TL : ร็อดเจอร์สที่เติบโต(สเตอร์ริดจ์&คูตินโญ)

by

 

 

        เบรนแดน ร็อดเจอร์ส พาลิเวอร์พูลเก็บแต้มที่ 58 มากกว่า 52 แต้มในฤดูกาลที่แล้วอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ยังเหลือเกมแข่งขันอีก 1 นัด อย่างน้อยๆ ถ้ามองจากฤดูกาลที่แล้วลิเวอร์พูลก็พัฒนาขึ้นในแง่แต้มอย่างน้อย 6-9 คะแนน

        แม้ว่าอันดับของลิเวอร์พูลจะไม่ขยับจากอันดับ 7 อย่างแน่นอน และดีกว่าอันดับในฤดูกาลที่แล้วอันดับเดียว แต่หลายๆ คนคงเห็นแนวโน้มที่แตกต่างจากฤดูกาลที่ดีในหลายๆ เรื่อง

        เราเริ่มต้นฤดูกาลด้วยความพยายามทำความรู้จักกับเบรนแดน ร็อดเจอร์ส แม้ก่อนหน้านี้ทุกคนจะรู้ว่าเขาเป็นกุนซือสวอนซี แต่เชื่อว่าหลายคนจะได้ติดตามสวอนซีไม่มากนัก หลังหงส์ขาวเพิ่งเลื่อนชั้น แม้ว่าจะทำผลงานได้ดีมาก แต่ไม่มีใครการันตีว่าเขาจะทำผลงานได้ดีแค่ไหน

        สวอนซีมีผลงานที่แข็งแกร่งในบ้านฤดูกาลที่แล้ว ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะหลายๆ ทีมต้องเดินทางขึ้นเหนือไปถึงเวลส์ และฤดูกาลนี้แม้จะไม่มีร็อดเจอร์สก็ต้องบอกว่าสวอนซียังทำผลงานได้อย่างแข็งแกร่งมาก นับถึงเวลานี้สวอนซีแพ้ในรัง 4 นัดเทียบเท่ากับตอนร็อดเจอร์สคุมทีม และเวลานี้ลิเวอร์พูลก็แพ้ในแอนฟิลด์ไปแล้ว 4 นัดพอดี

        อย่างไรก็ตามผลเสมอที่มากเกินไปทำให้ฤดูกาลนี้ทีมไม่ได้ฉลองเล็กๆ ด้วยโควตาฟุตบอลยุโรป แต่เกมรุกที่ซัดไปแล้ว 70 ประตู เป็นรองปี 2008-09 ที่คว้ารองแชมป์อยู่แค่ 7 ลูก และเหลืออีก 1 เกม เชื่อว่าเป็นจุดที่น่าพึงพอใจที่สุด

        ลิเวอร์พูลยังมีค่าเฉลี่ยลุ้นทำประตูมากกว่าทุกทีมใน 5 ลีกดังของยุโรป ย้ำ 5 ลีกดังของยุโรป แม้อาจจะมีคนค่อนแคะว่ามันไม่มีความหมายอะไรหากทีมไม่ได้ลุ้นแชมป์ ไม่ได้ไปเล่นฟุตบอลยุโรป มันก็จริงในแง่นั้น แต่แค่คิดว่า 5 ลีกดังของยุโรปนอกจากแมนฯ ยูไนเต็ด ที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อย่าลืมว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 19 ครั้งต่อเกมต้องแข่งกับทีมอย่าง บาร์ซา, เรอัล มาดริด หรือบาเยิร์น มิวนิค และลิเวอร์พูลมีโอกาสทำประตูต่อเกมมากกว่า!!!

        อย่างน้อยๆ ใครที่เคยบ่นๆ ในช่วงหลายปีก่อน หรือในช่วงเชราร์ อุลลิเยร์คุมทีม คงจะเห็นความแตกต่างอย่างหนึ่ง และไม่อาจจะบ่นได้ว่าการดูลิเวอร์พูลเป็นเรื่อง “น่าเบื่อ” เพราะสถิติที่ออกมาอย่างน้อยๆ ประมาณ 5 นาที ลิเวอร์พูลจะมีลุ้น 1 ครั้งตามค่าเฉลี่ย

        เทียบเฉพาะจำนวนประตูฤดูกาลที่แล้วเรายิงได้เพียง 47 ประตู แต่ตอนนี้มากขึ้นไปแล้ว 23 ลูก!!! เท่ากับซัวเรสยิงได้ในพรีเมียร์ลีกทั้งหมดด้วยซ้ำ

        ก่อนหน้านี้ผมมีเรื่องห่วงกังวลเกี่ยวกับสถิติของร็อดเจอร์สเรื่องหนึ่งคือการพลิกเกมจากสถานการณ์ที่ตามหลังไม่สู้ดีนักสำหรับสถิติตอนอยู่กับสวอนซี

          นอกจากการวางเกมมาตั้งแต่ต้น แน่นอนว่าการเปลี่ยนแผนการเล่นในระหว่างเกมมีความสำคัญ รวมถึงการเปลี่ยนตัวในครึ่งแรก แต่คงไม่มีช่วงไหนส่งผลต่อเกมมากกว่า 15 นาทีแรกของครึ่งหลัง  ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โค้ชเพิ่งเจอกับนักเตะมาหมาดๆ ลิเวอร์พูลก็ใช้ช่วงเวลาเดียวกันในพลิกเกมในยูฟา แชมเปียนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศในปี 2005 ซึ่งหลังเกมเป็นเรื่องที่ถูกสัมภาษณ์มากที่สุดเรื่องหนึ่งว่าราฟาทำอะไรในห้องแต่ตัว?

ในฤดูกาลนี้ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ยิงได้ 20 ลูกใน 15 นาทีแรกของครึ่งหลังมากว่าทุกทีมในลีก มันสะท้อนให้เห็นเช่นกันว่าโค้ชชาวไอร์แลนด์เหนือแก้เกมเป็น อาจจะเรียกว่าแก้เกมได้ดีเลย เพราะคงไม่บังเอิญที่ทีมทำประตูช่วงนี้ได้มากที่สุด ถ้าไปทำช่วงทดเวลาบาดเจ็บเยอะๆ อันนี้อาจจะไปถามที่กรรมการเหมือนบางทีม(ฮ่า) มันคงไม่ฟลุ๊กบ่อยๆ และหวังว่ามันจะเป็นอย่างนี้ต่อไปในฤดูกาลหน้าsturridge2

บางครั้งผู้จัดการทีมหลายคนก็ยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแผน แก้เกมก็ต้องอาศัยโชค ร็อดเจอร์สให้สัมภาษณ์หลังเกมล่าสุดว่าเขาลองใช้ 3-5-2 ในครึ่งแรก ก่อนปรับเป็นระบบที่คุ้นเคยในครึ่งหลัง แม้เขาจะลองผิดในครึ่งแรก ก็แปลว่าเขาจัดการมันถูกในครึ่งหลัง

นี่อาจจะเป็นเพียงเกมที่ 2 ในฤดูกาลถัดจากเกมกับแอสตัน วิลลา เท่านั้นที่ทีมเสียประตูแรกในเกม และกลับมาชนะได้ (เกมกับสเปอร์สเราถูกนำ 2-1 แต่แซงชนะ 3-2) อย่างไรก็ตามมันก็เป็นสัญญานที่ดีในช่วงฤดูกาลหน้า

ยิ่งถ้าเทียบขุมกำลังสำรองของทีม และการบาดเจ็บของนักเตะชุดใหญ่ที่สลับหน้ากันจนบางครั้งเมื่อเราเองนั่งดูยังคิดเลยด้วยซ้ำว่าจะเปลี่ยนใครลงไปแก้เกม แต่ร็อดเจอร์สทำได้ไม่เลว

19 นัดแรกทีมเก็บได้ 25 แต้ม แต่ 18 เกมถัดมาทีมเก็บได้ 33 แต้ม และอาจจะเป็น 36 หากชนะในเกมสุดท้าย แม้ต่อให้คูณ 2 ในช่วงครึ่งฤดูกาลหลังทีมอาจจะไม่ได้ลุ้นแชมป์ แต่ถ้าคิดถึงพื้นที่ยูฟา แชมเปียนส์ลีก นับว่าไม่ห่างไกลเกินความเป็นไปได้

การบ้านชัดเจนในปีนี้ แน่นอนว่าลิเวอร์พูลต้องปรับปรุงผลงานในการเจอกับทีมใหญ่ๆ ในลีก ที่ร็อดเจอร์สยังสอบไม่ผ่าน แต่หากจัดการแต้มไป-กลับเหล่านั้นได้ดีขึ้น แนวโน้มที่ทีมจะทำได้ดีกว่าปีนี้ก็มีสูง

มันอาจจะไม่ง่ายเหมือนเทียบบัญญัติไตรยางศ์ ต้องยอมรับว่าการเข้ามาของ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ กับเฟลิปเป คูตินโญ มีส่วนสำคัญอย่างมาก เพราะทั้งคู่ระเบิดฟอร์มการเล่นได้น่าประทับใจสุดๆ ในช่วงเวลาที่ย้ายมา แม้รายแรกจะมีปัญหาการบาดเจ็บอยู่บ้างแต่ก็ยิงไปแล้ว 11 ประตูทุกรายการ รายหลังจะยังไม่มีชื่อทำสกอร์แต่ก็จ่ายไปแล้วถึง 5 ลูกเท่ากับ สตีเวน เจอร์ราร์ด และหลุยส์ ซัวเรสถ้านับเฉพาะจังหวะโอเพ่น เพลย์ (ถ้ารวมลูกนิ่ง เจอร์ราร์ด 9) และมากกว่าสจ็วร์ต ดาวนิงแนวรุกที่เล่นมาทั้งฤดูกาลที่จ่ายให้เพื่อนทำประตูในจังหวะโอเพ่น เพลย์ 4 ครั้ง(หรือเท่ากับถ้านับลูกนิ่งด้วยที่ 5 ครั้ง)

สถิติของทั้งคู่ชัดเจนว่าการซื้อตัวในช่วงมกราคมคุ้มค่า และกลายเป็นการทำงานที่บีร็อดชอบ เหมือนที่เขาทำได้ดีในการคว้ากีลฟี ซิกูร์ดส์สันมาร่วมทีมในสมัยอยู่กับสวอนซี

อย่างไรก็ตามตอนนี้มีเวลามากขึ้นในช่วงซัมเมอร์ที่จะซื้อตัวนักเตะ ไม่ใช่ช่วงเร่งร้อนเดือนมกราคม ลิเวอร์พูลต้องหวังจะประสบความสำเร็จแบบนี้อีก

ส่วนตัวผมเขียนถึงการซื้อทั้งสเตอร์ริดจ์ที่น่าจะเข้าสไตล์กับลิเวอร์พูลอยู่แล้ว เพราะลิเวอร์พูลต้องการกองหน้าที่เคลื่อนที่ และบางครั้งอาจจะต้องเห็นแก่ตัว แต่เด็ดขาด และเล่นลูกกลางอากาศ บังบอลได้ดีพอสมควร แถมยังอายุน้อย

ส่วนคูตินโญหลายคนคงเห็นว่าทำไมเขาได้รับฉายาว่า “นิว กาก้า”  ไม่นับส่วนแอสซิสต์ 5 ลูกจริงๆ ในแต่ละเกมจะเห็นลูกจ่ายบอลที่หวังผลได้อีกหลายต่อหลายครั้ง การเล่นของคูตินโญตื่นตาตื่นใจมาก ก่อนเกมวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ออปตา สแตด มีบทความเปรียบเทียบเขากับออสการ์ของเชลซีว่าใครเหนือกว่ากัน เพราะทั้งคู่เป็นคู่แข่งกันในทีมชาติบราซิลอีกด้วย

ในฤดูกาลที่จะมาถึงนี้จะต้องเป็นการขับเคี่ยวกันอย่างหนักของทั้งสองคน แม้ว่าคูตินโญจะอายุยังน้อยแต่ออสการ์ก็อายุน้อยไม่ต่างกัน

ในปี 2011 ทังคู่เดินทางไปโคลอมเบียเพื่อลงเล่นยู-20 ชิงแชมป์เช่นกัน ช่วงนั้นคูตินโญดังกว่าเพราะเล่นให้กับอินเตอร์ ส่วนออสการ์ยังอยู่กับทีมชื่อเดียวกันแต่เล่นในบราซิลอย่างอินเตอร์นาวิออนาล

คูตินโญเป็นดาวซัลโวในรอบแบ่งกลุ่ม ส่วนออสการ์ทำแฮตทริกในนัดชิงชนะเลิศแต่การจะขึ้นมาเล่นชุดใหญ่พร้อมกันไม่ใช่เรื่องง่าย

ลิเวอร์พูลโชคดีมากหากมองในจุดนี้เมื่อเราคว้าคูตินโญด้วยค่าตัวเพียง 8.5 ล้านปอนด์ ต่างจากเชลซีใช้เงินไป 25 ล้านปอนด์ในการดึงออสการ์ ซึ่งถ้ามีทั้งคู่อยู่ในทีมคงจะสุดยอดกว่านี้!!!

อย่างไรก็ตามทั้งสองคนจะต้องแข่งกันระยะยาวในเสื้อสีแดง กับน้ำเงิน ออสการ์มีโอกาสที่จะได้แชมป์แรกกับเชลซีในการเล่นยูโรปา ลีก นัดชิงชนะเลิศกลางสัปดาห์ และเขายังได้เปรียบกว่าเมื่อเล่นให้ทีมชาติมาแล้ว 15 นัด ด้วยอายุที่มากกว่า 1 ปี ขณะที่คูตินโญยังติดธงเซเลเซาแค่เกมเดียว

การต่อสู้ของ คูตินโญ กับ ออสการ์ ยังเหลือเวลาอีกราว 1 ปี แต่ไม่แน่ว่าสุดท้ายอาจจะติดทีมไปเล่นเวิลด์ คัพ 2014 ทั้งคู่ หรือหลุดทั้งคู่ก็ได้ เช่นเดียวกับ ลูคัส เลวา ที่แข่งกับ รามิเรส ไปในเวลาเดียวกัน แม้ตำแหน่งอาจจะไม่พอดีกันเป๊ะก็ตามก็ยังถือว่าเป็นแดนกลางเหมือนกัน

พูดถึงค่าตัวแล้ว แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ก็นับว่าคุ้มค่ามากจาก 12 ล้านปอนด์ที่จ่ายไป แม้ว่าเขาจะมีปัญหาการบาดเจ็บรบกวนอยู่บ้าง แต่หวังว่าฤดูกาลหน้าเมื่อสมบูรณ์เต็มที่ ไม่ขอมากกว่านี้ก็ยังได้ หากทำได้แค่ระดับตอนนี้ 15 นัด 11 ประตู(สำรองไป 3 นัด) แค่นี้ก็นับว่าสม่ำเสมอมากแล้ว

ทั้งคู่เป็นนักเตะที่ผมเคยสวมบทป๋าดันทางอ้อมในตอนซื้อมา อย่างไรก็ตามมันต้องดูกันยาวๆ เช่นเดียวกับ โจ อัลเลน กับฟาบิโอ บอรินี รายแรกผมออกตัวแรงเหมือนกันว่าเป็นการซื้อที่คุ้มค่า แม้ว่าก่อนจะพักยาวจากการบาดเจ็บจะมีเสียงวิจารณ์อย่างมาก แต่การบาดเจ็บที่ไหล่เหมือนกับที่สตีเวน เจอร์ราร์ดเผชิญ แต่การฝืนของอัลเลนทำให้ฟอร์มของเขาไม่สู้ดีนัก

ถ้ามองเฉพาะฤดูกาลนี้กับค่าตัว อัลเลน อาจจะไม่แสดงอะไรออกมามากนัก แต่ด้วยอายุ และข้อโต้แย้งเรื่องการบาดเจ็บ ระยะยาวก็ยังมีหวังว่าจะคุ้มค่า ผมจำปี 2001 ที่เอมิล เฮสกีย้ายมา และทุกคนมองว่านั่นคือการซื้อที่คุ้มค่าหลังจากทีมได้ 3 แชมป์ แต่หลายปีต่อมาก็มีเสียงบ่นตามมากับการเป็นกองหน้าตัวรับ ซึ่งขจริงๆ แล้วมันอาจจะวัดทุกอย่างทันทีในปีเดียวไม่ได้ ส่วนตัวผมก็ไม่ได้มองว่าเฮสกีล้มเหลวในแอนฟิลด์ แต่ถ้าจะบอกว่าดังระเบิดเทิดเทิงก็คงไม่ชัด คล้ายๆ กับ ปีเตอร์ เคราช์ หรือแม้แต่เคร็ก เบลลามี ขณะที่ เฟร์นานโด ตอร์เรส คือตัวอย่างชัดเจนของการซื้อที่ทุกฝ่ายยอมรับว่าประสบความสำเร็จ(ตอนขายด้วย!)

ตอร์เรสอาจจะส่องกล้องผิดที่เลือกไปเชลซี เพราะถ้ามองรูปแบบการเล่นแล้ว ถ้าเขาไปอยู่กับทีมอย่าง แมนฯ ซิตี หรือแม้แต่แมนฯ ยูไนเต็ด รวมถึงทีมอื่นๆ ในลา ลีกา น่าจะรุ่งกว่า แต่เชลซีติดฟุตบอลสไตล์ดิดิเยร์ ดร็อกบาเป็นหน้าเป้า ขอให้โยนขึ้นไป ดร็อกบา เก็บบอลได้ เคาะคืนหรือเข้าทำเอง ขณะที่ตอร์เรสเป็นบอลวิ่งตามช่องมากกว่านั่นทำให้เขาล้มเหลวเอาการในการเล่นให้เชลซี แม้ว่าอาจจะได้เหรียญแชมป์ยูฟา แชมเปียนสีก และได้ลุ้นยูโรปา ลีกด้วย แต่การหลุดทีมชาติสเปนก็สะท้อนอะไรหลายอย่างกับการเลือกไปเชลซี

กลับกัน สเตอร์ริดจ์ ก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนักตอนที่เขาตัดสินใจเลือกเชลซีหลังลาแมนฯ ซิตี ทั้งที่อยู่ในเป้าหมายทีมแมวมองของลิเวอร์พูลตั้งแต่สมัยราฟาเอล เบนิเตซ คุมทีมด้วยซ้ำ

        สเตอร์ริดจ์ ดูจะเหมาะกับฟุตบอลของลิเวอร์พูลในเวลานี้ และถ้าพูดถึงการเป็นหน้าเป้าเขาอาจจะเหมาะกว่าหลุยส์ ซัวเรส ด้วยซ้ำ ยิ่งในช่วงที่ทีมมีคูตินโญ เมื่อเขารอสังหารในจังหวะสุดท้าย ตรงข้ามกับกองหน้าอุรุกวัยยิ่งในช่วงต้นฤดูกาลที่ยังไม่มีกองกลางบราซิเลียนเขาต้องฝืนเล่นเองหลายครั้ง ซึ่งต่างจากในทีมชาติอุรุกวัยพอสมควร

        น่าเสียดายที่หากมองจากรายชื่อคนที่เขียนมาในคอลัมน์นี้ ซัวเรสน่าจะพลาดเวิลด์ คัพ 2014 เพราะผลงานทีมจอมโหดแย่มากในรอบคัดเลือก แต่ในคอนเฟเดอเรชันส์ คัพ กลางปีนี้อุรุกวัยน่าจะเป็นทีมที่น่าดูอีกชาตินอกจากบราซิล หรือสเปน

        บางครั้งการเลือกนักเตะอาจจะไม่จำเป็นต้องมีราคาสูง ขอแค่เหมาะกับจังหวะของทีม อย่างสเตอร์ริดจ์ หรือคูตินโญ หากย้ายมาลิเวอร์พูลตั้งแต่ตอนที่เขาเลือกไปเชลซี หรืออินเตอร์ อาจจะไม่ท็อปฟอร์มอย่างในเวลานี้

        ส่วน ฟาบิโอ บอรินี กองหน้าจอมขยันอีกรายที่ผมมองว่าเขามีส่วนคล้ายในแง่ความพยายามที่จะมาแทน เดิร์ก เคาต์ เพียงแต่การบาดเจ็บใหญ่สองครั้งทำให้เขาแทบไม่มีส่วนร่วมในฤดูกาลนี้

        บอรินีกลับมาเล่นได้อย่างวูบวาบใน 2 เกมหลัง อย่างน้อยการเสริมทัพ 2 จาก 5 คนในฤดูกาลนี้ต้องยกย่องว่าร็อดเจอร์สทำได้อย่างสุดยอด ขณะที่อีก 2 รายอย่าง อัลเลน และบอรินี ยังต้องพิสูจน์ระยะยาว

รายของ อุสซามา อัสไซดีดูแล้วหลายคนน่าจะเห็นคล้ายๆ กันว่าโอกาสแจ้งเกิดน้อยลงทุกที แต่ถ้ามองค่าตัว 2.5 ล้านปอนด์ และการเข้ามากระตุ้นการแข่งขันในตำแหน่งนี้ อย่างน้อยๆ น่าจะมีส่วนให้ สจ็วร์ต ดาวนิง ทำผลงานได้ดีในปีที่ผ่านมาก็นับว่าไม่ขี้เหร่นัก

ฤดูกาลนี้นอกจากเติบโตในสนามแล้ว ร็อดเจอร์ส ยังได้โอกาสใช้เงินมากที่สุดตั้งแต่เขาเคยคุมทีม(ก่อนหน้านี้ตอนคุมสวอนซีใช้เงินน้อยกว่านี้มาก) ชัยชนะเหนือฟูแลม กับฤดูกาลที่เราได้มีโอกาสเป็น ราฮีม สเตอร์ลิง, ซูโซ หรืออันเดร วิสดอมในทีมชุดใหญ่

เราได้เห็น โฆเซ เอ็นริเก, สจ็วร์ต ดาวนิง หรือแม้แต่จอร์แดน เฮนเดอร์สัน พยายามจนกลับมามีส่วนในทีม และได้ลงตัวจริงในหลายๆ นัด

ร็อดเจอร์สยังเพิ่งอายุ 40 ปี(อ่อนว่าเดวิด มอยส์ 10 ปี) ยังมีเวลาให้เรียนรู้ และเติบโตไปกับทีม และเหล่านักเตะในทีมปีหน้าจะอายุเฉลี่ยน้อยลงไปอีก เมื่อตัวหารค่าเฉลี่ยอย่าง เจมี คาร์ราเกอร์ เกษียณไป แม้ว่าคนอื่นๆ จะอายุเพิ่มขึ้น

ต้องจับตามองเหมือนกันว่าเขาจะเลือกนักเตะที่มีประสบการณ์มากหน่อยมาช่วยประคองทีมหรือไม่? และจะมีจิ๊กซอว์ตัวใหม่เข้ามาเติมเกมรุกอีกไหม แม้หลายๆ คนคงจะอยากเห็นทีมซื้อกองหลังเพิ่มเติมเพื่ออุดรอยรั่วขนาดใหญ่ และจุดบอดมากมาย ซึ่งสถิติส่วนนี้จะเอามาว่ากันในโอกาสต่อไป

จาก 2 ปีที่ผ่านมา(สวอนซี และลิเวอร์พูล) อย่างน้อยๆ ก็เริ่มมองเห็นแล้วว่า เขาเป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมที่มาจากทีมเล็กๆ และไม่ต้องเป็นบิ๊กเนม ก็รับมือความกดดันในการคุมทีมใหญ่ และพัฒนาตัวเองไปได้ดี

เมื่อร็อดเจอร์สเติบโตขึ้นไป ลิเวอร์พูลก็เติบโตขึ้นไปด้วย และรอวันผลิดอกออกผล

Jinn & Venus

3 Comments

Leave a Reply