100 Players Who Shook the Kop 2013 อันดับที่ 10-1

by

 

หลายๆคนอาจจะเคยผ่านหูผ่านตากันไปบ้างแล้วกับการจัดอันดับ 100 Players Who Shook the Kop ครั้งใหม่ในปี 2013 (เคยมีการจัดอันดับเช่นนี้มาแล้วในปี 2006) หากว่าคุณได้เข้าเว็บไซต์ทางการของสโมสร หรือติดตามที่หน้าเพจ Facebook ของ lovelfc.com โดยการโหวตในครั้งนี้สโมสรเริ่มให้แฟนบอลทำการโหวต 10 อันดับนักเตะลิเวอร์พูลที่คุณชื่นชอบมากที่สุดไปตั้งแต่ช่วงต้นปี

หลังจากปิดโหวต และใช้เวลารวบรวมผลคะแนนอยู่หลายเดือน สโมสรก็เริ่มทำการประกาศผลโหวต เมื่อปิดฤดูกาล 2012-2013 โดยเริ่มประกาศจากอันดับที่ 100 ไล่ลงไปจนกว่าจะถึงอันดับที่ 1

lovelfc.com จะทำการสรุปผลไล่เรียนกันไปทีละ 10 อันดับ โดย ณ ตอนนี้ เราทำการสรุปไปถึงอันดับที่ 11 แล้ว และนี้จะเป็นบทสรุปสุดท้ายในอันดับที่ 10-1 ดังนี้

100-players-500x295

อันดับ 10 ไม่มีแฟนหงส์คนไหนที่ไม่รู้จักเขา ไม่มีแฟนหงส์คนไหนที่จะจดจำเขาไม่ได้ เขาชื่อ Sami Hyypia

ตำนานกองหลังชาวฟินแลนด์ ผู้เคยตอบคำถามนักข่าวว่า ในฟินแลนด์ เด็กๆเชียร์ทีมฟุตบอลอยู่แค่ 2 ทีม ทีมแรกคือ ลิเวอร์พุล ส่วนอีกทีม เขาไม่รู้จัก… Hyypia รับใช้สโมสรในช่วงปี 1999-2009 ลงเล่นไป 464 นัด และทำประตูได้ถึง 35 ประตู ซึ่งถือว่าไม่ธรรมดาเลยสำหรับกองหลัง เพราะขนาดตำนานอย่างอลัน แฮนเซ่นที่เล่นให้สโมสร 13 ปี กว่า 650 นัด ก็ยังทำได้เพียง 14 ประตูเท่านั้น เขาช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่าแชมเปียนส์ ลีก 1 สมัย, เอฟเอ คัพ 2 สมัย, ลีก คัพ 2 สมัย และยูฟ่า คัพ 1 สมัย

Hyypia ถือเป็นหนึ่งในการซื้อที่คุ้มค่าที่สุดของสโมสร เพราะเขาย้ายมาอยู่กับทีมด้วยค่าตัวเพียงแค่ 2.5 ล้านปอนด์ เท่านั้น แต่ทำผลงานได้ดี จนเชรา อุลลิเยร์ ไว้ใจมอบปลอกแขนกัปตันทีมให้ หลังจากเจมี เรดแนปป์ย้ายออกไป

เขาเป็นกองหลังที่อาจจะมีจุดอ่อนที่ความเร็ว แต่การอ่านเกมของเขาเข้าขั้นสุดยอด เขาอยู่ในทีมชุดคว้าทริปเปิลแชมป์ในปี 2001 และการจับคู่ของเขากับ เจมี คาร์ราเกอร์ ก็ช่วยพาทีมไปถึงนัดชงชนะเลิศเจ้าหูโตแห่งยุโรป โดยเขาเองก็ได้เป็นหนึ่งในขุนพลของราฟา เบนิเตซ ในนัดชิงยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีกที่อิสตันบูลด้วย โดยระหว่างเส้นทางนั้น ลิเวอร์พูลต้องพบกับยักษ์ใหญ่จากอิตาลีอย่างยูเวนตุสในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ซึ่ง Hyypia เป็นคนยิงประตูพาทีมขึ้นนำ 1-0 ที่แอนฟิลด์ และสุดท้ายลิเวอร์พูลชนะไป 2-1 ในเกมแรกที่แอนฟิลด์ โดยสามารถไปยันเสมอได้ที่ตูริน จึงผ่านเข้ารอบไปพบกับเชลซีในรอบรองชนะเลิศต่อไป

หลังการเข้ามาของแดเนียล แอกเกอร์ และมาร์ติน สเคอเทล ทำให้โอกาสลงเล่นตัวจริงของ Hyypia ลดลง เขาจึงตัดสินใจย้ายทีมไปไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ในปี 2009 โดยเกมสุดท้ายของเขากับลิเวอร์พูลเป็นเกมพรีเมียร์ลีกกับสเปอร์ส ที่แอนฟิลด์ แฟนๆพร้อมใจกันแปรอักษรเป็นชื่อและธงชาติของเขา และในช่วงท้ายเกม เดอะค็อปต่างตะโกนกดดันให้ราฟารีบเปลี่ยนตัว Hyypia ให้ลงไปเล่นที่แอนฟิลด์เป็นครั้งสุดท้าย โดยเป็นการเปลี่ยนตัวกับ สตีเว่น เจอร์ราร์ด กัปตันทีมตัวจริง เขาถอดปลอกแขน และสวมให้กับ Hyypia ตรงข้างสนาม ให้เกียรติ Hyypia ได้ทำหน้าที่กัปตันทีมลิเวอร์พูลอีกครั้ง

หลังจบเกม ทุกคนที่ได้ชมเกมในวันนั้น ได้เห็นน้ำตาลูกผู้ชายที่ชื่อ Sami Hyypia ที่หลั่งออกมาด้วยความอาลัยที่ต้องจากสโมสรแห่งนี้ไป

ปัจจุบัน เขาทำหน้าที่ผู้จัดการทีมไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น หลังจากประกาศแขวนสตั๊ดกับทีมห้างยาในปี 2011

