มิตรแท้หรือศัตรูที่ถาวร

by

Brendan Rodgers With The Remounted 'This Is Anfield' Sign-1137669

                    คงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า ”ไม่มีมิตรแท้ และศัตรูที่ถาวร” กันมาบ้าง  แต่ผมว่าคำนี้ อาจจะใช้ไม่ได้เสมอไป เมื่อ” เดวิด มอยส์” ย้ายสังกัด จาก “เอฟเวอร์ตัน” ไปสิงสถิตอยู่ “โอล์ดแทรฟฟอร์ด” ด้วยการเซ็นต์สัญญายาวถึง 6 ปีด้วยกัน

                    ก่อนที่ศึกหงส์กำจัดผีจะเกิดขึ้น เราย้อนมาทำความรู้จักกับ “อริ” เจ้าเก่าสังกัดใหม่กันสักเล็กน้อยก่อนนะครับ เดวิด มอยส์ ได้เริ่มต้นอาชีพผู้จัดการทีมให้กับทีม เปรสตัน นอร์ท เอนด์ เป็นทีมแรก (ทีมที่เราชนะพรีซีซั่นเป็นเกมส์แรกในฤดูกาลนี้) โดยผลงานแรกคือช่วยให้ เปรสตัน ที่กำลังร่อแร่ ให้รอดพ้นจากการตกชั้นในปี 1997-1998 และต่อมาก็พาทีมเลื่อนชั้นจากดิวิชั่น 2 มา ดิวิชั่น 1 และ ”เกือบ” ที่จะพาทีมเลื่อนชั้นมาสู่เวที “พรีเมียร์ชิพ” ได้ แต่ไปแพ้เพลย์ออฟ รอบชิงชนะเลิศซะก่อนในปี 2001 จากนั้นในปีต่อมา 15 มีนาคม 2002 ก็เข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีม “เอฟเวอร์ตัน” แทนที่ “วอร์เตอร์ สมิท” กุนซือชาวสก็อตแลนด์เพื่อนร่วมชาติที่ถูกปลด นับถึงวันนี้ ถือได้ว่าเดวิด มอยส์เป็นผู้จัดการทีมที่มีประสบการณ์ในเวทีพรีเมียร์ลีกนานถึง 11 ปี กับ”คู่แค้นร่วมเมือง” เอฟเวอร์ตันเพียงทีมเดียว

                   ด้านความสำเร็จกับเอฟเวอร์ตันที่ผ่านมาต้องบอกว่า แทบจะไม่มีให้เห็น เมื่อทำได้ดีที่สุดแค่รองแชมป์ เอฟ.เอ.คัพ ในปี 2009 โดยแพ้ให้กับเชลซีในปี 2009 สำหรับ”เวทีแชมป์เปี้ยนลีก” ต้องบอกว่า”เกือบ” (อีกแล้ว) แค่เกือบเท่านั้นเมื่อทำได้ใกล้ที่สุดคือพาทีมจบฤดูกาลอันดับที่ 4 ในปี 2005 แต่ไม่สามารถพาทีมผ่านรอบคัดเลือกได้ ด้านเกียรติประวัติส่วนตัวเคยได้รับเกียรติเป็นผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมประจำเดือน 10 ครั้ง ในระยะเวลา 11 ปี และปีนี้ ถือได้ว่าเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ในชีวิต ที่แมนยู พร้อมจะรอคอยได้ ด้วยสัญญา  6 ปี เป็นสัญญาณว่าหากไม่มีอะไรเลวร้ายจริง ๆ อย่างน้อย 2-3 ปีนี้ผู้จัดการ แมนยู ต้องชื่อ เดวิด มอยส์

บารมี และความสามารถ ยังเป็นคำถามที่รอคำตอบ ? ว่านักเตะจะให้การยอมรับเพียงใด แต่ !!  กรณีเดียวกันกับ อังเดร วิลาส โบอัส กับเชลซี อาจจะไม่เกิดขึ้น เพราะ “เฟอร์กี้” เลือกเวลาที่จะให้ “มอยส์” มาสานงานต่อในเวลาที่เหมาะสม นั่นก็เพราะว่าปีหน้าจะมีศึกฟุตบอลโลกที่บราซิล อย่างไรเสีย จะโกรธจะเกลียดหรือไม่ชอบกันยังไง เวลาลงสนามต้องเต็มที่ไว้ก่อน เพื่อรับประกันตำแหน่งในทีมชาติและที่น่าสำคัญไม่แพ้กัน เค้าจะหนีบนักเตะเอฟเวอร์ตันคนใดมาบ้าง เฟลไลนี่ ? เลย์ตัน เบนส์ ? ฯลฯ (ตลาดจะปิดในไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้ว) รวมไปถึงประสบการณ์ในการพาทีมลุ้นแชมป์ ?  ซึ่งผมมองว่าที่แมนยู ต่างกับ เอฟเวอร์ตัน อย่างสิ้นเชิง  ในหลาย ๆ เกมส์ เอฟเวอร์ตัน ทำได้แค่ “เสมอ” ก็ทำให้กองเชียร์มีความสุขกันได้แล้ว  แต่ที่แมนฯยูฯ คงเป็นอะไรที่ต่างออกไป ด้วยคำว่า “ชนะ” ที่พร้อมจะกดดันทุกเกมส์ หากพลาดไว ปีนี้”ปีศาจแดง” มีสิทธิ์จบฤดูกาลด้วยมือเปล่าได้เหมือนกัน แต่ถ้าจูนกันติดเร็ว “มอยส์” ก็มีโอกาสได้เป็น  “เซอร์” กับเค้าเหมือนกัน เพราะต้องไม่ลืมว่าที่เอฟเวอร์ตัน เค้าทำผลงานได้ดีในระดับหนึ่ง แม้จะถูกควบคุมด้วยงบประมาณที่จำกัด แสดงว่าที่ผ่านมาฝีมือก็พอตัวเลยทีเดียว ซึ่งประมาทไม่ได้เลย

