สมดุลทีมที่ถวิลหา

by

John W Henry Tom Werner Liverpool Cardiff Carling Cup final

                    นับตั้งแต่ “เบรเดน ร็อดเจอร์” ก้าวเข้ามารับตำแหน่งนายใหญ่ที่ “ลิเวอร์พูล” มีคำถามมากมายเกี่ยวกับตัวเค้า แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าคำถามต่าง ๆ เริ่มจะมีคำตอบแล้วว่า ทำไม FSG จึงเลือก “ร็อดเจอร์”  การวางระบบ แนวทางการเล่น และการซื้อขายนักเตะ แต่ละย่างก้าว มันถูกกำหนดและมีการตกลงกันไว้ก่อนแล้วตั้งแต่ก่อนที่ “ร็อดเจอร์” จะเซ็นต์สัญญารับงานนี้ ทำให้ดูเหมือนบรรยากาศภายในระหว่างเจ้าของทีม ผู้จัดการทีม และทีมงานต่างเป็นไปอย่างราบรื่น กลับมาอบอุ่นอีกครั้ง ต่างมีความสุขที่ได้ทำงานที่มีเป้าหมายเดียวกัน

                    FSG เคยบอกถึงจุดประสงค์ว่าจะพาลิเวอร์พูลกลับไปสู่ตำแหน่ง TOP ของตาราง แต่นักเตะที่ถูกนำเข้ามาสู่ทีมในปีนี้ ไม่มีวี่แววของนักเตะเวิร์ดคลาสสักราย !!! มีแต่นักเตะที่ได้ยินชื่อครั้งแรกแล้วต้อง “เกาหัว” ใครฟะ?  เก่งรึเปล่า? “อัสปาส” เอย “อัลแบร์โต้” เอย จะมีคุ้นชื่อหน่อยก็”ตูเร่” กับ “มิโญเลต์” ที่เล่นในพรีเมียร์ลีกเท่านั้น ยังมีนักเตะที่มีข่าว(ย้ำนะครับว่าแค่มีข่าว เพราะนักเตะบางรายก็ได้บอกเลิกกันไปเรียบร้อยแล้ว)  กับ”ลิเวอร์พูล”ในตอนนี้ แต่ละคน ต้องบอกว่า งง ไม่แพ้ 2 รายแรก อาทิเช่น มคิทาร์ยาน ปาปาดูปูลอส อิโลรี และรายชื่อล่าสุด จอร์จินโญ่ เอิ่ม !! แต่ละชื่อ ชวนคิดเหลือเกินว่า พวกเค้าเป็นใคร จะทำให้ ”ลิเวอร์พูล” กลับมาสู่ความสำเร็จได้จริงหรือ ? !!

แต่หากใครได้อ่านบทความของ “พอล ทอมกินส์” น่าจะช่วยทำให้คลายข้อสงสัยไปได้บ้าง ขอยกเนื้อหาส่วนหนึ่งมาอ้าง “เราค้นหาดาวดังเพื่ออนาคตไม่ใช่อดีต” “นักเตะที่ดีที่สุดของวันพรุ่งนี้อาจเป็นใครบางคนที่เราไม่รู้จักในวันนี้” ทำให้ต้องไปลองค้นหาประวัตินักเตะใหม่ของลิเวอร์พูลร่วมไปถึงนักเตะที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในตอนนี้ จึงทำให้ทราบว่าแต่ละคนไม่ธรรมดาเลย ที่เราไม่รู้จักเพราะเราไม่ใช่คนประเทศเค้า เพราะเราไม่ได้ติดตาม แต่หากเราลองไปถามที่สเปน อาร์เมเนีย กรีซ หรือประเทศที่นักเตะคนนั้นเกิด หรือลงเล่น พวกเค้าสามารถบอกเราได้ทันทีว่านักเตะคนนั้น คนนี้เป็นใคร เช่น แฟนบอล ”กายารี” (อิตาลี) อาจจะบอกเราได้ทันทีว่า “หลุยส์ อัลแบร์โต้” เคยลงเล่น “กัลโช่ ซีรี่เอ” ตั้งแต่อายุ 16 กับกายารี !!! เด็กอายุ 16 จะมีสักกี่คนที่เคยเล่นใน “เวทีกัลโช่ ซีรี่เอ” ที่”กายารี” กล้าให้ลงเล่นเพราะ(ตอนนั้น)เค้ารู้จักนักเตะของเค้าดีกว่าพวกเรา เหมือนกันกับที่ “สตีเว่น เจอร์ราด” เคยได้รับการยกย่องเป็น ”เพชรเม็ดงามจากฮายตัน” การที่ สตีฟ ไฮย์เวย์ กล้าพูดเช่นนั้นเป็นเพราะเค้ารู้จักเจอร์ราดดีในการฝึกซ้อม และตอนนี้เพชรเม็ดนั้นก็ได้เจิดจ้าฉายแสงจริงตามที่ สตีฟ ไฮย์เวย์ พูดไว้