อันดับ 9 ได้แก่ Fernando Torres

ศูนย์หน้าชาวสเปน ผู้รับใช้สโมสรในช่วงปี 2007-2011 โดยเขาลงเล่นให้ลิเวอร์พูลไปทั้งสิ้น 142 นัด แต่ทำได้ถึง 81 ประตู เรียกได้ว่าสร้างปรากฏการณ์อันสุดมหัศจรรย์ให้บรรดาเดอะ ค็อปตื่นเต้นกันยกใหญ่ทีเดียว เพราะเพียงฤดูกาลแรกเขาก็ยิงคนเดียว 33 ประตู ทำสถิติ เป็นนักเตะต่างชาติที่ยิงประตูได้มากที่สุดในฤดูกาลแรกที่ย้ายมาพรีเมียร์ลีก

แม้ว่า Torres จะไม่สามารถคว้าแชมป์ใดๆกับลิเวอร์พูลได้เลยก็ตาม แต่คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า ฟอร์มการเล่นที่ดีที่สุดจนถึงปัจจุบันของเขา อยู่ที่ลิเวอร์พูล และไม่ว่าคุณจะคิดกับเขาอย่างไร จะโกรธเคืองในช่วงเวลาและวิธีการย้ายทีมของเขาหรือไม่อย่างไร สิ่งที่เป็นความจริง คือ เดอะค็อปทุกคนเคยได้รับความสุขจากการได้เห็นเขายิงประตูให้แก่เรา ทั้ง 81 ประตู เขาทำเพื่อเรา ยิงเพื่อเรา แม้ว่าไม่อาจแปรเปลี่ยนให้เป็นถ้วยแชมป์ซักใบ แต่ทุกคนไม่อาจปฏิเสธได้แน่ว่า เคยมีความสุขในนาทีที่เขาเลี้ยงบอลเข้าเขตโทษ และซัดมันตุงตาข่าย

การจับคู่ประสานงานระหว่างเขาและสตีเว่น เจอร์ราร์ด คือ การทำให้กองหลังทุกทีมต้องพบกับฝันร้าย เมื่อทั้งคู่ยิงประตูรวมกันได้ถึง 41 ประตูในฤดูกาล 2008-2009 ทั้งๆที่ Torres มีอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่ถึงครึ่งฤดูกาล

เกมที่แฟนลิเวอร์พุลทุกคนไม่มีวันลืม สำหรับ Torres อาจจะเป็นเกมบุกไปชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่ โอลแทรฟฟอร์ดถึง 4-1 โดย Torres เป็นผู้ยิงประตูตีเสมอให้กับเรา ก่อนที่เจอร์ราร์ด, ออเรลิโอ้ และดอสเซน่า จะยิงอีกคนละประตูในเกมที่ทำให้เรากลับมามีลุ้นแชมป์อีกครั้ง

หลังการจากไปของ ราฟา เบนิเตซ Torres ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงฟอร์มการเล่นที่ตกลง และดูเหมือนเล่นฟุตบอลโดยปราศจากความสุข ในทีมของ รอย ออดจ์สัน และเมื่อ คิง เคนนี่ กลับมาทำหน้าที่ผู้จัดการทีมในเดือนมกราคม ปี 2011 ได้ไม่ครบเดือน Torres ก็ตัดสินใจขอขึ้นบัญชีย้ายทีม โดยมีเชลซียื่นข้อเสนอ 50 ล้านปอนด์เข้ามา

ปัจจุบัน เขายังค้าแข้งอยู่กับเชลซี

อันดับที่ 8 ได้แก่ Billy Liddell

ศูนย์หน้าชาวสก็อตติช ผู้รับใช้สโมสรในช่วงปี 1946-1960 ลงเล่นให้ลิเวอร์พูลไปทั้งสิ้น 534 นัด และทำไปถึง 228 ประตู โดยสถิติการพังประตูของเขาถือว่าอยู่ในลำดับที่ 1 ของสโมสร นานถึง 38 ปี กับ 55 วัน ก่อนที่เอียน รัช จะมาทำลายสถิติดังกล่าวลงได้สำเร็จ

Liddell พาทีมคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นในฤดูกาล 1946-1947 แต่เขาคือซูเปอร์สตาร์ ที่สร้างผลงานอันโดดเด่น และทำให้ทีมถูกเรียกว่า “ลิดเดลล์พูล”

เช่นเดียวกับ สตีเวน เจอร์ราร์ด ในยุคนี้ Liddell เป็นกำลังสำคัญของทีม แบกทีมไว้ และยังคงไม่ละทิ้งสโมสรไปไหนยามที่ทีมต้องตกลงไปเล่นในดิวิชั่น 2 เป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งบิลล์ แชงคลีย์ ก้าวเข้ามาเป็นผู้จัดการทีม และพาทีมเลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นในดิวิชั่น 1 อีกครั้งได้สำเร็จ น่าเสียดายที่ Liddell ไม่ทันได้อยู่จนถึงวันนั้น เพราะอีกเพียง 2 ปีหลังจากเขาเลิกเล่น บิล แชงคลีย์ก็พาทีมคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ได้สำเร็จ

แต่ไม่ว่าอย่างไร Liddell ก็ยังคงเป็นฮีโร่ของเดอะ ค็อป ไปตลอดกาล ไม่ใช่เพราะพาทีมคว้าแชมป์มากมาย แต่เพราะเขายืนหยัดเป็นทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่ทีมต่างหา

อันดับที่ 7 ได้แก่ John Barnes

ปีกชาวอังกฤษ ผู้รับใช้สโมสรในช่วงปี 1987-1997 ลงเล่นให้ลิเวอร์พูลไป 407 นัด ยิงได้ 108 ประตู ช่วยพาทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุด 2 สมัย, เอฟเอ คัพ 2 สมัย และ ลีกคัพ อีก 1 สมัย