วันอาทิตย์ที่ 1 ก.ย. 2556 นี้แล้วนะครับ “ศึกแดงเดือด” แมตซ์แรกกำลังจะเริ่มขึ้น เกมส์นี้ถือเป็นเกมส์สำคัญมากสำหรับทั้ง 2 ทีม หากใครชนะจะเหมือนเป็นการ “ปลดล็อค” ในหลาย ๆ ด้านโดยเฉพาะด้านกำลังใจ และ 3 แต้มนี้มันมีความหมายมากกว่า 3 แต้ม เพราะนอกจากผู้ชนะจะได้คะแนนแล้ว ยังเป็นการหยุดคะแนนผู้แพ้ให้อยู่กับที่ไปในตัว

สำหรับแฟนบอล “ลิเวอร์พูล” ผมเชื่อว่าหลายคนคงเป็นเหมือนผม แพ้ใครก็แพ้ได้ แต่ขออย่าให้แพ้ แมนยู หรือ เอฟเวอร์ตัน เป็นอันดับแรก (จริง ๆ ไม่อยากแพ้สักทีมหรอก) และผมเลยนำสถิติของ “เดวิด มอยส์” สมัยคุมเอฟเวอร์ตันมาให้ดูกันเล่น ๆ เมื่อนำเอฟเวอร์ตัน เจอกับลิเวอร์พูลในเวทีพรีเมียร์ลีกทั้งหมด 22 ครั้งนั้นสามารถสะกดคำว่าชนะได้เพียง 3 ครั้ง เสมอ 7 และพ่ายแพ้ให้กับ”หงส์แดง” 12 หน โดยเฉพาะใน “แอนฟิลด์” มอยส์ ยัง สะกดคำว่าชนะไม่เป็น (คงต้องส่งไปเรียนประถมวัยใหม่ ฮ่า) เรียกได้ว่าเป็นลูกไล่ให้ลิเวอร์พูลมาโดยตลอด (หวังว่าสถิตินี้จะดำเนินต่อไปที่แมนฯยูฯ ฮ่าๆ) ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้าที่เดวิดมอยส์จะรับตำแหน่งที่เอฟเวอร์ตัน หากนับตั้งแต่ก่อตั้งพรีเมียร์ลีก ในปี 1992-1993 เป็นต้นมา การพบกันในพรีเมียร์ลีก 20 ครั้ง จบลงด้วยการเสมอ 8 ครั้ง และผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะทีมละ 6 ครั้งเท่ากัน นับได้ว่า”มอยส์” เป็นผู้เข้ามาเปลี่ยนโลก จริง ๆ 555

อย่างไรก็ดี เมื่อมองทีมอื่นแล้ว อย่าลืมหวนมองทีมตัวเอง เพราะร็อดเจอร์ ประสบการณ์ยังถือว่าน้อยอยู่เช่นกัน มันคงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยหากหวังจะพาทีมให้ไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ แต่ข้อดีที่เด่นชัดที่สุด ของร็อดเจอร์ คือการซื้อนักเตะ ราคาเหมาะสมกับคุณภาพ ด้านการทำทีมก็ดูจะลงตัวขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งทำให้แฟนบอลยังพอมองเห็นความหวังได้อยู่บ้าง  โดยเฉพาะในแนวรับที่ได้ “มิโญเล่ต์” กับ “ตูเร่” มาเสริมทัพ ทั้งคู่ต่างทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม และมีส่วนอย่างมากกับการเก็บ 6 คะแนนเต็มในพรีเมียร์ลีก 2 เกมส์แรก  แม้ “ศึกแดงเดือด” หนนี้ “โคโล ตูเร” อาการจะยัง 50/50 ไม่แน่ว่าจะลงสนามได้หรือไม่  ส่วน “ซัวเรซ”  ก็ติดโทษแบนเป็นเกมส์ที่ 8  อดซ่า..กระโดดพุ่งต่อหน้า ”ปีศาจอีที” (ฮ่า) แต่เกมส์นี้เป็นศึกแห่งศักดิ์ศรี  ลิเวอร์พูล ไม่มีทางยอมง่าย ๆ อยู่แล้ว โดยเฉพาะเป็นการเล่นที่ “แอนฟิลด์” (This is Anfield เฟ้ย)

Suarez-Mid-Air-horzMix

                สุดท้าย ใครจะมอง “เดวิด มอยส์” เป็น”ศัตรู” หรือเปล่าผมไม่รู้ แต่ที่รู้คือหาก “มอยส์” นำสถิติในการเล่นกับลิเวอร์พูลติดตัวมาจากเอฟเวอร์ตันด้วยละก็ ผมจะขอเรียกเค้าเป็น “มิตรถาวร” คงจะไม่มีใครว่าอะไร (มั้ง)

 

ฮีโรอิค

 

20 Comments

Leave a Reply