100 Players Who Shook the Kop 2013 อันดับที่ 50 – 41

by

 

หลายๆคนอาจจะเคยผ่านหูผ่านตากันไปบ้างแล้วกับการจัดอันดับ 100 Players Who Shook the Kop ครั้งใหม่ในปี 2013 (เคยมีการจัดอันดับเช่นนี้มาแล้วในปี 2006) หากว่าคุณได้เข้าเว็บไซต์ทางการของสโมสร หรือติดตามที่หน้าเพจ Facebook ของ lovelfc.com โดยการโหวตในครั้งนี้สโมสรเริ่มให้แฟนบอลทำการโหวต 10 อันดับนักเตะลิเวอร์พูลที่คุณชื่นชอบมากที่สุดไปตั้งแต่ช่วงต้นปี

หลังจากปิดโหวต และใช้เวลารวบรวมผลคะแนนอยู่หลายเดือน สโมสรก็เริ่มทำการประกาศผลโหวต เมื่อปิดฤดูกาล 2012-2013 โดยเริ่มประกาศจากอันดับที่ 100 ไล่ลงไปจนกว่าจะถึงอันดับที่ 1

lovelfc.com จะทำการสรุปผลไล่เรียนกันไปทีละ 10 อันดับ โดย ณ ตอนนี้ เราทำการสรุปไปถึงอันดับที่ 51 แล้ว มาตามต่อกับอันดับที่ 50-41 ดังนี้

100-players-500x295

อันดับที่ 50 ได้แก่ Steve Nicol

กองหลังชาวสต็อตติช ผู้ที่รับใช้สโมสรยาวนานถึง 12 ปี ตั้งแต่ปี 1982-1994 ลงเล่นให้ลิเวอร์พูลไปถึง 468 เกม ทำได้ 46 ประตู ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์มากมายไม่ว่าจะเป็น แชมป์ยูโรเปียนส์คัพ 1 สมัย แชมป์ลี 4 สมัย แชมป์เอฟเอ คัพ 3 สมัย และแชมป์ลีกคัพอีก 1 สมัย

ปัจจุบันเขาอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา

อันดับที่ 49 ได้แก่ Alex Raisbeck

กองหลังชาวสก็อตติช ผู้รับใช้สโมสรในช่วงปี 1898-1909 ลงเล่นให้สโมสรถึง 341 นัด ทำประตูได้ 19 ประตู ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ดิวิชั่น 2 ได้ 2 สมัย ในฤดูกาล 1900-1901 และ 1905-1906

หากจะนิยามถึง Raisbeck ขอให้ลองคิดถึง Steven Gerrard ในปัจจุบัน แม้ว่าจะเล่นกันคนละตำแหน่ง แต่ Raisbeck ก็เป็นหนึ่งในนักเตะผู้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ทีมและกองเชียร์ไม่แพ้เจอร์ราร์ด เขาเป้นกัปตันทีม เขาพาทีมเลื่อนชั้น และอยู่กับทีมในวันที่ตกชั้น ก่อนจะย้ายกลับไปค้าแข้งในบ้านเกิดหลังจากออกจากแอนฟิลด์ในปี 1909 รับใช้สโมสรนานถึง 11 ปี

เขาเสียชีวิตในปี 1949

อันดับที่ 48 ได้แก่ Javier Mascherano

กองกลางชาวอาเจนตินา ผู้รับใช้สโมสรในช่วงปี 2007-2010 ลงเล่นให้ลิเวอร์พูลไปทั้งสิ้น 139 นัดทำได้ 2 ประตู …และแม้จะไม่ได้คว้าแชมป์ใดๆร่วมกับทีมเลย แต่เขาเป็นหนึ่งในสามในแผงมิดฟิลด์ที่น่าจะดีที่สุดในโลกในช่วงเวลาหนึ่งเลยทีเดียว กับการเล่นเกมรุกของเจอร์ราร์ด เชื่อมเกมของอลอนโซ และเล่นเกมรับของมาสเคราโน สมดุลที่เกิดขึ้นทำให้แผงกองกลางของเราเป็นแผงกองกลางที่ดีที่สุดในลีกได้เลยทีเดียว