ฝีเท้าอันน่าตื่นตาตื่นใจของ Barnes ทำให้ เดอะ ค็อป ทุกคนต้องเก็บเขาไว้ในความทรงจำอย่างแน่นอน เขามีทั้งความเร็ว ทักษะเป็นเลิศ วิสัยทัศน์ในการจ่ายบอล การยิงฟรีคิก เขามีครบยทุกอย่าง บางที เขาอาจจะเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดเท่าที่สโมสรเคยมีมาเลยก็ได้ และนั่นก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดใจ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ในวัยเด็ก ให้ยึดถือ Barnes เป็นไอดอลของเขา ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ฤดูกาล 1987-1988 Barnes เป็นส่วนสำคัญในทีมของ คิง เคนนี่ ที่พาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ด้วยคะแนนถึง 90 แต้ม โดยไม่แพ้ที่แอนฟิลด์เลย และแพ้เกมเยือนเพียงแค่ 2 นัดเท่านั้น สิ่งที่น่าตกใจในฤดูกาลนั้น คือ ทีมที่แข็งแกร่งและไร้เทียมทานอย่างลิเวอร์พูล กลับพ่ายต่อวิมเบิลดันใน ศึกชิงแชมป์เอฟเอ คัพ ไปอย่างช็อกโลก

ฤดูกาล 1989-1990 Barnes ทำถึง 28 ประตูรวมทุกรายการ และได้รับเลือกให้เป็นนักเตะแห่งปีของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ ก่อนที่อีก 16 ปีต่อมา สตีเว่น เจอร์ราร์ดจะมาได้รับรางวัลเดียวกัน

หลังจากนั้น เขาประสบปัญหาอาการบาดเจ็บ และหลังจากกลับมา เขาก็ย้ายไปเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวกลาง และยังคงทำได้ดี เป็น 11 ตัวจริงในเกมชิงลีก คัพ ในปี 1995 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมโดย รอย อีแวนส์

ฤดูกาล 1996-1997 ซึ่งเป็นฤดูกาลสุดท้ายของเขากับลิเวอร์พูล Barnes ลงเล่นถึง 47 นัด และตัดสินใจย้ายทีมหลังรับใช้สโมสรมานานถึง 10 ปี สร้างภาพเห็นความทรงจำมากมายที่เดอะ ค็อป ไม่มีวันลืม

ปัจจุบัน เขาเป็นนักวิเคราะห์เกมทางโทรทัศน์

ที่อันดับ 6 ได้แก่ กองหลังผู้เป็นตำนานอีกคนหนึ่งที่เพิ่งแขวนสตั๊ดไป Jamie Carragher

เซ็นเตอร์แบ็คชาวอังกฤษ ผู้รับใช้สโมสรในช่วงปี 1997-2013 ลงสนามให้ลิเวอร์พูลมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์สดมสรที่ 737 นัด และทำได้ 5 ประตู ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 สมัย, เอฟเอ คัพ 2 สมัย, ลีก คัพ 3 สมัย และยูฟ่า คัพ 1 สมัย ขาดเพียงแชมป์ลีกเท่านั้น แต่นั่นไม่ได้ลดทอนความเป็นตำนานของเขาลงแม้แต่น้อย

Carragher เป็นเด็กปั้นของสโมสร ที่เติบโตขึ้นมาจากอคาเดมี่ จากการสอนสั่งของ สตีฟ ไฮเวย์ โดยเริ่มต้นจากการเล่นในตำแหน่งกองหน้า!!! เขาเคยมีโอกาสได้ข้ามฟากไปทดสอบฝีเท้าที่กูดิสัน พาร์ค กับทีมขวัญใจในวัยเด็กอย่างเอฟเวอร์ตัน แต่สุดท้าย สต๊าฟที่อคาเดมี่บอกให้เขากลับมาที่ลิเวอร์พูล

เขาได้ลงเล่นในทีมชุดใหญ่ครั้งแรกในเดือนมกราคม ปี 1997 กับมิดเดิลสโบรว์ในฐานะตัวสำรอง และถัดมาที่แอนฟิลด์ กับแอสตัน วิลล่า ครั้งนี้ได้ลงตัวจริง และยังสามารถทำประตูได้อีกด้วย โดยในช่วงเริ่มต้น เขาลงเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ ก่อนจะขยับไปเป็นแบ็คขวา และในฤดูกาล 2000-2001 ที่ลิเวอร์พูลคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ Carragher ลงเล่นในตำแหน่งแบ็คซ้าย

เมื่อราฟา เบนิเตซก้าวเขามาเป็นผู้จัดการทีม เขาโยก Carragher มาเล่นในตำแหน่งที่ดีที่สุดในอาชีพของเขา นั่นคือ เซ็นเตอร์แบ็ค โดยจับคู่กับ ซามี่ ฮูเปีย พาลิเวอร์พูลเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ในปี 2005 ที่อิสตันบูล ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่า ไม่มีใครลืมจังหวะสกัดจังหวะแล้วจังหวะเล่าที่ Carragher เหยียดขาออกไปป้องกันลูกบอลจากการยิง จ่าย แทงทะลุช่องของนักเตะชั้นนำในทีมเอซี มิลาน ไม่ให้ลูกบอลทะลุไปถึงเจอร์ซี่ ดูเด็ก ได้ จนตัวเองเป็นตะคริว

และในอีกปีถัดมา กับการเข้าชิงเอฟเอ คัพ ที่แม้ว่าเขาจะทำเข้าประตูตัวเอง แต่เขาก็ไม่ก้มหน้ายอมแพ้ พยายามต่อสู้ สนับสนุนเพื่อร่วมทีมต่อไป จนกระทั่งเจอร์ราร์ดยิงประตูตีเสมอให้ทีมกลับมาในที่สุ

เจอร์ราร์ดนั้นพูดเสมอว่า Carragher ไม่ใช่รองกัปตันทีม แต่เขาคือกัปตันทีมอีกคนของลิเวอร์พูลต่างหาก ความเป็นผู้นำ เสียงตะโกนสั่งการของเขาจะดังก้องสนามอยู่เสมอโดยเฉพาะในแผงหลัง

