100 Players Who Shook the Kop 2013 อันดับที่ 40-31

by

 

หลายๆคนอาจจะเคยผ่านหูผ่านตากันไปบ้างแล้วกับการจัดอันดับ 100 Players Who Shook the Kop ครั้งใหม่ในปี 2013 (เคยมีการจัดอันดับเช่นนี้มาแล้วในปี 2006) หากว่าคุณได้เข้าเว็บไซต์ทางการของสโมสร หรือติดตามที่หน้าเพจ Facebook ของ lovelfc.com โดยการโหวตในครั้งนี้สโมสรเริ่มให้แฟนบอลทำการโหวต 10 อันดับนักเตะลิเวอร์พูลที่คุณชื่นชอบมากที่สุดไปตั้งแต่ช่วงต้นปี

หลังจากปิดโหวต และใช้เวลารวบรวมผลคะแนนอยู่หลายเดือน สโมสรก็เริ่มทำการประกาศผลโหวต เมื่อปิดฤดูกาล 2012-2013 โดยเริ่มประกาศจากอันดับที่ 100 ไล่ลงไปจนกว่าจะถึงอันดับที่ 1

lovelfc.com จะทำการสรุปผลไล่เรียนกันไปทีละ 10 อันดับ โดย ณ ตอนนี้ เราทำการสรุปไปถึงอันดับที่ 41 แล้ว มาตามต่อกับอันดับที่ 40-31 ดังนี้

100-players-500x295

อันดับที่ 40 ได้แก่ Ron Yeats

ปราการหลังตัวกลางชาวสก็อตติช ผู้เป็นขุนพลคนสำคัญในทีมของปรามาจารย์ บิล แชงคลีย์ เขารับใช้สโมสรในช่วงปี 1961-1971 ลงเล่นให้ทีมไปถึง 454 นัด ทำได้ 16 ประตู ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 จำนวน 2 ครั้ง แชมป์ดิวิชั่น 2 ในช่วงต้นฤดูกาลแรกของเขาอีก 1 ครั้ง และที่สำคัญที่สุด คือ แชมป์เอฟเอ คัพสมัยแรกของสโมสรในปี 1965

“เขาคือยักษ์ใหญ่” นั่นเป็นคำนิยามของบิล แชงคลีย์ ถึงเซ็นเตอร์แบ็ครายชาวสก็อตติช เมื่อเขาเซ็นสัญญากับลิเวอร์พูล เขาได้รับมอบตำแหน่งกัปตันทีมในเวลาเพียงแค่ 1 เดือนหลังมาร่วมทีม ในฤดูกาลแรก เขาพลาดการลงสนามเพียงแค่เกมลีกเกมเดียว และช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ดิวิชั่น 2 ได้เลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นในลีกสูงสุด และอีกเพียง 2 ปีถัดมา เขาก็เป็นกัปตันทีมผู้ได้ชูถ้วยแชมป์ลีกสูงสุดให้กับลิเวอร์พูลในฤดูกาล 1963-1964

Yeats ลงเล่นให้ลิเวอร์พูลถึง 1 ทศวรรษ ก่อนจะย้ายไปทำหน้าที่ผู้เล่น-ผู้จัดการทีมให้กับทรานสเมียร์ ในปี 1971

ปัจจุบันเขายังคงอาศัยอยู่ในท้องถิ่น และได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “สเกาเซอร์กิตติมศักดิ์” จากนายกเทศมนตรี เมืองลิเวอร์พูล ในปี 2009

อันดับที่ 39 ได้แก่ Elisha Scott

หลายคนคงจะเกาหัวว่า เขาผู้นี้เป็นใครมาจากไหน ทำไมถึงได้รับการโหวตจากแฟนๆให้ติดอันดับ 100 Players Who Shook the Kop ถึงอันดับที่ 39

ก็เพราะเขาคือ ผู้รักษาประตูชาวไอริชเหนือ ซึ่งรับใช้สโมสรยาวนานถึง 21 ปี ตั้งแต่ปี 1913-1934 ลงเล่นให้ลิเวอร์พูลไป 468 นัด ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ในฤดูกาล 1921-1922 และ 1922-1923 และแม้หลังคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้ในปี 1923 แล้ว ลิเวอร์พูลจะไม่ได้เข้าใกล้แชมป์ลีกอีกเป็นเวลานาน แต่เขาก็ยังคงภักดีกับสโมสร โดยอยู่เฝ้าเสาให้อีกถึง 10 ปี ก่อนจะอำลาไปรับตำแหน่ง ผู้เล่น – ผู้จัดการทีม Belfast Celtic

