังเล่นพนันกับทุกคนในทีมว่า ระหว่าง เคนนี ดัลกลิช กับ อลัน แฮนเซน ใครจะโผล่มาด้วยเสื้อผ้าที่สกปรกมอมแมมมากกว่ากัน และทุกคนทายถูกว่า คิง เคนนี มอมแมมขนาดไหน

 

kenny1

 

และสุดท้าย ข้อ D คิง เคนนี คุมทีมลิเวอร์พูลลงเล่นเกมลีกนัดสุดท้าย พบกับ เอฟเวอร์ตัน ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 1991 เกมกับแมนยูฯ เป็นเกมก่อนหน้าต่างหากล่ะคะ ซึ่งในเกมลีกนัดสุดท้ายกับเอฟเวอร์ตันนี้ ลิเวอร์พูลเอาชนะไปได้ 3-1 โดยได้ประตูจาก แจน โมลบี 1 ลูก และ เดวิด สปีดี 2 ลูก จากนั้น ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 1991 คิง เคนนี คุมทีมลงแข่งกับเอฟเวอร์ตันอีกครั้ง ในเกมเอฟ เอ คัพ รอบ 5 ที่แอนฟิลด์ ผลคือ เสมอกัน 0-0 แล้ว 3 วันให้หลัง ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 1991 เขาคุมทีมลงเล่นนัดสุดท้ายก่อนลาออก เป็นเกมเอฟเอ คัพ นัดรีเพล กับเอฟเวอร์ตันที่กูดิสัน พาร์ค ผลคือ เสมอกัน 4-4

…วันศุกร์ 22 กุมภาพันธ์ 1991 คิง เคนนี ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล และนี่คือถ้อยคำของเขาในวันนั้น

“นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ผมก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสดมสร ที่ผมเห็นแก่ตัวเองมากกว่าสโมสรลิเวอร์พูล นี่ไม่ใช่การตัดสินใจในทันทีทันใด สิ่งที่แย่ที่สุดที่ผมไม่สามารถทำได้ คือ ไม่ตัดสินใจ มันอาจทำให้เกิดการโต้เถียงกันว่า การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้มาในเวลาที่เหมาะสม แต่มันไม่มีทางมีเวลาที่เหมาะสมสำหรับกรณีนี้ได้เลย ปัญหาสำคัญคือ ความกดดันที่ผมแบกรับด้วยตัวผมเอง เพราะความปรารถนาอย่างแรงกล้าของผมที่จะประสบความสำเร็จ ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นกับผมทั้งก่อนและหลังเกมมันมากขึ้นเรื่อยๆ การตัดสินใจนี้มันอาจจะยากที่จะเข้าใจสำหรับบางคน แต่นี่คือสิ่งที่ผมตัดสินใจแล้ว ผมอาจจะทรยศต่อทุกคน โดยการไม่ให้พวกเขารู้ว่ามีบางสิ่งที่ผิดพลาดไป ผมมีส่วนร่วมในเกมฟุตบอลตั้งแต่ผมอายุ 17 ปี 20 ปีกับความสำเร็จร่วมกับ 2 ทีมในสหราชอาณาจักร …เซลติกและลิเวอร์พูล ผมยืนอยู่ข้างหน้ามาโดยตลอด และมันถึงเวลาที่ต้องจบลงแล้ว”

…ถ้อยแถลงของเขาค่อนข้างคลุมเครือ ทำให้คนส่วนใหญ่ตีความไปว่า เขาทนแบกรับความกดดันไม่ไหว ความกดดันที่ต้องชนะเท่านั้น กับการคุมทีมอย่างลิเวอร์พูล แต่แท้จริงแล้ว มันไม่ใช่เลย คิง เคนนี มีปัญหาเพราะเรื่องฮิลล์สโบโรต่างหาก มันคือ ความเจ็บปวดที่ไม่มีวันจางหายไปจากหัวใจของเขาได้ เขาเปิดเผยผ่านหนังสือ Kenny Dalglish : My Liverpool Home ว่า

“ในฐานะผู้ชายคนหนึ่งที่มีลิเวอร์พูลในหัวใจ บาดแผลจากเหตุการณ์ที่ฮิลล์สโบโร ยังคงอยู่กับผม ผมจะไม่มีวันลืมเจ้าหน้าที่บำบัดความเครียดคนหนึ่งที่เดินเข้ามาในห้องทำงานที่แอนฟิลด์ของผมหลังเหตุการณ์โศกนาฏกรรม ถามผมว่า ผมต้องการจะพูดระบายเกี่ยวกับแรงกดดัน และความเครียดที่ผมต้องเผชิญหรือไม่ ผมเชิญเธอออกไป ใครจะมาช่วยผมจัดการกับความกดดันได้ด้วยวิธีไหน เธอคนนี้น่ะหรือ แน่นอน ผมมั่นใจว่าเธอช่วยได้แน่ และเธอเจตนาดี เพียงแต่ผมไม่เคยคิดเคยฝันว่าจะเปิดใจกับคนแปลกหน้าเกี่ยวกับเรื่องที่เป็นส่วนตัวมากอย่างนี้ ผมไม่เคยพูดเรื่องฮิลล์สโบโรกับมารีน่าเลยด้วยซ้ำ ผมไม่สามรถพูดถึงความรู้สึกของผมได้ ผมทำเหมือนว่ามันไม่สำคัญ The kop รอคอยผมอยู่ทุกเช้า และผมตั้งใจด้วยกำลังทั้งหมดที่ผมมี ในการช่วยเหลือผู้คนในเมืองลิเวอร์พูล อย่างไรก็ตาม ผมไม่สามารถเข้าใจได้ว่าเจ้าหน้าที่บำบัดความเครียดจะสามารถช่วยรักษาความเสียใจได้อย่างไร…”

คิง เคนนี แบกรับทุกความเจ็บปวดจากการสูญเสีย แบกรับความเสียใจ ความทุกข์ของแฟนบอล คือความทุกข์ของเขา ความเจ็บปวดของแฟนบอลก้คือความเจ็บปวดของเขาด้วย ในขณะที่ต้องยืนหยัดเป็นหลักให้ทีมและสโมสรผ่านพ้นเหตุการณ์โศกนาฏกรรมอันเลวร้าย สุขภาพของเขากลับทรุดลง ความเครียดเข้าครอบงำ และไม่มีใครสามารถแบ่งเบาภาระจากเขาไปได้ …2 ปี จาหเหตุการณ์อันเลวร้าย มันก็ถึงวันที่ต้องหยุด

บางคนกล่าวว่า เขาขี้ขลาดที่ไม่กล้าแบกรับความกดดันต่อไป แต่เรากลับคิดว่า เขากล้าหาญอย่างมาก ที่ประกาศออกมาอย่างซื่อสัตย์ว่า เขารับมันไม่ไหวแล้ว มากกว่า และโชคดีที่เขาได้กลับมาพยายามทำหน้าที่ของตัวเองอีกครั้ง แม้จะต้องจบลงอย่างรวดเร็วก็ตาม แต่ก็อย่างที่เจอร์ราร์ดเคยพูดแหละค่ะ

…แม้ว่า คิง เคนนี จะจากไป ก็ไม่มีใครทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเขากับแฟนลิเวอร์พูลลงได้ เขาจะยังคงเป็นตำนานอันดับหนึ่งของเราไปตลอดกาล…

 

No related content found.

2 Comments

Leave a Reply