ในปี 2010 สโมสรลิเวอร์พูลจัดเกมเกียรติยศให้แก่ Carragher ซึ่งเขาเลือกที่จะเล่นกับทีมเอฟเวอร์ตัน ทีมขวัญใจในวัยเด็ก และเขาแสดงออกถึงอารมรณ์ขันโดยการยิงประตูทั้งสองทีม เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะในเกมแห่งเกียรติยศนั้น โดยเขานำรายได้ทั้งหมดที่ได้จากเกมส่งให้มูลนิธิ 23 ซึ่งเขาเป็นผู้ก่อตั้งขึ้นมาให้ความช่วยเหลือสังคม

ต้นปี 2013 เขาประกาศว่า นี่จะเป็นฤดูกาลสุดท้ายของเขากับลิเวอร์พูล และเป็นฤดูกาลในอาชีพนักฟุตบอลของเขาด้วย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เขากำลังโชว์ฟอร์มได้ดีเสียด้วย แต่เขาก็ยืนยันที่จะไม่เปลี่ยนความตั้งใจ เพราะเขาอยากเลิกเล่นในวันที่อยู่ในฟอร์มดีให้ทุกคนจดจำและพูดถึงมากกว่า เกมสุดท้ายของเขา คือเกมลีกกับคิวพีอาร์ ที่แอนฟิลด์ ซึ่งเดอะค็อปพร้อมใจกันแปรอักษรบนอัฒจันทร์เป็นใบหน้า และชื่อย่อพร้อมเบอร์เสื้อ ‘JC23′ เพื่อเป็นเกียรติแด่ตำนานที่เราจะไม่มีวันลืม ซึ่งเมื่อเขาถูกเปลี่ยนตัวออกในช่วงท้ายเกม ทุกคนในสนามก็พร้อมใจกันยืนปรบมืออย่างกึกก้อง พร้อมกับร้องเพลงประจำตัวของเขา ‘We all dream of Team of Carraghers’ ดังลั่นแอนฟิลด์ ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่าเป็นวันปิดฤดูกาลที่มือเปล่า แต่หัวใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขและความทรงจำอันสุดพิเศษที่ได้กล่าวคำขอบคุณตำนานกองหลังผู้ยิ่งใหญ่แห่งแอนฟิลด์

ในฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ พวกเราจะได้เห็นเขาในบทบาทใหม่ นั่นคือ การเป็นนักวิจารณ์เกมให้กับสกายสปอร์ตส

สุดท้ายนี้ขอกล่าวคำว่า ‪#‎ThanksCarra‬ อีกครั้งหนึ่ง

อันดับ 5 ของเราในครั้งนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือ Luis Suarez นั่นเอง

ศูนย์หน้าทีมชาติอุรุกวัย ที่ย้ายมาร่วมทีมในช่วงเดือนมกราคม ปี 2011 โดยลงเล่นให้ลิเวอร์พูลไปแล้ว 96 นัด และทำไปได้ 51 ประตู ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ลีก คัพ ในปี 2012

เขาคือผู้มาทดแทนการจากไปของ เฟร์นันโด ตอร์เรส แต่ด้วยฟอร์มการเล่นที่สุดมหัศจรรย์ของเขา ทำให้บรรดา เดอะค็อป พร้อมใจกันโหวตให้เขาติดอันดับ 100 Players Who Shook the Kop ในอันดับที่ 5 เลยทีเดียว ซึ่งเมื่อเรานึกย้อนไปประสิทธิภาพของเขาในสนาม ที่มักทำให้เราตื่ตาตื่นใจกันได้เสมอ ก็ทำให้แฟนลิเวอร์พูลรู้สึกได้ในทันทีว่า เหมาะแล้วที่เขาจะเป็นผู้สืบทอดตำนานเบอร์ 7 ของเรา โดยเพียงแค่ช่วงครึ่งหลังของฤดูกาลแรก เขาก็ร่ายเวทมนตร์ในศึกวันแดงเดือดที่แอนฟิลด์ โดยเป็นผู้เลี้ยงหลบนักเตะแมนยูฯ หลายคน และผ่านบอลไปหน้าปากประตูในระยะ 0 หลาให้เดิร์ก เค้าท์ จิ้มบอลเข้าประตูไป เรียกว่าเป็นชอตทำเกมรุกชอตหนึ่งที่ติดตาติดใจบรรดาแฟนๆอย่างมากมาย

นอกจากทักษะอันยอดเยี่ยม เขายังเป็นมือสังหารฟรีคิกที่เฉียบคมคนหนึ่งอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นฟรีคิกยิงตีเสมอแมน ซิตี้ เมื่อต้นฤดูกาล 2012-2013 ฟรีคิกในเกมยูโรปา ลีกกับ เซนิต ที่น่าเสียดายที่มันไม่เพียงพอให้เราผ่านเข้ารอบ แต่มันก็คือหนึ่งในค่ำคืนยุโรปที่น่าจดจำถึงความห้าวหาญของเขา

ท้ายฤดูกาล 2012-2013 เขาถูกแบนจากการไปกัดอิวาโนวิช กองหลังเชลซี แต่ก็ยิงประตูรวมทุกรายการให้ลิเวอร์พูลไปถึง 30 ประตู

แม้ว่าในช่วงนี้จะมีข่าวมากมาย เรื่องที่ว่าเขาต้องการย้ายทีม แต่ไม่ว่าเขาจะอยู่หรือไป การเล่นอันน่าตื่นตาตื่นใจของเขา ก็ยังคงทำให้เดอะค็อปประทับใจอยู่ดี

สุดท้าย หวังเพียงว่า ฤดูกาลหน้า เราจะยีงมีเขาอยู่กับทีม อยู่ช่วยกันพาลิเวอร์พูลกลับไปยังจุดที่เคยเป็นอีกครั้

อันดับ 4 เขาเป็นนักเตะที่ไม่เคยได้พาทีมคว้าแชมป์ลีก แต่แฟนลิเวอร์พูลกลับรักมากที่สุดคนหนึ่ง ชื่อของเขา คือ Robbie Fowler

ศูนย์หน้าชาวอังกฤษ ผู้รับใช้สโมสรใน 2 ช่วงเวลา ได้แก่ ช่วงปี 1993-2001 และ 2006-2007 ลงสนามให้ลิเวอร์พูลทั้งสิ้น 369 นัด ยิงประตูไปถึง 183 ประตู ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ 1 สมัย, ยูฟ่า คัพ 1 สมัย และลีก คัพ 2 สมัย