Scott เสียชีวิตในปี 1959

อันดับที่ 38 ได้แก่ Alan Kennedy

แบ็คซ้ายสัญชาติอังกฤษผู้รับใช้สโมสรในช่วงปี 1978-1985 โดยลงเล่นให้ลิเวอร์พูลไป 359 นัด ทำได้ 20 ประตู ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ยูโรเปียนคัพ 2 สมัย แชมป์ลีกสูงสุด 5 สมัย และแชมป์ลีกคัพ อีก 4 สมัย

บ็อบ เพสลีย์ คือผู้เซ็นสัญญาคว้าตัวเขามาจาก นิวคาสเซิล ไฮไลท์ของเขาคือ การทำประตูได้ในนัดชิงยูโรเปียนคัพทั้ง 2 นัด ทั้งในปี 1981 กับเรอัล มาดริด และปี 1984 กับโรม่า ซึ่งลิเวอร์พูลสามารถคว้าแชมป์มาครองได้ทั้ง 2 ครั้ง นอกจากนี้ ในการเล่น เขาจะทุ่มเทเต็ม 100% ทุกนัด เป็นหนึ่งในสี่นักเตะลิเวอร์พูลที่ได้ลงเล่นทุกเกมในฤดูกาลที่ทีมคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ในปี 1984

อันดับที่ 37 …คนนี้ แม้จะเป็นนักเตะที่เล่นให้เราเมื่อนานมาแล้ว แต่เขามีผลงานในอคาเดมีของสโมสรที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เขาชื่อ Steve Heighway

ปีกซ้ายชาวไอริช ที่มีดีกรีเป็นถึงบัณฑิตสาขาเศรษฐศาสตร์ ผู้ซึ่งรับใช้สโมสรในฐานะนักเตะ ช่วงปี 1970-1981 โดยลงเล่นให้ทีมไปถึง 475 นัด ยิงประตูได้ 76 ประตู ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ยูโรเปียนคัพ 3 สมัย แชมป์ดิวิชั่น 1 ถึง 4 สมัย ยูฟ่าคัพ 2 สมัย เอฟเอ คัพ 1 สมัยและลีก คัพ อีก 1 สมัย …ครบทุกรายการใหญ่จริงๆ

โดยในรอบชิงเอฟ เอคัพ กับอาร์เซนอล ในปี 1971 Heighway ทำประตูให้ทีมได้ แต่ทีมกลับพ่ายแพ้ไป แต่ในปี 1974 ที่ลิเวอร์พูลได้เข้าชิงถ้วยใบเก่าแก่ที่สุดในโลกใบนี้อีกครั้ง กับนิวคาสเซิล เขาก็สามารถทำประตูได้ และช่วยให้ทีมของปู่บิลล์เอาชนะทีมสาลิกาดงไป 3-0 คว้าแชมป์เอฟเอ คัพได้สำเร็จ

Heighway เป็น 1 ใน 2 นักเตะที่ได้รับเกียรติให้มีชื่ออยู่ในเพลงประจำสโมสรอันมีชื่อเสียงเพลงหนึ่ง…

“All round the Fields of Anfield Road
Where once we watched the King Kenny play (and he could play)
Stevie Heighway on the wing…”

ใช่แล้วค่ะ เพลง The Fields of Anfield Road ที่ได้ยินกันบ่อยๆในแอนฟิลด์ ซึ่งคงบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า ประสิทธิภาพของทีมยามที่มีเขาเป็นปีกซ้ายนั้นน่าดูชมเพียงใด

และนอกจากการเป็นนักเตะแล้ว เขายังก้าวเข้ามาทำงานในอคาเดมีของสโมสรด้วยในช่วงปลายยุค 80 นักเตะหลายต่อหลายคนมาจากการปลุกปั้นของเขา ไม่ว่าจะเป็น ร็อบบี ฟาวเลอร์, สตีฟ แมคมานามาน, ไมเคิล โอเวน และแน่นอน คนที่น่าจะเป็นความภาคภูมิใจอันสูงสุดของเขา …สตีเวน เจอร์ราร์ด กัปตันทีมคนปัจจุบันของเรานั่นเอง

ปัจจุบันเขาเกษียณการทำงานแล้ว หลังเป็นผู้ก่อตั้งอเคเดมีและทำงานกับเยาวชนมานานถึง 2 ทศวรรษ

อันดับที่ 36 ได้แก่ Lucas Leiva

มิดฟิลด์ชาวบราซิเลียน ผู้ซึ่งต้องฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการกว่าจะได้ก้าวเข้ามาอยู่ในหัวใจของแฟนบอลลิเวอร์พูล …ราฟา เบนิเตซ ซื้อเขามาร่วมทีมในปี 2007 พร้อมกันนั้น ราฟาได้กล่าวว่า “เขาจะมาเพิ่มจำนวนประตูให้แก่ทีมอีกมากมาย…” ซึ่งจนถึงบัดนี้ที่เขาลงเล่นไปแล้ว 214 เกม ลูคัสทำประตูได้ เอิ่มมมม…6 ประตู

ช่างผิดคาดเป็นที่สุด ซึ่งนั่นอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้แฟนบอล “ไม่ปลื้ม” เขานัก การย้ายจากบราซิลมาเล่นในอังกฤษ ทีำให้เขาต้องปรับตัวมากมาย ทั้งเรื่องสภาพร่างกาย ความเร็วของเกม และวิธีการเล่น จากมิดฟิลด์ตัวรุกของเกรมิโอ ต้องกลายมาเป็นมิดฟิลด์ตัวรับของลิเวอร์พูล ในขณะที่ทีมมีมิดฟิลด์ระดับโลกอยู่ในทีมถึง 3 คน (เจอร์ราร์ด อลอนโซ และมาสเคราโน) ทำให้ลูคัสดูจะด้อยลงไปถนัดตา และจากผลงานที่ไม่เป็นชิ้นเป็นอันเท่าใดนัก ก็ส่งผลให้แฟนๆไม่นึกอยากมีเขาในทีม

แต่…เพราะเพชรก็คือเพชร ลูคัสมีบางสิ่งที่แฟนลิเวอร์พูลต้องยอมรับ นั่นคือ ความพยายามและความอดทน บวกกับการที่อลอนโซย้ายออกจากทีมไป และทำให้เขาได้โอกาสมากขึ้น จากนักเตะที่แฟนบอลเสียวทุกครั้งที่บอลอยู่ที่ปลายเท้าของเขา กลายเป็นนักเตะที่เล่นได้คงเส้นคงวาและมีประโยชน์กับทีมมากที่สุดคนหนึ่ง และสามารถเอาชนะใจบรรดาเดอะค็อปจนได้ ในฤดูกาล 2010-2011 ซึ่งเขาได้รับการโหวตจากแฟนๆให้เป็นนักเตะแห่งปี

แม้ว่าลูคัสจะเพิ่งทำประตูได้เพียง 6 ประตู แต่ 2 ใน 6 ประตูนั้น เป็นลูกยิงอย่างเหนือชั้นใส่เบนฟิกา ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายในรายการยูโรปา ลีก ฤดูกาล 2009-2010 ที่มาจากการแทงบอลทะลุช่องจากเจอร์ราร์ด ซึ่งทำให้ลิเวอร์พูลขึ้นนำ 2-1 และปีถัดมา เขายิงไกลอย่างสวยงามในเกมกับสเตอัว บูคาเรสต์ ในรอบแบ่งกลุ่มยูโรปา ลีก ที่ถึงกับทำให้ สตีเวน เจอร์ราร์ด กัปตันทีม ที่ไม่ได้ลงแต่นั่งชมเกมอยู่ที่ชั้นบ็อก ถึงกับลุกขึ้นยืนปรบมือด้วยใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มให้กับผลงานของรุ่นน้องคนนี้เลยทีเดียว

เดือนพฤศจิกายน ปี 2011 ลูคัสได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง …เอ็นไขว้หัวเข่าด้านหน้าขาด ในเกมลีกคัพกับเชลซี ซึ่งทำให้เขาต้องเข้ารับการผ่าตัด และพักยาวหลายเดือน ทั้งๆที่กำลังโชว์ฟอร์มได้ดี แต่ต้องนั่งดูเพื่อนๆเล่นนัดชิง และช่วยกันพาทีมคว้าแชมป์อยู่ข้างสนาม ในขณะที่เขาต้องอดทน ค่อยๆรักษาและฟื้นฟูสภาพร่างกาย จนกลับมาได้ในช่วงซัมเมอร์ปี 2012 แต่แล้วก็กลับมามีอาการบาดเจ็บที่ต้นขา หลังเล่นเกมลีกไปได้แค่เกมที่ 2 ของฤดูกาลเท่านั้น

เขาต้องกลับไปรักษาตัว จนในที่สุดก็ได้กลับมาลงเล่นในได้ช่วงปลายปี และเป็นกำลังสำคัญของทีมจนจบฤดูกาล 2012-2013 ในที่สุด

เดือนเมษายน ปี 2013 เขาเซ็นขยายสัญญากับสโมสรออกไปอีก และเราทุกคนจะได้ดูเขาเล่นไปอีกหลายฤดูกาลทีเดียว

อันดับที่ 35 ได้แก่ John Aldridge

ศูนย์หน้าจอมถล่มประตูชาวไอริช ที่เกิดในเมืองลิเวอร์พูล และเป็นแฟนบอลทีมลิเวอร์พูล ซึ่งรับใช้สโมสรในช่วงปี 1987-1989 โดยลงเล่นไป 104 นัด แต่ทำประตูได้ถึง 63 ประตู ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ได้ในฤดูกาล 1987-1988 และแชมป์เอฟเอ คัพ ในฤดูกาล 1988-1989

Aldridge ถูกเซ็นสัญญามาโดย เคนนี่ ดัลกลิช เข้ามาเป็นจอมถล่มประตูประจำทีม แทนที่เอียน รัช ที่ย้ายไปอยู่กับยูเวนตุส เขาเป็นหนึ่งในสามประสาน บาร์นส์-อัลดริดจ์-เบียดสลีย์ ที่ทำให้แผงเกมรุกของลิเวอร์พูล กลายเป็นแนวรุกที่น่ากลัวที่สุดในลีก โดยฤดูกาล 1987-1988 เขายิงไป 26 ประตูในเกมลีก ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ด้วยคะแนนถึง 90 แต้ม สิ่งที่น่าผิดหวังสำหรับเขาคือการพลาดจุดดทษในเกมเอฟเอคัพ นัดชิงฯ กับวิมเบิลดัน และทีมก็พ่ายแพ้ไปอย่างสุดช็อก

แต่เขาก็มาแก้ตัวได้ในนัดชิงเอฟเอ คัพในปีถัดมา โดยเป็นการชิงฯกับเอฟเวอร์ตัน และเขาสามารถยิงประตูได้ ช่วยให้ทีมชนะไป 3-2 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ คว้าแชมป์ได้สำเร็จ

หลังจากนั้น Aldridge ย้ายไปเรอัล โซเซียดาร์ต เนื่องจากการกลับมาของเอียน รัช ทำให้โอกาสของเขาน้อยลง โดยในนัดสุดท้ายของเขากับทีม คิง เคนนี่ เปลี่ยนตัวเขาให้ลงไปยิงจุดโทษในเกมกับคริสตัน พาเลซ

ปัจจุบัน เขาเขียนคอลัมน์ให้แก่หนังสือพิมพ์ ลิเวอร์พูลเอคโค และทำงานเป็นนักวิเคราะห์ประจำให้กับ LFCTV

อันดับที่ 34 เขามีชื่อว่า Luis Garcia 

มิดฟิลด์ตัวรุกชาวสเปน ผู้รับใช้สโมสรในช่วงปี 2004-2007 ลงเล่นให้ลิเวอร์พูลไป 121 นัด ทำได้ 30 ประตู เป็นหนึ่งในฮีโร่อิสตันบูล และมีชื่ออยู่ในทีมชุดที่ได้แชมป์เอฟเอ คัพในปีถัดมาแต่เขากลับไม่ได้ลงเล่นอันเนื่องจากติดโทษแบน

