เมื่อดอร์ทมุนด์ไม่ใช่ลิเวอร์พูล และ ลิเวอร์พูลยังคงเป็นลิเวอร์พูล

by

ดอร์ทมุนด์-เดเอฟเบ_12bet

                     ความสำเร็จในรอบ 3 ปีที่ผ่านมาของ “โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ “ ด้วยการคว้า “แชมป์บุนเดสลีก้า 2 สมัย และแชมป์เด.เอฟ.เบ.โพคาอีก  1 สมัย” ถึงแม้ว่าปีนี้จะชวดแชมป์ทุกรายการ แต่ก็สามารถผ่านโครตทีม(คนรวย)มาได้ ทั้ง แมน ฯ ซิตี้ มาลาก้า และ เรอัล มาดริด เข้าชิงบอลถ้วยใหญ่ ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก ได้สำเร็จ

จึงมีหลายคนที่นำ”ลิเวอร์พูล” ไปเปรียบเทียบกับ “ดอร์ทมุนด์” เพราะสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดกับ “ลิเวอร์พูล” ตอนนี้ใกล้เคียงกับ “ดอร์ทมุนด์” ในตอนนั้นที่แทบจะล้มละลายเลยทีเดียว แม้แต่ชื่อสนามก็ยังต้องขาย (บางทีน่าจะหนักกว่าลิเวอร์พูลตอนนี้ด้วยซ้ำ) จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่เราจะมอง “ดอร์ทมุนด์” เป็นอีก 1 กรณีศึกษา การใช้จ่ายที่ถูกต้อง ภายใต้งบประมาณที่จำกัด เป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก  ลองย้อนดูรายชื่อนักเตะดอร์ทมุนด์ เมื่อ 3 ปีก่อน(ก่อนคว้าแชมป์) มีใครน้อยคนเหลือเกินที่จะรู้จักว่าพวกเค้าเหล่านั้นคือใครกันบ้าง แล้วจะมีสักกี่คนที่คิดว่าเมื่อจบนัดที่ 32 (ก่อนจบฤดูกาล 2 นัด)ยอดทีมจากแคว้นเวสต์ฟาเลีย จะคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของเยอรมันได้สำเร็จ  เมื่อทำแต้มห่างอันดับ 2 เลเวอร์คูเซ่น ถึง 8 คะแนน

เจอร์เก้น คล็อปป์ เข้ามารับงานในถิ่น “ซิกนัล อิดูน่า พาร์ค” (เวสต์ฟาเล่น สเตเดี้ยม) ตั้งแต่ปี 2008/2009 หลังแยกทางกับ  “ไมนซ์ 05” และใช้เวลาเพียง 3 ปี ในการเถลิงแชมป์บุนเดสลีก้าสำเร็จด้วยรูปแบบการทำงานที่เน้น “นักเตะพลังหนุ่ม” โดยการดันนักเตะดาวรุ่งขึ้นมาส่วนหนึ่ง และซื้อนักเตะดาวรุ่งเข้ามาอีกส่วนหนึ่ง

ผลงานการปั้นนักเตะที่สะดุดตาที่สุดของ “คล็อปป์” คือการปั้น “เนเว่น ซูเบติซ”  เมื่อโปรโมทให้ขึ้นมาอยู่ในทีมชุดใหญ่ของไมนซ์ 05 ในปี 2007/2008 และ เมื่อ คล็อปป์ย้ายไปดอร์ทมุนด์ ในปี 2008/2009 ก็ได้ซื้อ ซูเบติซ ไปด้วย และกลายเป็นตัวหลักของทีมมาถึงปัจจุบัน

ลองย้อนดูค่าตัวนักเตะ(โดยประมาณ) ที่ได้ลงสนามเป็น  11 ตัวจริงในนัดชิงชนะเลิศ UCL 2012/2013 : เมื่อตอนที่ซื้อมา ไม่ใช่มูลค่าปัจจุบัน

ชื่อนักเตะ

ตำแหน่ง

ย้ายมาจาก

ปีที่ย้าย

ค่าตัว(โดยประมาณ)

ไวเดนเฟลเลอร์

GK

ไกเซอร์สเลาเทิร์น

2002/2003

ฟรี

พิสซ์เช็ค

DR

แฮร์ธา เบอร์ลิน

2010/2011

ฟรี

ซูโบติช

DC

ไมนซ์05

2008/2009

4

ฮุมเมลส์

DC

ฮูมเมล์

2009/2010

3.7

ชเมลเซอร์

DL

-

2008/2009

ขึ้นมาจากเยาวชน

กุนโดกาน

MC

เนิร์นแบร์ก

2011/2012

4.8

เบนเดอร์

MC

1860 มิวนิค

2009/2010

1.3

บลาสซิชคอฟสกี้

WR

วิสล่า คราคอฟ

2007/2008

2.7

รอยส์

AMC

โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค

2012/2013

15

โกรสครอยซ์

WL

อาเล่น

2009/2010

ฟรี

เลวานดอฟสกี้

SC

เลช พอซนาน

2010/2011

4.2

รวม

35.7 ล้านปอนด์

ยังไม่รวม “เกิทเซ่” ที่เป็นตัวหลักของทีมมาตลอดในฤดูกาลนี้ ที่ถูกดันขึ้นมาจากชุดเยาวชน และตอนนี้ได้ย้ายไปร่วมทีมบาเยิร์น ด้วยค่าตัวประมาณ 32.5 ล้านปอนด์ เกือบเท่าทั้งทีมที่เข้าชิง (ตอนซื้อมา) จะเห็นว่ามีนักเตะเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น คือ ไวเดนเฟลเลอร์ และ บลาสซิชคอฟสกี้ ที่อยู่ในทีมอยู่แล้ว นอกนั้นพึ่งเข้ามาสู่ทีมในตลอดเวลา 5 ปีของ “คล็อปป์” ทั้งสิ้น  นั่นคือความสำเร็จของ “ดอร์ทมุนด์” ทั้งด้านผลงานและผลกำไร ตลอด 5 ปีภายใต้การทำงานของ “เจอร์เก้น คล็อปป์”

ย้อนกลับมาที่ลิเวอร์พูล “เบรเดน ร็อดเจอร์” ก็เน้นการสร้างทีมโดยใช้นักเตะอายุน้อยเป็นหลักเช่นกัน เมื่อจบฤดูกาล 2012/2013 ลิเวอร์พูลมีอายุเฉลี่ยของนักเตะ(ที่ได้ลงสนามในฐานะตัวจริง) อยู่ที่ 25.8 ปี มีอาเซน่อลเพียงทีมเดียวที่อายุนักเตะโดยเฉลี่ยน้อยกว่า คือ 25.7 ปี   (ข้อมูลจาก http://www.whoscored.com/Blog/fukyhcinyecehibsr8hupw/Show/League-Focus-Average-Premier-League-Team-Ages) แต่เมื่อตอนที่ “ร็อดเจอร์”คุม “เรดดิ้ง” หรือ “สวอนซี” นักเตะในเกณฑ์ เฉลี่ยก็อยู่ระหว่าง 24-25ปี เช่นกัน นั่นแสดงว่านี่คือปรัชญาการทำทีมของ “บีร็อด” แต่ไหนแต่ไรมาอยู่แล้วในการเลือกนักเตะอายุน้อยเป็นแกนหลักของทีม นั่นคงเป็นเพราะเพื่อให้สอดคล้องกับ”สไตล์”การทำทีมแบบ “วิ่งสู้ฟัด” เพรสซิ่งเร็ว ออกบอลเร็ว และเข้าทำเร็ว เน้นการครองบอล จนหลายคนนำไปเปรียบกับ “บาเซโลน่า” หรือ”ดอร์ทมุนด์”

ทั้งที่จริง ๆ แล้ว แม้ว่า “ร็อดเจอร์” จะชื่นชอบฟุตบอล “ติกิตะกะ” และเคยให้สัมภาษณ์ชื่นชม “ดอร์ทมุนด์” แต่”บีร็อด” ก็ยังหลงไหล “พาสแอนด์มูฟ” ของเร็ดแมชชีนอีกเช่นกัน เพราะทุก ๆ ทีมต่างมี “สไตล์” เป็นของตนเอง อาแจ๊กซ์ ดอร์ทมุนด์ บาเยิร์นมิวนิค บาร์เซโลน่า เรอัลมาดริด จูเวนตุส เอซี&อินเตอร์ มิลาน แมน ฯ ยู แมน ฯ ซิตี้ อาเซน่อล เชลซี หรือ แม้แต่ลิเวอร์พูลเอง ทีมเหล่านี้ล้วนได้รับการยอมรับกันโดยมากมาย แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าโครตทีมอย่าง บาเซโลน่า หรือ เรอัลมาดริด หากมาอยู่ในกัลโช่ ซีรีอา เมื่อสิ้นสุดฤดูกาลจะอยู่อันดับใด เช่นกันกับแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกรายล่าสุดอย่าง “บาเยิร์น มิวนิค” หากไปอยู่ใน ลาลีก้า ก็มีโอกาสที่จะไม่ได้แชมป์เช่นกัน ที่ต้องกล่าวอย่างนี้ไม่ใช่เพราะพวกเค้าไม่ดีพอแต่อย่างใด แต่ฟุตบอลของแต่ละลีก แต่ละประเทศ ล้วนมีเอกลักษณ์ มีสไตล์ที่แตกต่างกัน หากจะพูดกันว่า “ดอร์ทมุนด์ หรือ ลิเวอร์พูล พยายามเล่นแบบบาร์เซโลน่า” บางทีมันก็ไม่ถูกต้อง อย่างมากก็คงพูดได้เพียงว่า “ศึกษาการเล่น”เพื่อนำมาประยุกต์ใช้มากกว่า เหมือนที่ผมก็คงไม่เชื่อว่า “บาร์เซโลน่า” จะไม่ได้ศึกษาการเล่นทีมอื่นเลย เพียงแต่ว่าความสำเร็จมากมายในยุคนี้ของ “บาร์เซโลน่า”ได้ถูกมองเป็น “โมเดล” ของความสำเร็จไปแล้ว เหมือนที่ครั้งหนึ่ง “เร็ดแมชชีน” ก็เคยเป็นต้นแบบของความสำเร็จให้ทีมอื่นศึกษาเช่นกัน