แต่กว่าที่ราฟา เบนิเตซจะเซ็นสัญญาคว้าตัว “มาสเค” มาร่วมทีมได้ ก็เรียกว่า ยากลำบากไม่น้อย กับการสู้รบปรบมือกับบอร์ดบริหารที่กว่าจะอนุมัติเงินกว่า 17 ล้านปอนด์ เพื่อซื้อตัวเขามาร่วมทีมอย่างถาวร เล่นเอาเกิดการงัดข้อกันถึงขนาดที่ว่ามีการเลื่อยเก้าอี้ราฟากันเลยทีเดียว

แต่เมื่อผ่านพ้นจุดนั้นมาได้ ก็ทำให้เราได้เห็นการประสานงานของ 3 มิดฟิลด์ที่สมดุลที่สุด และเป้นกำลังสำคัญที่ทำให้ลิเวอร์พูลสามารถก้าวขึ้นไปลุ้นแชมป์ลีกอย่างจริงจังในฤดูกาล 2008-2009 แม้สุดท้าย เราจะต้องพบกับความผิดหวังก็ตาม

ปัจจุบัน Mascherano ค้าแข้งอยู่กับบาร์เซโลนา โดยเขาย้ายออกจากถิ่นแอนฟิลด์ไปในปี 2010

อันดับที่ 47 ได้แก่ Gordon Hodgson

ศูนย์หน้าชาวแอฟริกาใต้ ซึ่งรับใช้สโมสรในช่วงปี 1926-1935 ลงเล่นให้ลิเวอร์พูลไปทั้งสิ้น 377 นัด ยิงประตูไปถึง 241 ประตู แม้จะไม่ได้คว้าแชมป์ใดๆร่วมกับทีม แต่เขาเป้นนักเตะลิเวอร์พูลที่ทำแอตทริกได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่ 17 ครั้ง เลยทีเดียว

โดยในปีแรก เขาทำประตูไปถึง 73 ประตูรวมการแข่งขันทุกรายการ ในระยะเวลา 10 ปีของเขากับสโมสร เขาทำประตูรวมเกินกว่า 200 ประตู สร้างสถิติอันยากจะทำลายไว้ให้เป็นที่จดจำ

Hodgson เสียชีวิตในปี 1951

อันดับที่ 46 แล้ว ได้แก่ Ronnie Whelan

มิดฟิลด์ชาวไอริช ผู้รับใช้สโมสรในช่วงปี 1981-1994 ลงเล่นให้ลิเวอร์พูลถึง 493 นัด ทำได้ 73 ประตู มีส่วนช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ ยูโรเปียนส์ คัพ 1 สมัย ดิวิชั่น 1 ถึง 6 สมัย เอฟเอ คัพ 3 สมัยและลีกคัพอีก 3 สมัย

Whelan เซ็นสัญญากับลิเวอร์พูลในวันเกิดอายุครบ 18 ปี เขาเป้นมิดฟิลด์ที่เล่นด้วยมันสมอง ซึ่งบ็อบ เพสลีย์ เคยอธิบายถึงเขาด้วยวลีที่ว่าเป็น “the man for the big occasion” – “นักเตะเพื่อสถานการณ์ที่ยิ่งใหญ่” เลยทีเดียว

เขาเป็นกำลังสำคัญในทีมของทั้งบ็อบ เพสลีย์, โจ เฟแกน และคิง เคนนี่ เป็นฮีโร่ของทีมในหลากหลายโอกาส และยังเคยได้รับปลอกแขนกัปตันทีมมาครอบครองอีกด้วย

อาการบาดเจ็บในช่วงต้นทศวรรษ 90 ทำให้เขาหลุดจากทีม จนตัดสินใจอำลาสโมสรในปี 1994

ปัจจุบันเขาเป็นนักวิจารณ์เกมให้แก่ RTE Sport และ LFCTV บ้างเป้นครั้งคราว

รู้หรือไม่ว่า ในวัยเด็ก Whelan เคยเชียร์ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด!!!

อันดับที่ 45  ได้แก่ Daniel Agger

เซ็นเตอร์แบ็คชาวเดนมาร์ก ผู้ซึ่งราฟา เบนิเตซ พามาร่วมทีมในปี 2006 จนถึงปัจจุบันนี้ เขาลงเล่นให้ลิเวอร์พูลไปแล้ว 209 เกม ทำประตูได้ 12 ประตู

Agger เป็นเซ็นเตอร์ที่มีลักษณะการเล่นคล้ายคลึงกับตำนานกองหลังในยุค 80 อย่าง อลัน แฮนเซน เสียแต่ว่า เขาโชคร้ายที่ได้รับบาดเจ็บบ่อยไปหน่อย

เขาเคยยิงประตูซึ่งถูกโหวตให้เป็นประตูแห่งฤดูกาลในเกมกับเวสต์แฮมในเดือนสิงหาคม ปี 2006 และในปีถัดมา เขาก็เป็นคนทำประตูให้ลิเวอร์พูลขึ้นนำเชลซี ในเกมแชมเปียนส์ลีกรอบรองชนะเลิศนัดที่ 2 ที่แอนฟิลด์ ซึ่งทำให้ต้องต่อเวลา และดวลจุดโทษ ซึ่งลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้และได้เข้าชิงแชมเปียนส์ลีก ครั้งที่ 2 ในรอบ 3 ปี

และเมื่อปีที่แล้ว ท่ามกลางกระแสข่าวว่ามีหลายทีมยักษ์ใหญ่ให้ความสนใจอยากจะดึงเขาไม่ร่วมทีม เขาใช้เวลาช่วงซัมเมอร์ไปสักตัวอักษร YNWA ที่ข้อนิ้วมือขวา และเซ็นสัญญาฉบับใหม่กับทีม

Agger ได้กลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่แฟนบอลรักมากที่สุดไปแล้ว

อันดับที่ 44 ได้แก่ David Fairclough

ศูนย์หน้าชาวอังกฤษ ผู้ซึ่งรับใช้สโมสรในช่วงปี 1975-1983 ลงเล่นให้ลิเวอร์พูลไปทั้งสิ้น 154 นัด ทำประตูได้ 55 ประตู มีส่วนในความสำเร็จของสโมสรมากมาย ไม่ว่าจะเป็น แชมป์ยูโรเปียนส์ คัพ 3 สมัย แชมป์ลีก 3 สมัย แชมป์ลีก คัพ 2 สมัย และแชมป์ยูฟ่าคัพ อีก 1 สมัย

…หากว่า ยอสซี เบนายูน เป็นซูเปอร์ซับของ ราฟา เบนิเตซ Fairclough ก็ถือว่าเป็นซูเปอร์ซับของ บ็อบ เพสลีย์เช่นกัน เขามักถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรองและทำประตูให้ทีมได้ในที่สุด สถิติอันนาเหลือเชื่อหนึ่งก็คือ 35 ใน 55 ประตูที่เขาทำให้ลิเวอร์พูลได้ มาจากช่วง 30 นาทีสุดท้ายที่เขาลงสนาม ไฮไลท์สำคัญที่จะเป้นที่จดจำไปอีกนานแสนนาน คือ เขาเป็นผู้ยิงประตูชัยในเกมยุโรปที่เป็นหนึ่งในค่ำคืนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในแอนฟิลด์ …เกมยูโรเปียนส์คัพ รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 กับทีม Saint-Etienne ในฤดูกาล 1976-1977 ช่วยให้เราเก็บชัยชนะได้ และผ่านเข้ารอบต่อไปในที่สุ

ปัจจุบันเขาเป็นนักวิจารณ์เกมในบางโอกาสให้แก่ LFCTV

อันดับที่ 43 เชื่อว่าหลายคนน่าจะคิดถึงเขาไม่น้อย เขาคือ John Arne Riise

แบ็คซ้าย ชาวนอร์เวย์ ผู้รับใช้สโมสรในช่วงปี 2001-2008 ลงเล่นให้ลิเวอร์พูลไปทั้งสิ้น 348 เกม ทำประตูได้ 31 ประตู คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก, เอฟเอ คัพ และลีก คัพ ร่วมกับทีมได้อย่างละสมัย

ฟรีคิกเท้าซ้ายคือสิ่งที่แฟนลิเวอร์พูลจดจำได้เป็นอย่างดี สำหรับ Riise โดยเฉพาะ ฟรีคิกตาข่ายขาดที่เขายิงใส่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งทำให้แฟนบอลถึงกับแต่งเพลง “I want to know how you scored that goal” ให้กับเขาเลยทีเดียว

นอกจากนี้เขายังเป็นคนเปิดบอลจากริมเส้นฝั่งซ้ายให้เจอร์ราร์ดโหม่งทำประตูตีไข่แตกในนัดชิงแชมเปียนส์ลีกที่อิสตันบูลในปี 2005 ด้วย ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว แม้เขาจะพลาดจุดโทษ แต่ลิเวอร์พูลก็ยังคว้าแชมป์ยุโรปได้อยู่ดี

อย่างไรก็ตาม เขามาแก้ตัวได้อีกครั้งในปีถัดมาในรายการเอฟเอ คัพ โดยในรอบรองชนะเลิศ เขายิงฟรีคิกทะลุกำแพงเชลซี ให้ลิเวอร์พูลออกนำไปก่อน 1-0 ก่อนจะมาชนะด้วยสกอร์ 2-1 และยิงจุดโทษสำเร็จในนัดชิงชนะเลิศ กับเวสต์แฮม ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ 2006 ไปครองได้สำเร็จ

ปัจจุบันเขายังค้าแข้งอยู่กับทีมฟูแล่ม และยังคงได้รับเสียงปรบมือต้อนรับจากเดอะค็อปอย่างอบอุ่นเมื่อฟูแล่มมาเยือนแอนฟิลด์

อันดับที่ 42 ได้แก่ Terry McDermott

มิดฟิลด์ชาวอังกฤษ ผู้รับใช้สโมสรในช่วงปี 1974-1982 ลงเล่นให้ลิเวอร์พูลไปถึง 329 นัด ยิงประตูได้ 81 ประตู คว้าแชมป์ร่วมกับทีมมากมาย ทั้งยูโรเปียนคัพ 3 สมัย, ดิวิชั่น 1 อีก 4 สมัย, ลีกคัพ 2 สมัย และยูฟ่า คัพ 1 สมัย

McDermott เป็นนักเตะที่ บ็อบ เพสลีย์เป็นผู้เซ็นสัญญามา เขาเป็นมิดฟิลด์ที่สมบูรณ์แบบคนหนึ่ง มีพลังในการขับเคลื่อนและยิงประตูได้อย่างเฉียบคม ลูกชิพในเกมเอฟเอคัพ รอบรองชนะเลิศกับเวอร์ตันในปี 1977 ของเขาได้รับการเลือกจาก BBC ให้เป็นประตูแห่งฤดูกาล นอกจากนี้มีลูกยิงลูกหนึ่งที่บ็อบ เพสลีย์ กล่าวว่าเป็นประตูที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นที่แอนฟิลด์ มันไม่ใช่ลูกยิงที่เหนือชั้น แต่มันมาจากการประสานงานอันยอดเยี่ยมของนักเตะในชุดสีแดงเพลิง ลูกยิงใส่ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ลูกที่ 7 ในเกมลีกเมื่อปี 1978 ซึ่งลิเวอร์พูลชนะไป 7-0

…ในจังหวะตั้งรับลูกเตะมุมของสเปอร์ช่วงท้ายเกม แมคเดอร์มอตต์ โหม่งสกัดได้ที่หน้าปากประตู บอลไปตกที่เคนนี่ ดัลกลิช จ่ายต่อให้ เดวิด จอห์นสัน ซึ่งจัดการโยนบอลไปให้สตีฟ ไฮเวย์ทางด้านซ้าย และไฮเวย์เลี้ยงขึ้นไปเปิดบอลกลับมาริมเขตโทษทางเสาไกล และเป็นแมคเดอร์มอตต์ ที่วิ่งขึ้นมาจากหน้าปากประตู ไกลถึง 70 หลา เทคตัวขึ้นโหม่งบอลผ่านมือผู้รักษาประตู ให้ลิเวอร์พูลนำ 7-0 …ในช่วงใกล้หมดเวลา เขาวิ่งขึ้นมา 70 หลาเพื่อทำประตูที่อาจจะไม่ได้มีความหมายอะไรมากมายในเกมลีกเกมหนึ่ง แต่มันเป็นการเล่นฟุตบอลอย่างทุ่มเทเพื่อแฟนบอลอย่างแท้จริง

McDermott เป็นนักเตะคนแรกที่ได้รับการโหวตให้ได้รับรางวัล นักเตะแห่งปีของสโมสคมฟุตบอล และสมาคมนักข่าวกีฬา ในฤดูกาลเดียวกัน คือ ฤดูกาล 1979-1980

ปัจจุบันนี้เขาเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมเบอร์มิงแฮม

อันดับที่ 41 ได้แก่ John Toshack

ศูนย์หน้าชาวเวลส์ ผู้รับใช้สโมสรในช่วงปี 1970-1977 ลงเล่นให้ลิเวอร์ทั้งสิ้น 247 นัด ทำได้ 96 ประตู ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ยูโรเปียนส์ คัพ 1 สมัย, แชมป์ลีก 3 สมัย, แชมป์เอฟเอ คัพ 1 สมัย และแชมป์ยูฟ่า คัพ 2 สมัย

Toshack เป็นคู่หูคนสำคัญของ เควิน คีแกน ในทีมของบิล แชงคลีย์ เสียงที่จะได้ยินอยู่เสมอจากคนพากษ์เสียงในเกมที่ลิเวอร์พูลทำประตูได้ คือ “โตแซ็ค คีแกน 1-0!!!…”

Toshack เป็นศูนย์หน้าที่มีรูปร่างสูงใหญ่ เขาจึงเล่นลูกกลางอากาศได้ดีมาก การจับคู่กับ เควิน คีแกนที่เป้นนักเตะตัวเล็กกว่าแต่มีความคล่อง เร็วและปราดเปรียว จึงเป็นอะไรที่ลงตัวอย่างมาก แต่ถ้งแม้เขาจะมีความโดดเด่นในลูกกลางอากาศ แต่การเล่นบอลกับพื้น เขาก็ทำได้ไม่เป็นรองใคร

ในเกมเอฟเอ คัพ นัดชิงฯ กับนิวคาสเซิลในปี 1974 เขาเป็นคนจ่ายบอลให้สตีฟ ไฮเวย์ทำประตูที่ 2 ให้กับทีม ในฤดูกาล 1975-1976 เขาทำประตูรวมกันทุกรายการถึง 23 ลูก

หลังออกจากแอนฟิลด์ เขาไปเป็นผู้เล่น-ผู้จัดการทีมให้กับสวอนซี ซิตี้ ปัจจุบันนี้ เขาไปเป็นผู้จัดการทีม Khazar Lankaran FK ในลีกของประเทศอาเซอร์ไบจัน

 

แล้วมาติดตาม การจัดอันดับ 100 Players Who Shook the Kop 2013 ในอันดับที่ 40-31 ได้ในโอกาสถัดไปค่ะ

 

ที่มา  :  เว็บทางการ

เรียบเรียง :  howk_ky

No related content found.

Leave a Reply