Garcia มักยิงประตูอันเหนือชั้นให้แฟนๆได้ทึ่งอยู่เสมอ โดยเฉพาะในเกมยุโรป หลายๆคนน่าจะยังจดจำลูกยิงใบไม้ร่วงใส่ยูเวนตุสในรอบ 16 ทีมสุดท้ายแห่งเส้นทางสู่อิสตันบูล รวมถึงประตูที่ โฆเซ มูรินโญ กล่าวว่า “ไม่ได้เกิดขึ้นจริง” ในรอบรองชนะเลิศนัดที่ 2 ที่แอนฟิลด์ ซึ่งทำให้ลิเวอร์พูลได้เข้าชิงแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกกับเอซี มิลาน ในที่สุด

ในปีถัดมา แม้เขาจะไม่ได้ลงเล่นนัดชิงเอฟเอ คัพ แต่ทีมก็ผ่านเข้ารอบมาได้ด้วยประตูของเขาที่วอลเลย์ใส่ปีเตอร์ เช็ก ให้ลิเวอร์พูลขึ้นนำเชลซี 2-0 ในช่วงครึ่งหลังของเกมรอบรองชนะเลิศ เอฟเอ คัพ กับเชลซี(อีกแล้ว) ก่อนที่เชลซีจะมาได้ประตูคืน 1 ลูก แต่ลิเวอร์พูลชนะด้วยสกอร์ 2-1 และได้เข้าชิงกับเวสต์แฮม

ในฤดูกาล 2006-2007 ลิเวอร์พูลผ่านไปถึงรอบชิงแชมเปียนส์ลีกอีกครั้ง แต่ Garcia ทำได้แค่นั่งดูความพ่ายแพ้ของเพื่อนร่วมทีมอยู่ข้างสนาม เพราะอาการบาดเจ็บ และในซัมเมอร์นั้นเอง ที่เขาต้องย้ายไปแอตเลติโก มาดริด

แต่กระนั้น เราก็ได้เห็นเขากลับมาแอนฟิลด์อีกในปี 2008 ในฐานะนักเตะทีมตราหมีที่ถูกเปลี่ยนตัวลงมาช่วงท้ายเกมแชมเปียนส์ลีก รอบคัดเลือก ซึ่งเขาได้รับเสียงปรบมือต้อนรับ และเสียงร้องเพลงเชียร์จากเดอะค็อปอย่างอบอุ่น และอีกครั้งกับเกมเทสติโมเนียลของเจมี คาร์ราเกอร์ ที่เขากลับมาสวมชุดสีแดงเพลิงและทำประตูได้ พร้อมทำท่าดีใจด้วยการดูดนิ้วอันเป้นท่าประจำตัวของเขาให้เราได้ยิ้มกัน

ปัจจุบัน เขาค้าแข้งอยู่กับทีม UNAM Pumas

อันดับที่ 33 ได้แก่ Ian St John

ศูนย์หน้าชาวสก็อตติช ผู้รับใช้สโมสรในช่วงปี 1961-1971 โดยลงเล่นไปถึง 425 นัด ยิงประตูได้ 118 ประตู ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 จำนวน 2 ครั้ง เอฟเอ คัพ 1 ครั้ง และ ดิวิชั่น 2 อีก 1 ครั้ง

St John เป็นกำลังสำคัญในทีมของบิล แชงคลีย์ พาทีมขึ้นมาจากดิวิชั่น 2 พาทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดอีกครั้ง และที่สำคัญ เขาคือ ผู้พังประตูชัยให้ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ สมัยแรกของสโมสร และในจำนวน 118 ประตูของเขาที่ทำให้ลิเวอร์พูล ล้วนแล้วแต่มาจากลูกโอเพนเพลล์ทั้งสิ้น

นอกจากนี้ St John ยังเป็นนักเตะที่ คิงเคนนี่ เฝ้ามองตลอดการมาเข้าแคมป์ทดสอบฝีเท้าตามคำเชิญของปู่บิลล์ในปี 1966 ซึ่งเป็นหนึ่งในความประทับใจที่ทำให้เขาไม่เคยลืมลิเวอร์พูล

อันดับที่ 32 ได้แก่ Peter Beardsley

ศูนย์หน้าชาวอังกฤษ ผู้รับใช้สโมสรในช่วงปี 1987-1991 ลงเล่นให้ลิเวอร์พูลไป175 เกม ยิงได้ 59 ประตู ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุด 2 สมัย และเอฟเอ คัพ 1 สมัย

หนึ่งในขุนพลของ คิง เคนนี่ ที่ย้ายมาจากนิวคาสเซิล ซึ่งเป็นที่จดจำร่วมกับ จอห์ย บาร์นส์ และ จอห์น อัลดริดจ์ เขายิงประตูให้ทีมมากมาย และพลาดการลงสนามเพียงแค่ 2 นัดในฤดูกาล 1987-1988 ยิง 15 ประตูในลีกและเป็นหนึ่งในนักเตะที่โชว์ฟอร์มได้ดีที่สุดในเกมถล่มนอร์ตติงแฮม ฟอร์เรส 5-0

ฤดูกาลถัดมาเขาอยู่ในทีมที่เอาชนะเอฟเวอร์ตัน 3-2 ในนัดชิงเอฟเอ คัพ และคว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 2 มาครองได้อีกครั้ง

ปี 1991 เขายิงแฮตทริกใส่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเดือนกันยายน ในเกมที่ลิเวอร์พูลเอาชนะคู่ปรับตลอดกาลไปได้ถึง 4-0 ที่แอนฟิลด์ และอีก 6 วันถัดมา เขาก็ไปยิง 2 ประตูใส่เอฟเวอร์ตัน ช่วยให้ทีมชนะ 3-2 ที่กูดิสัน พาร์ค

หลังจากนั้น Beardsley ถูกดร็อปเป็นตัวสำรองบ่อยครั้ง ยิ่งหลังการเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมของ แกรม ซูเนสส์ ยิ่งทำให้โอกาสของเขาน้อยลง ที่สุดแล้ว ลิเวอร์พูลก็ตกลงขายเขาข้ามฟาดไปให้เอฟเวอร์ตัน ในเดือนสิงหาคม ปี 1991

Beardsley เป็นนักเตะที่เคยเล่นให้ทั้งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, แมนเชสเตอร์ ซิตี, ลิเวอร์พูล และเอฟเวอร์ตัน

ปัจจุบันเขาเป็นผู้จัดการด้านพัฒนาการฟุตบอลให้กับสโมสรนิวคาสเซิล

อันดับที่ 31 ได้แก่ Gary McAllister

กองกลางชาวสก็อตติช ผู้รับใช้สโมสรในช่วงปี 2000-2002 ลงเล่นให้ลิเวอร์พูลทั้งสิ้น 87 นัด ยิงได้ 9 ประตู มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้ทีมของเชรา อุลลิเยร์ คว้าทริปเปิลแชมป์ในฤดูกาล 2000-2001

เขาเป็นมิดฟิลด์มากประสบการณ์ ที่ไม่เพียงแต่ช่วยทีมอย่างมากมายในสนาม แต่เขายังเป็นแบบอย่างที่ดีและให้คำแนะนำแก่ดาวรุ่งในทีมอย่างสตีเวน เจอร์ราร์ด ด้วย

ไฮไลท์ของ McAllister คือยิงฟรีคิกนาทีสุดท้ายให้ทีมเอาชนะเอฟเวอร์ตันที่กูดิสัน พาร์ค ไป 3-2 ยิงจุดโทษให้ทีมเอาชนะบาร์เซโลน่าในรายการยูฟ่า คัพ รอบ 8 ทีมสุดท้าย และเปิดฟรีคิกช่วงต่อเวลาพิเศษ ในนัดชิงกับอลาเบสฯ ที่ทำนำไปสู่การทำเข้าประตูตัวเองของนักเตะอลาเบสฯ และทำให้ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่า คัพ ตามกฏโกลเดนโกล

เขาลงสนามให้ลิเวอร์พูลนัดสุดท้ายกับ อิปสวิช ท่ามกลางเสียงเพลงที่เดอะค็อป ร้องให้แก่เขาเพื่อตอบแทนความทุ่มเทตลอด 2 ปีของเขากับสโมสร

McAllister ได้รับเครื่องราชย์ฯ ชั้น MBE ในปี 2001

 

แล้วรอติดตามการจัดอันดับ 100 Players Who Shook the Kop 2013 ในอันดับที่ 30-21 ได้ในโอกาสถัดไปนะคะ

 

ที่มา  :  เว็บทางการ

เรียบเรียง  :  howk_ky

No related content found.

Leave a Reply