Robbie “THE GOD” Fowler นักเตะที่ไม่เคยพาทีมคว้าแชมป์ลีก หรือแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก แต่แฟนบอลกลับรักเขาอย่างมากมาย ถึงกับให้ฉายาเขาว่า “พระเจ้า” เลยทีเดียว …ความรักที่เดอะค็อป มีให้แก่ Fowler มาจากความรักและความทุ่มเทที่เขามอบให้แก่ลิเวอร์พูล แน่นอนว่า ด้วยความเป็นกองหน้าจอมถล่มประตู ผู้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แฟนๆอยู่เสมอ สร้างสถิติยิงแฮตทริกที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก รวมทั้งความสามารถอันเอกอุ สัญชาตญาณในการล่าตาข่าย แต่เหนืออื่นใด …นั่นคือความรักและผูกพันต่างหากที่โยงใยเขาและแฟนลิเวอร์พูลไว้ด้วยกัน

แม้ว่าจะประสบปัญหาอาการบาดเจ็บ การขึ้นมาโด่งดังอย่างรวดเร็วของไมเคิล โอเว่น นโยบายโรเตชั่นที่อุลลิเยร์ใช้กับเขามากกว่าใคร และปัญหาส่วนตัวกับฟิล ธอมป์สัน ผู้ช่วยผู้จัดการทีมของอุลลิเยร์ ก็ไม่ทำให้ Fowler ยอมแพ้ จนกระทั่งถูกบีบอย่างถึงที่สุดให้ย้ายไปลีดส์ ในปี 2001 เขาก็จากไปราวกับคนไร้วิญญาณ แม้นเมื่อย้ายไปอยู่กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และสามารถยิงประตูใส่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้ เขากลับทำได้เพียงชู 5 นิ้วใส่แฟนยูไนเต็ดเป็นเครื่องหมายบอกว่า “พวกเรา ลิเวอร์พูลได้แชมป์ยูโรเปียนส์ คัพ 5 สมัยแล้วนะ” …เพียงเท่านั้นที่เขาทำได

จนกระทั่ง ราฟา เบนิเตซ ตัดสินใจ พาเขากลับบ้านอีกครั้งในปี 2006 …มันไม่มีอะไรจะฉุดรั้งเขาไม่ให้กลับมายังบ้านหลังนี้ได้อีกแล้ว Fowler แทบจะเซ้นสัญญา 6 เดือนโดยไม่อ่านเงื่อนไขเลยซักข้อเดียว เขาเปิดเผยว่า “ผมกลัวลิเวอร์พูลจะเปลี่ยนใจ และเอาจริงๆถ้าพวกเขาขอให้ผมเล่นให้ฟรีๆ ผมก็จะเล่นให้”

…คงไม่ต้องอธิบายอะไรอีกแล้ว กับความรัก ความผูกพันที่เขามีกับลิเวอร์พูล ซึ่งการกลับมาเป็นครั้งที่ 2 นี้ แม้เขาจะไม่ใช่ศูนย์หน้าคนเดิม ด้วยวัยที่มากขึ้น ความเร็วที่ตกลง แต่การได้เห็นเขาในสนาม กลับกลายเป็นความสุขอย่างเหลือล้นของบรรดาแฟนบอล ที่สำคัญ ทำให้เขาได้กล่าวคำอำลาอย่างเหมาะสมกับแฟนๆที่แอนฟิลด์ด้วย

ล่าสุด เขายังได้มีโอกาสอันสุดพิเศษอีกครั้งในสีเสื้อลิเวอร์พูล ในเกมเทสติโมเนียลของสตีเว่น เจอร์ราร์ด ซึ่ง Fowler กล่าวว่า “นี่อาจเป็นเกมสุดท้ายในอาชีพของเขา และมันคงไม่มีอะไรจะดีไปกว่าเกมเทสติโมเนียลของสตีเ้ว่น เจอร์ราร์ด อีกแล้ว”

ไม่ว่าเขาจะไปอยู่ที่ไหนหรือทำอะไร Fowler จะเป็นหนึ่งในครอบครัวลิเวอร์พูลไปตลอดกาล

อันดับ 3 ได้แก่ Ian Rush

ตำนานศูนย์หน้าชาวเวลส์ ผู้รับใช้สโมสรใน 2 ช่วงเวลา คือช่วงปี 1980-1987 และ 1988-1996 โดยลงสนามรวม 660 นัด ทำสถิติเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของสโมสรที่ 346 ประตู ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น แชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ 2 สมัย, แชมป์ลีกสูงสุด 5 สมัย, แชมป์เอฟเอ คัพ 3 สมัย และแชมป์ลีก คัพ 5 สมัย

Rush ถูกเซ็นสัญญามาโดย บ็อบ เพสลีย์ ด้วยวัยเพียง 18 ปี เขาต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าที่จะสามารถขึ้นมาติดทีมชุดใหญ่ได้ ปัญหาของเขาก็คือ ความคิดที่ว่า ลิเวอร์พูลเล่นเป็นทีม เล่นเพื่อกันและกัน ดังนั้น การตัดสินใจในสนามของเขาจึงเกิดข้อผิดพลาด ในจังหวะที่ควรจะยิง เขากลับจ่าย ทำให้เขามีปัญหาในการทำประตู จนถึงกับเดินไปเคาะห้องทำงานของปู่บ็อบ เพื่อขอย้ายทีม แต่ปู้บ็อบตอบเขาว่า “เราซื้อนายมายิงประตู แน่จริงก็ทำให้เราดูสิว่านายยิงประตูได้” …Rush จึงเกิดความมุ่งมั่นจะทำให้ได้ตามนั้น

คิง เคนนี่ คือ บุคคลสำคัญคนหนึ่งที่ทำให้มันเกิดขึ้น เขาพร่ำบอกรุ่นน้องในทีมคนนี้ว่า “ขอเพียงแต่นายวิ่งไปในพื้นที่ว่าง แล้วเราจะส่งบอลให้นายเอง” เขาฟังและทำตาม เราจึงได้มีคู่กองหน้าที่เข้าขารู้ใจกันที่สุดในลีกคู่หนึ่ง