ถ้าเราจะพูดกันว่าลิเวอร์พูลจะประสบความสำเร็จได้หรือไม่ ? บางทีตอนนี้อาจจะเร็วไปที่เราจะมองไปจุดนั้น แต่อยากให้ลองมองไปเส้นทางแห่งความสำเร็จของแต่ละทีมในยุโรปล้วนมีหลากหลายเส้นทาง “แบล็คเบิร์น เชลซี แมนซิตี้” หรือแม้แต่ PSG ประสบความสำเร็จคว้าแชมป์ลีกด้วยการทุ่มทุนมหาศาล “บาร์เซโลน่า” ประสบความสำเร็จโดยการสร้างทีมตั้งแต่เยาวชนแล้วซื้อสตาร์มาร่วมทีมในตำแหน่งที่ขาด “ดอร์ทมุนด์ เน้นซื้อนักเตะที่อายุน้อย จากลีกต่ำกว่าทั่วโลก” (อันนี้เห็นเจ้าของที่ดาวศุกร์บ่น ๆ อยู่ว่าทำไมปีนี้ นักเตะเป้าหมายลิเวอร์พูลมักมีดอร์ทมุนด์มาเอี่ยว คิดเล่น ๆ ว่าบางทีปรัชญาการเฟ้นหานักเตะอาจเป็นไปในแนวทางใกล้เคียงกันก็ได้)

และตอนนี้เราก็ได้เห็นกันไปแล้วว่า BR&FSG ได้เลือกแล้วว่าจะพาลิเวอร์พูลไปสู่เส้นชัยด้วยวิธีใด ทำให้เราสรุปเอาได้ว่า “สเปก” ของร็อดเจอร์นั้น ต้องมีอายุน้อย มีประสบการณ์ ค่าตัวไม่แพง ค่าเหนื่อยไม่แรง หากมีใจรักลิเวอร์พูลและเล่นได้หลายตำแหน่งจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ (ฮ่า)

รายชื่อนักเตะ

                      เราลองดูรายชื่อนักเตะที่เรามีในตอนนี้จะทำให้ทราบว่าทีมเราตอนนี้ยังมีที่ว่างในแดนกลางที่ควรต้องเพิ่มอีกสัก 1-2 คน และแดนหลังก็ยังพอเพิ่มได้อีกสักคนเช่นกัน นอกจากนี้ยังทำให้เราเห็นถึงการพัฒนาขึ้นในแง่ขนาดของทีม ทั้งจากการดันดาวรุ่งขึ้นมาใช้งานและการซื้อนักเตะมาเสริมทีม ก่อให้เกิดความสมดุลมากขึ้นในรอบหลายปี เร็ว ๆ นี้ “ร็อดเจอร์” เพิ่งให้สัมภาษณ์ถึงการแข่งขันในทีมว่า “การแข่งขันจะช่วยกระตุ้นฟอร์มการเล่นของนักเตะทุกคน”

                      เมื่อก่อน “ลิเวอร์พูล” มีทีมที่ดีและมีสุดยอดนักเตะมากมาย แต่ยังไม่สามารถพาทีมคว้าแชมป์ลีกที่ต้องแข่งกัน ตลอดทั้งปีได้ แต่สำหรับบอลถ้วยเป็นอะไรที่ต่างออกไป แม้เราจะไม่ได้แชมป์ทุกปีแต่ก็ไม่ถึงกับขาด ซึ่งปัญหาตรงนี้มีผู้สันทัดกรณีหลายคนได้ให้ความเห็นไว้ถึงเรื่อง ”ความต่าง” ที่มากเกินไปของนักเตะตัวจริงและนักเตะตัวสำรอง มีหลาย ๆ เกมส์ที่ทีมต้องการจุดเปลี่ยน แต่ที่ม้านั่งสำรองข้างสนามแทบไม่มีนักเตะที่เราต้องการ จำได้ว่าเมื่อตอนที่ “เอลบอส” ราฟาเอล เบนิเตซ คุมทีมลิเวอร์พูล ก็เคยพูดอยู่บ่อย ๆ เรื่อง “ขนาดทีมที่ใหญ่ไม่พอ”และเรื่องความจำเป็นของ “การแข่งขันในทุกตำแหน่ง”  แต่ก็ได้รับการเมินเฉยจากเจ้าของทีมในเวลานั้น ดังนั้นที่ผ่านมาเราทำได้เพียงแค่ทำให้ขนาดทีมดูเหมือนใหญ่ขึ้น แต่ไม่ได้สร้าง “สมดุลทีม” ที่แท้จริง เพราะนักเตะตัวสำรองที่เรามีในอดีตไม่ได้สร้างกดดันให้กับนักเตะตัวจริงได้เลยและดูเหมือนว่าปัญหานี้กำลังจะได้รับการแก้ไขในยุคของ “BR” ที่จำเป็นต้องสร้าง “สมดุล” ให้เกิดขึ้นกับลิเวอร์พูลให้ได้ “สมดุล”ที่มีความหมายว่า “ความเท่ากันหรือภาวะที่เสมอกัน” ของแต่ละตำแหน่งจริง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่การทำให้ขนาดของทีมดูเหมือนใหญ่ขึ้น เท่านั้น

                    FSG เป็นนักธุรกิจและต้องเผชิญกับการแข่งขันอยู่เสมอ ย่อมรู้ดีถึงข้อดีของการแข่งขัน รู้ว่าการแข่งขันจะช่วยให้เกิดการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เกิดแรงจูงใจที่จะพัฒนาตัวเองเพื่อโอกาสตัวจริง  การแข่งขันจะช่วยให้เรามองคู่แข่งและย้อนกลับมามองจุดบกพร่องของเรา สุดท้ายจะก่อให้เกิดประโยชน์กับตัวนักเตะเอง เมื่อนักเตะพัฒนาขึ้นผู้ที่รับประโยชน์เต็ม ๆ ก็คือสโมสร มาถึงตอนนี้ คิดแล้วน่าสนุกไม่น้อยกับนักเตะที่เรามี เพราะแต่ละตำแหน่งในปีนี้มีตัวเลือกที่หลากหลายขึ้นคงเป็นการแข่งขันภายในทีมที่สนุกมาก โดยเฉพาะนักเตะแนวรุก นักเตะหลายคนสามารถเล่นได้ทั้งหน้าตัวกลาง ด้านซ้าย และด้านขวา เริ่มมองเห็นความสนุกในการสลับตำแหน่งกันไปมาของนักเตะลิเวอร์พูล ไปพร้อมกับความปวดหัวของคู่แข่ง เพราะมันจะเป็นการโจมตีที่หลากหลายรูปแบบขึ้น และตำแหน่งที่ไม่เคยปรากฏว่ามีการแข่งขันกันในทีมลิเวอร์พูลแบบสูสีมาช้านานแล้ว คือ ตำแหน่งผู้รักษาประตู หาก “เปเป้ เรน่า” อยู่กับเราต่อไปจะเป็นครั้งแรกที่เค้าถูกท้าทายจากคู่แข่งในระดับใกล้เคียงกัน กับนายทวารดีกรีทีมชาติเบลเยี่ยม และเป็นเบลเยี่ยมยุคทองเหมือนร็อดเจอร์เคยพูดไว้จริง ๆ เพราะเบลเยี่ยมที่เคยอยู่ห่างจากเส้นทางของฟุตบอลโลก ในตอนนี้จ่อที่จะคว้าแชมป์กลุ่มเข้ารอบแบบอัตโนมัติอยู่แล้ว นอกจากมีแนวรุกที่จัดจ้านระดับแนวหน้าของพรีเมียร์ลีกหลายคนแล้ว แนวรับที่มี “มิโญเลต์” เป็นนายด่าน เสียเพียง 2 ประตู จากการลงสนาม 7 นัด นับว่าทำผลงานได้สุดยอดไม่แพ้กัน (แอบหวังว่าจะเป็นการเปิดตลาดนักเตะเบลเยี่ยมรายอื่น ๆ ให้เข้ามาสู่ลิเวอร์พูลด้วย (เห็นหลายคนหวัง “โทบี้”))

                  ดูเหมือนกลุ่มทุน FSG และ เบรเดน ร็อดเจอร์ กำลังพยายามแก้ปัญหาเรื้อรังที่เกิดกับลิเวอร์พูลมานานแล้ว ด้วยการสร้าง “สมดุลทีม” ให้เกิด ให้พร้อมสำหรับฤดูกาลแข่งขันที่ต้องแข่งกันตลอดทั้งปี แต่นักเตะใหม่ที่ซื้อเข้ามาและถูกดึงขึ้นมาจากชุดเยาวชนยังไม่สามารถบอกได้ในตอนนี้ว่าเข้ามาเพียงแค่เพื่อทำให้ “ขนาดทีมใหญ่ขึ้น” หรือเพื่อสร้าง “สมดุล” อย่างแท้จริง และเรายังไม่ควรด่วนรีบไปฟันธง !! ตัดสินนักเตะใหม่ในตอนนี้ อยากให้เปิดใจให้โอกาสนักเตะของเรา ขอให้ผลงานในสนามได้เป็นเครื่องมือในการพิสูจน์ มากกว่าเพียงแค่ชื่อที่อยู่ด้านหลังของนักเตะ…

***บทความนี้เป็นเพียงแค่อีกหนึ่งแง่มุม ที่พร้อมรับฟังอีกหลายแง่มุม***

*** ขอขอบคุณนะครับที่เข้ามาอ่านและร่วมแสดงความคิดเห็นกัน ***

ฮีโรอิค

No related content found.

5 Comments

Leave a Reply