หากยังจำกันได้ ตอนที่ ”ราฟาเอล เบนิเตซ” คุมทีมลิเวอร์พูล ก็เคยให้สัมภาษณ์ ในลักษณะที่ว่า บางครั้งเราจะเล่นแบบ “บาเลนเซีย” หรือบางครั้งเราจะเล่นแบบ “โบลตัน” นั่นแสดงว่า เบนิเตซก็ศึกษาโบลตัน เพื่อการประยุกต์ใช้ทั้งในแง่ของการทำเกมส์รุก หรือแม้แต่ในการแก้เกมส์

เพราะฉะนั้นหากจะบอกว่า “ลิเวอร์พูล” เลียนแบบ สไตล์การเล่นของทีมนั้น ทีมนี้ นั่นเป็นการพูดที่ผิด เพราะสไตล์ของลิเวอร์พูลขนานแท้ คือ “พาสแอนด์มูฟ” มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว อยู่ที่ว่าตอนนี้ “บีร็อด” จะนำส่วนประกอบใดมาเติมเต็มเร็ดแมชชีนให้เหมาะกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพื่อให้เครื่องจักรสีแดงกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง

130213C3S92160-tile

                         เจอร์เก้น คล็อปป์ อาจจะผ่านการทดสอบบนเวที “บุนเดสลีก้า” เรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับเวที “พรีเมียร์ลีก” ยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามสำหรับ “ร็อดเจอร์” อยู่เช่นกันว่าการที่จะใช้นักเตะอายุน้อยเป็นแกนหลักของทีมเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ เพราะหากยังจำกันได้ “เดวิด โอเลียรี” เคยพา ”ลีดส์ ยูไนเต็ด” ไปโลดแล่นบนเวทียูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกมาแล้ว ด้วยกลุ่มนักเตะพลังหนุ่ม แต่ก็ไม่เคยไปถึงจุดสุดยอดของพรีเมียร์ลีกได้เลย มิหนำซ้ำตอนนี้พวกเค้าอยู่ห่างไกลเหลือเกินจากจุดที่ โอเลียรี ได้เคยทำไว้ และจากสถิติอันดับ 1-3 ของพรีเมียร์ลีกปีล่าสุดล้วนมีค่าเฉลี่ยนักเตะที่ได้ลงสนามในฐานะตัวจริงอยู่ที่ 27 ปี แมน ฯ ยู (27.1) แมน ฯ ซิตี้ (26.8) และเชลซี (27.5) ซึ่งมันอาจจะเป็นการตอกย้ำ ความต่างในแง่ของความสำเร็จกับอายุ อย่างไรก็ตามเราไม่สามารถพูดได้ว่า “ร็อดเจอร์” มาผิดหรือถูกทาง จนกว่าจะสิ้นสุดฤดูกาล

                         เมื่อดอร์ทมุนด์ไม่ใช่ลิเวอร์พูล ดอร์ทมุนด์ไม่มี “สตีวี่ จี” ไม่มี “คูตินโญ่” “แอ๊กเกอร์” และอีกหลาย ๆ คนนั่นแสดงว่าทรัพยากรที่มีอยู่ของแต่ละทีมแตกต่างกัน ซึ่งต้องหาส่วนผสมของแต่ละทีมให้เจอให้ได้  ไม่แน่ !!! หากร็อดเจอร์สามารถหาจุดที่ลงตัวของทีมได้เร็ว “ลิเวอร์พูล” อาจสร้างเซอร์ไพร์ได้เหมือนที่ดอร์ทมุนด์เคยทำสำเร็จมาแล้วก็เป็นได้

 

//heroic

 

ขอบคุณข้อมูล : http://www.transfermarkt.co.uk/en

 

 

 

 

24 Comments

Leave a Reply