Rush เป็นศูนย์หน้าโดยสัญชาตญาณ เขาเคยกล่าวว่า บางครึ่ง มันก็แค่จิ้มบอลให้ผ่านผู้รักษาประตูไป ไม่ต้องซัดเต็มข้ออย่างสวยงาม แค่ทำยังไงก็ได้ให้มันไปกองอยู่ก้นตาข่ายก็พอ

ซึ่งเมื่อเขาสามารถปรับตัวในทีมชุดใหญ่ได้ เขายิงถึง 30 ประตูใน 49 เกม ในฤดูกาล 1981-1982 และในฤดูกาลถัดมา เดือนพฤศจิกายน ปี 1982 ลิเวอร์พูลไปเยือนเอฟเวอร์ตันที่กูดิสัน พาร์ค และ Rush เหมายิง 4 ประตูใส่ทีมขวัญใจในวัยเด็ก ซึ่งลิเวอร์พูลชนะไปถึง 5-0 และในตอนจบฤดูกาล เขายิงรวม 31 ประตู

แต่ฤดูกาลถัดมา น่าจะเป็นฤดูกาลที่ดีที่สุดดดยส่วนตัวของเขาทีเดียว เพราะเขายิงถึง 47 ประตู ช่วยให้ลิเวอร์พูลคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ คือ แชมป์ลีก แชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ และลีก คัพ

และในปี 1986 ลิเวอร์พูลทำศึกเมอร์ซี่ย์ไซด์ดาร์บี้กับเอฟเวอร์ตันใน นัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ Rush ก็เป็นผู้ยิง 2 ประตู ช่วยให้ทีมของ คิง เคนนี่ คว้าดับเบิ้ลแชมป์ในฤดูกาลแรกที่เขาก้าวขึ้นมารับหน้าที่ ผู้เล่น-ผู้จัดการทีม

หลังจากนั้น เขาตัดสินใจย้ายไปยูเวนตุส แต่เพียงปีเดียว เขาก็ยอมรับว่าไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับที่นั่นได้ คิง เคนนี่ พาเขากลับบ้าน และในปี 1989 เขาก็เป็นผู้ยิงประตูชัยในศึกเมอร์ซี่ย์ไซด์เอฟเอ คัพ อีกครั้งให้ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ใบที่เก่าแก่ที่สุดในเกาะอังกฤษ หลังเกิดเหตุการณ์อันน่าเศร้าที่ฮิลล์สโบโร่

แม้นเมื่อ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ก้าวขึ้นมาจากอะคาเดมี่ของสโมสร Rush ก็เป็นเหมือนพี่เลี้ยง คอยช่วยเหลือ สอนสั่งหลายสิ่งหลายอย่างให้แก่ร็อบบี้ เขาอยู่กับทีมจนถึงปี 1996 ประตูสุดท้ายของเขาคือประตูที่ยิงใส่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในเดือนพฤษภาคม 1996 หลังจากนั้นจึงย้ายไปลีดส์ ทิ้งสถิติ 346 ประตูอันยากจะถูกทำลายไว้ให้แฟนๆได้จดจำ ซึ่งใน 346 ประตู Rush ยิงใส่เอฟเวอร์ตันมากที่สุดถึง 25 ประตูเลยทีเดียว

ปัจจุบันเขาเลิกเล่นแล้ว และทำงานเป็นทูตประจำสโมสร …Rush ไม่เคยห่างหายไปจากสโมสรลิวอร์พูลจริงๆ

อันดับ 2 ได้แก่ Kenny Dalglish

ศูนย์หน้าชาวสก็อตติช ผู้เป็นมากกว่าแค่นักเตะหรือผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล เพราะเขาคือ “คิง” คือผู้ที่ทุ่มเททำสิ่งต่างๆเพื่อสโมสรอย่างมากมาย เขาลงเล่นให้สโมสรในระหว่างปี 1977-1990 ลงสนามรวม 515 นัด ยิงประตูถึง 172 ประตู ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพ 2 สมัย, แชมป์ลีกสูงสุด 6 สมัย, แชมป์เอฟ เอ คัพ 1 สมัย และแชมป์ลีก คัพ 4 สมัย โดยหากรวมในช่วงที่เขาเป็นผู้เล่น – จัดการทีม ก็ยังมีแชมป์ลีกอีก 2 สมัย ในฤดูกาล 1978-1988 ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นปีที่ลิเวอร์พูลเล่นได้ดีที่สุดปีหนึ่ง และฤดูกาล 1989-1990 และแชมป์เอฟเอ คัพ อีก 1 สมัยในปี 1989 และเมื่อเป็นผู้จัดการทีมครั้งที่ 2 เขาก็สามารถพาทีมคว้าแชมป์ลีก คีพ ซึ่งเขายังไม่เคยได้ในฐานะผู้จัดการทีมเลยในปี 2012

คิง เคนนี่ ได้เปิดเผยในหนังสืออัตชีวประวัติของเขาเล่มล่าสุด ที่ชื่อว่า My Liverpool Home ว่า เขาพบรักกับลิเวอร์พูลมาตั้งแต่อายุ 15 ปี เมื่อมาทดสอบฝีเท้าในสัมยที่บิล แชงคลีย์คุมทีม และปรมาจารย์ชาวสก็อตก็ได้จูงใจให้เขาเซ็นสัญญากับลิเวอร์พูล แต่เขายังไม่สามารถจากบ้านมาได้ จึงเลือกไปอยู่กับเซลติกแทนจนอีก 11 ปีต่อมา บ็อบ เพสลีย์จึงได้พาเขามายังบ้านหลังนี้ บ้านที่ชื่อว่าลิเวอร์พูล

เพสลีย์ชื่นชมเคนนี่ในฐานะนักเตะว่า “ผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่โดยทั่วไปก็เหมือนกับผู้บรรเลงเดี่ยวในวงออเครสต้า พวกเขาเล่นคนเดียวและดึงให้เพื่อนร่วมทีมตกต่ำลงเพราะความสามารถที่น้อยกว่า แต่เคนนี่ไม่เป็นอย่างนั้น เขาได้นำผู้เล่นคนอื่นๆเข้าสู่เกม” …มันบ่งบอกทุกสิ่งทุกอย่างในตัวคิงได้อย่างหมดจด เพราะเขาเป็นนักเตะที่เต็มไปด้วยมันสมองทางฟุตบอล สามารถจบสกอร์เองได้และยังสร้างสรรค์โอกาสให้เพื่อนร่วมทีมด้วย

หลังช่วยให้ทีมคว้ามแชมป์มากมาย ผ่านยุคของเพสลีย์ เมื่อโจ เฟแกนเข้ามาคุมทีม เขาก็เป็นหนึ่งในขุนพลลิเวอร์พูลในฤดูกาลทริปเปิ้ลแชมป์ (1983-84) หลังจบฤดูกาลนั้น แกรม ซูเนสส์ เพื่อนรักของเขาย้ายไปร่วมทีมซามพ์โดเรีย โดยไม่ลืมที่จะชักชวน คิง เคนนี่ไปด้วย แต่เขาตอบเพื่อนรักไปว่า

“ไม่ล่ะ ฉันมีความสุขดีที่นี่ แม้ไปต่างประเทศจะได้เงินมากกว่า แต่ฉันยอมได้เงินน้อย แต่มีความสุขมากดีกว่า…”

…ขอบคุณพระเจ้าที่ลิเวอร์พูลมีนักเตะแบบนี้

หลังเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เฮย์เซล โจ เฟแกนลาออก บอร์ดบริหารตัดสินใจแต่งตั้งเขาคิงเคนนี่เป็น ผู้เล่น – ผู้จัดการทีม และเพียงปีแรก เขาก็พาทีมคว้าดับเบิ้ลแชมป์อันได้แก่ แชมป์ลีกและเอฟเอ คัพ ทั้งยังสร้างทีมของตัวเขาเองขึ้นมาจากการซื้อนักเตะอย่าง จอห์น บาร์นส์, ปีเตอร์ เบียดสลีย์ และจอห์น อัลดริดจ์ เข้ามาสร้างแผงรุกที่น่ากลัวที่สุดในลีก

แต่แล้วเหตุการณ์อันน่าเศร้าที่เกิดขึ้นกับแฟนลิเวอร์พูลที่ฮิลล์สโบโร่ ก็ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไป มันคือความเจ็บปวดที่ไม่มีวันลบออกไปจากใจของเขาได้ เขาเคยเล่าไว้ว่า…

…ในฐานะผู้ชายคนหนึ่งที่มีลิเวอร์พูลในหัวใจ บาดแผลจากเหตุการณ์ที่ Hillsborough ยังคงอยู่กับผม ผมจะไม่มีวันลืมเจ้าหน้าที่บำบัดความเครียดคนหนึ่งที่เดินเข้ามาในห้องทำงานที่แอนฟิลด์ของผมหลังเหตุการณ์โศกนาฏกรรม ถามผมว่า ผมต้องการจะพูดระบายเกี่ยวกับแรงกดดัน และความเครียดที่ผมต้องเผชิญหรือไม่ ผมเชิญเธอออกไป ใครจะมาช่วยผมจัดการกับความกดดันได้ด้วยวิธีไหน เธอคนนี้น่ะหรือ แน่นอน ผมมั่นใจว่าเธอช่วยได้แน่ และเธอเจตนาดี เพียงแต่ผมไม่เคยคิดเคยฝันว่าจะเปิดใจกับคนแปลกหน้าเกี่ยวกับเรื่องที่เป็นส่วนตัวมากอย่างนี้ ผมไม่เคยพูดเรื่อง Hillsborough กับมารีน่า (ภรรยาของคิง เคนนี่) เลยด้วยซ้ำ ผมไม่สามารถพูดถึงความรู้สึกของผมได้ ผมทำเหมือนว่ามันไม่สำคัญ The kop รอคอยผมอยู่ทุกเช้า และผมตั้งใจด้วยกำลังทั้งหมดที่ผมมี ในการช่วยเหลือผู้คนในเมืองลิเวอร์พูล อย่างไรก็ตาม ผมไม่สามารถเข้าใจได้ว่าเจ้าหน้าที่บำบัดความเครียดจะสามารถช่วยรักษาความเสียใจได้อย่างไร…(จากหนังสือ MY Liverpool Home)

ดังนั้น ใครที่ยังโกรธที่คิงทิ้งทีมไปในครั้งนั้น อยากให้เข้าใจถึงความเจ็บปวดที่เขาต้องเผชิญด้วยว่า มันมากมายและหากว่าคุณไม่ได้ยืนในที่ที่เขายืน ในฐานะผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลในวันที่ 15 เมษายน 1989 คุณจะไม่มีวันเข้าใจได้อย่างแท้จริงว่ามันเจ็บปวดเพียงไรกับภาพที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา งานศพงานแล้วงานเหล่าที่ต้องไปหลังจากนั้น สายโทรศัพท์เป็นร้อยสายที่ต้องรับและพูดจาปลอบประโลมผู้คน และการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมต่อผู้เสียชีวิต

ไม่มีใครอีกแล้วที่จะ “ให้” สโมสรมากมายขนาดนี้ และถ้าคุณได้ย้อนกลับไปมองภาพในวันที่เขาได้กลับมาคุมทีมอีกครั้งในปี 2011 คุณจะเข้าใจว่า ลิเวอร์พูลมีความหมายมากมายเพียงใดต่อผู้ชายที่ชื่อ Kenny Dalglish

ชายผู้จะเป็น “ราชันย์” ของเดอะค็อป ไปตลอดกาล

อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับ 100 Players Who Shook the Kop ในปี 2013 นี้ ได้แก่ Steven Gerrard

มิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษ ผู้รับใช้สโมสรมาตั้งแต่ปี 1998 ลงเล่นไปแล้วถึง 630 นัด ยิงประตูได้ 159 ประตู ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 1 สมัย, เอฟเอ คัพ 2 สมัย, ลีก คัพ 3 สมัย และยูฟ่า คัพ 1 สมัย ขาดเพียงแชมป์ลีกเท่านั้น แต่นั่นไม่ได้หยุดยั้งไม่ให้เขาได้รับคะแนนโหวตจากแฟนๆให้อยู่ในอันดับที่ 1 ของนักเตะที่ดีที่สุดที่สโมสรเคยมีมา

แม้ว่าเขาจะเคยได้รับการโหวตในโพลนี้มาแล้วในอันดับที่ 2 เมื่อปี 2006 ซึ่งเขากล่าวว่า

“Just to be involved is a pleasure” – “เพียงแค่ได้มีส่วนร่วมก็เป็นความยินดีแล้ว”

…เป็นความถ่อมตัวที่ถือเป็นคุณสมบัติประจำตัวเขาเลยทีเดียว

ถ้าคุณเชียร์ลิเวอร์พูลมานานซัก 15 ปี คุณน่าจะได้เห็นวันแรกของเจอร์ราร์ด ที่ได้ก้าวข้ามเส้นสีขาว ข้างสนามแอนฟิลด์ เพื่อเปลี่ยนตัวลงไปเล่นในตำแหน่งแบ็คขวาในเกมกับแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 1998

ตลอดเวลาที่ผ่านมา กัปตันของเราได้ทำสิ่งมหัศจรรย์มากมาย ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่ แฟนลิเวอร์พูลถึงจะเลิกพูดถึงลูกยิงโอลิมเปียกรอส 3-1 ที่ส่งเราเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย ยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกส์ในฤดูกาล 2004-2005 หรือลูกโหม่งตีไข่แตกในนัดชิงกับเอซี มิลาน และปีถัดมากับลูกยิงตีเสมอเวสต์แฮมในนัดชิง เอฟ เอ คัพ ซึ่งนอกเหนือไปจากลูกยิงในนัดสำคัญๆแล้ว ก็ยังมีลูกยิง ลูกจ่ายอีกนับไม่ถ้วนให้คิดถึง เกม Comeback มากมายที่เกิดจากมันสมอง สองเท้าและหัวใจสู้ของเขา และถ้ามองไปถึงวิธีการเล่น เจอร์ราร์ดก็พัฒนาการเล่นฟุตบอลได้อย่างสมบูรณ์แบบเหลือเกิน เขาเริ่มจากเล่นเป็นแบ็ค มิดฟิลด์ตัวรับ ปีกขวา มิดฟิลด์ตัวรุก จนถึงหน้าต่ำ ทำได้ทุกอย่างที่ผู้จัดการทีมสั่ง ไม่ว่าจะเป็นสกัดบอล ครองบอล จ่ายบอล ครอสบอล จนถึงทำประตู แม้แต่นักเตะผู้ยิ่งใหญ่อย่างซีเนอดีน ซีดาน ก็ยังออกมายกย่องว่า เขาเป็นกองกลางที่สมบูรณ์แบบมากที่สุด เช่นเดียวกับที่จอห์น บาร์นส์ พูดถึงเจอร์ราร์ด ว่าเป็น Perfect Midfielder เช่นกัน

…15 ปีผ่านไปนับจากวันแรกที่เจอร์ราร์ดได้ลงเล่นในทีมชุดใหญ่ หลายสิ่งเปลี่ยนแปลง ลิเวอร์พูลเปลี่ยนผู้จัดการทีมไปแล้ว 4 คน แต่เจอร์ราร์ดก็ยังคงอยู่กับทีม ทั้งๆที่มีโอกาสที่จะไปในที่ที่อาจได้แชมป์ลีกอย่างง่ายดาย แต่ที่สุดแล้ว เขาก็เลือกที่จะอยู่กับลิเวอร์พูลต่อไป โฆเซ่ มูริญโญ่ ใช้เวลา 2 ปี ตามล่าลายเซ็นของกัปตันทีมลิเวอร์พูล และเขาก็เกือบทำสำเร็จแล้วด้วย แต่ไม่รู้อะไรดลจิตดลใจให้เจอร์ราร์ดเปลี่ยนใจในนาทีสุดท้าย

ถ้าเขาเลือกไปสวมชุดสีน้ำเงินในตอนนั้น แน่นอนว่า อาจจะมีแฟนลิเวอร์พูลสาปแช่งเขามากมาย และเขาจะไม่ได้เป็นนักเตะที่ดีที่สุดที่สโมสรเคยมีมาจากการโหวตของแฟนๆอย่างนี้ แต่เขาจะได้แชมป์ลีกในทันที…เกียรติยศที่รอคอยและใฝ่ฝัน เขาจะได้ชื่อว่าได้แชมป์ในระดับสโมสรครบทุกรายการ

…อะไรกันนะที่ทำให้เขาปฏิเสธโอกาสทอง ถึงขนาดมูริญโญ่ออกปากว่า “แล้วนายจะเสียใจ”

บางคนที่โกรธเขาอาจบอกว่า เพราะลิเวอร์พูลจ่ายเงินเพิ่มให้ แน่นอน มันคือความจริงที่ว่าเขาได้เงินเพิ่ม แต่มันไม่ได้มากไปกว่าที่จะได้รับจากเชลซีอย่างแน่นอน แต่บางทีอาจจะเพราะครอบครัวและเลือดสเกาเซอร์ในตัว ที่ทำให้เขาเลือกที่จะอยู่กับสโมสรที่เปรียบเสมือนศาสนาในบ้านที่เขาเติบโตมา บ้านที่เชียร์ลิเวอร์พูล รักลิเวอร์พูล และบูชาลิเวอร์พูล บางทีอาจจะเป็นเพราะมันยากที่จะอยู่ในสถานะที่ทำให้ไม่สบายใจ เพราะเขาเป็นคนพูดเองว่า

“ผมจะสวมเสื้อสีน้ำเงินของเชลซีแล้วกลับมายืนเป็นฝั่งตรงข้ามกับแฟนลิเวอร์พูลที่แอนