ก้าวต่อไปของ “ร็อดเจอร์”

by

999243_598517420180271_2005222778_n

“เบรเดน ร็อดเจอร์” ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของลิเวอร์พูล เมื่อ มิถุนายนปีก่อน ผ่านมาถึงตอนนี้นับได้ 1 ขวบปีพอดี “ไม่มีโทรฟี่ ไม่มีบอลยุโรป” คือ นิยามผลงานฤดูกาลแรกของ ”ร็อดเจอร์”

หากพิจารณาจากผลงานในรอบปีที่ผ่านมา เราน่าจะพูดกันได้ว่า “ร็อดเจอร์” คือผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลคนแรกที่โชคดีที่สุดในรอบหลายปีที่ไม่ถูกปลด แต่หากเราลองมองดูสิ่งที่ร็อดเจอร์ได้ทำ แล้วจะรู้ว่าเวลามันดูน้อยเกินไปจริง ๆ สำหรับให้ ”ร็อดเจอร์”ได้ทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จได้เพียงฤดูกาลเดียว เพราะปัญหาต่าง ๆ ตั้งแต่ “ร็อดเจอร์” ได้เข้ามาเป็นนายใหญ่ที่ แอนฟิลด์ นั้นมีมากมายเหลือเกิน เพราะปัญหาที่ 2ปลิง ได้ก่อไว้ทำให้การขยับขยายและก้าวไปข้างหน้าในทันทีดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ไกลตัวเหลือเกิน

แต่สิ่งที่ร็อดเจอร์เข้ามาทำงานร่วมกับกลุ่ม FSG  สิ่งแรกที่ทำนั่นก็คือการ เรียก “สปิริต” ให้กลับคืนสู่ลิเวอร์พูลให้เร็วที่สุด โดยเริ่มตั้งแต่สิ่งแวดล้อม ต่าง ๆ ที่เราได้เห็นกันแล้วในฤดูกาลที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็น เสื้อทีม ที่มีการออกแบบย้อนยุค เพื่อระลึกถึงความสำเร็จในอดีต ไล่ตั้งแต่สีแดงของเสื้อ ที่เลือกใช้โทนสีเดียวกับที่ปรมจารย์ “บิล แชงคลีย์” เคยใช้ในอดีต รวมไปถึงการที่มีคบเพลิงและตัวเลข 96 อยู่ที่บ่าด้านหลังเสื้อ เพื่อให้นักเตะได้ระลึกถึงเหล่ากองเชียร์ หรือจะเป็นการ นำเอาป้าย “This is Anfield” ที่เคยใช้ในปี 1974 มาติดที่บันไดทางลงสู่สนาม รวมไปถึงการนำเอาตาข่ายแดงกลับมาใช้อีกครั้ง นั่นล้วนแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ และการใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของกุนซือรายนี้ได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ยังต้องจัดการบริหารนักเตะ เพื่อปรับโครงสร้างสโมสร ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นต่าง ๆ  โดยเริ่มตั้งแต่การปล่อยนักเตะส่วนเกินที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน และเล่นไม่เข้าระบบออกไป โดยเฉพาะนักเตะที่มีค่าเหนื่อยสูง ๆ ทั้งขายขาดและปล่อยยืมตัว ดังเราจะเห็นได้จากกรณี อควินลานี่ แคร์โรลล์ โจโคลและอดัม  เพื่อที่จะได้มีงบในการเสริมทัพนักเตะใหม่ให้มี “สมดุล” ทั้งเรื่องค่าใช้จ่าย และ เพดานเงินเดือน

และที่สำคัญ”ร็อดเจอร์” กล้าที่จะตอบโจทย์ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายสโมสรโดยการเลือกที่จะให้โอกาสนักเตะดาวรุ่ง ขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่(หลายราย) ซึ่งผมมองว่าเป็นทางออกที่ดีมากสำหรับสโมสรในเวลานี้ นอกจากจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นนักเตะดาวรุ่งให้มีความทะเยอทะยานอีกด้วย ซึ่งนั่นก็ได้ผลเกินคาด เมื่อนักเตะที่ถูกดันขึ้นมาแต่ละคน ถือว่าฟอร์มเข้าตากันแทบทุกราย ถือได้ว่าเป็นการกระตุ้นนักเตะซีเนียร์ที่ฟอร์มตก ให้ฟื้นกลับคืนมาอีกด้วยในคราวเดียวกัน

จะเห็นว่าระบบต่าง ๆ ที่ร็อดเจอร์กำลังดำเนินการตั้งแต่รากฐานนั้น มันจำเป็นต้องแลกมาด้วย “เวลา” แต่ “เวลา” ของร็อดเจอร์ที่เซ็นต์กันไว้ในปีก่อน 3 ปีเต็ม ตอนนี้มันร่นเข้ามาเหลือเพียง 2 ปีแล้ว และคงจะเพียงปีเดียวเมื่อสิ้นฤดูกาลนี้ นับว่าเป็นสถานการณ์ที่เสี่ยงไม่น้อย ทำให้เรามองในแง่ดีได้ว่าปีนี้จะเป็นฤดูกาลที่ร็อดเจอร์จะทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้ลิเวอร์พูล อาจจะเรียกได้ว่าเป็นฤดูกาลที่สำคัญที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ ถ้าจะการันตีตำแหน่งผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลให้ได้นั่นคือ การที่ลิเวอร์พูลจะต้องกลับไปยืนอยู่บนพื้นที่ “ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก” ให้ได้เป็นอย่างน้อยเมื่อสิ้นฤดูกาล

luis suarez4

หากปีแรกของร๊อดเจอร์คือการรื้อระบบและวางรากฐาน ก้าวต่อไปดูเหมือนจะต้องวัดกันที่ผลงานและอันดับตารางคะแนน และดูเหมือนว่าทางจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบซะแล้ว เมื่อนักเตะตัวหลักดาวซัลโวประจำทีมอย่าง”หลุยซ์ ซัวเรส” มีข่าวหนาหูว่าจะย้ายออก จริง ๆ “เจ้าของที่ดาวศุกร์” ได้วิเคราะห์ ในแง่ต่าง ๆ หลาย ๆ ด้านไปแล้วว่า “ซัวเรส” มีโอกาสไม่น้อยที่จะได้อยู่ลิเวอร์พูลต่ออย่างน้อยอีก 1 ฤดูกาล และหากจะมองในแง่ของการเก็บนักเตะตัวหลักของร็อดเจอร์ เหมือนที่ “เดอะก็อด” ร็อบบี้ ฟาว์ลเลอร์ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “สโมสรต้องทำทุกวิถีทางที่จะเก็บซัวเรสเอาไว้” ผมมองว่ามันสอดคล้องกับสมการของเจ้าของที่ดาวศุกร์ เป็นอย่างมาก ถ้าร็อดเจอร์ต้องการที่จะก้าวต่อไปกับ “ฤดูกาลที่ชี้เป็นชี้ตาย” เราจำเป็นต้องเก็บนักเตะตัวหลักให้ได้ แล้วค่อยเสริมส่วนที่ “ขาด” ให้เติมเต็มขึ้นมา นั่นจึงจะเป็นทางที่ร็อดเจอร์น่าจะเลือกเดินมากกว่า หลายคนอาจจะคิดว่าแค่นักเตะคนเดียว หรือไม่กี่คนย้ายออกไป ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่อาร์เซน่อลต้องร้างแชมป์ทุกสิ่งอย่างมาเกือบ 10 ปี ก็เพราะปัญหาการสูญเสียนักเตะตัวหลักทุกปี การที่นักเตะคนหนึ่งกว่าจะกลายมาเป็นนักเตะตัวหลักได้ มันไม่ใช่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เติมน้ำปุ๊บกินได้เลย แต่มันต้องผ่านการพัฒนา เริ่มตั้งแต่การพัฒนาทางความคิด ทัศนะคติ ปรัชญาทีม การฝึกฝนฝึกซ้อมเพื่อให้เข้ากับระบบที่วางไว้  เพื่อสร้างนักเตะคนหนึ่ง แม้จะได้นักเตะใหม่เข้ามาแต่มันมีน้อยกรณีเหลือเกินที่จะสามารถทดแทนคนที่จากไปได้ในทันที

ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นประจำทุกปี อยู่ที่ว่าใครจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้ “เฟอร์กี้” ถ้าใครจำได้ “โรนัลโด้” ไม่ได้ย้ายออกจากแมนยูในปีแรกที่มีข่าวกับ”มาดริด” เวย์ รูนนี่ มีข่าวย้ายทีมทุกปี สุดท้ายกลายเป็นเฟอร์กี้ที่ย้ายออกไปก่อน  เหมือนที่เตเวช มีปัญหาขนาดที่ว่าไม่ยอมกลับมาซ้อมทีมเป็นเดือน ๆ แต่ตอนนี้ไม่มีสักข่าวที่ว่า “งอแง” ต้องการย้ายทีมอีกเลย แม้ว่ามันชินี่จะโดนปลดไปแล้วก็ตาม และอีกหลายทีมที่เราไม่ได้กล่าวถึง เชื่อว่าต้องประสบปัญหานี้เช่นกัน มันเป็นปัญหาที่ “เวนเกอร์” ยังแก้ไม่ตก บางทีนี่อาจจะเป็นการพิสูจน์กึ๋นของ ”ร็อดเจอร์” เช่นกันว่าจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร

บทสรุปสุดท้าย หากแม้ว่าจะมีนักเตะคนใดต้องย้ายออกจากสโมสรแห่งนี้จริง ๆ  ผมยังเชื่อว่า ”ร็อดเจอร์” ยังยึดมั่นในสิ่งที่สโมสรยึดถือมา เหมือนเฉกเช่นที่ “เดอะคิง” เคนนี่ ดัลกริช หรือ “จอห์น บาร์น” ก็เคยพูดเช่นกันว่า “No player is bigger than the club”

 

//heroic

เครดิต : ข้อมูลที่มาของเสื้อ ฤดูกาล 2012-2013 แบบเต็ม ๆ ของคุณ kenny7

http://www.lovelfc.com/blogs/2012/06/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%95/

: หากใครต้องการมองอีกแง่มุมกับโอกาสการย้ายทีมของซัวเรส โดยเจ้าของที่ดาวศุกร์

http://www.lovelfc.com/blogs/2013/06/tl%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8B%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%8B%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81/

No related content found.

6 Comments

Leave a Reply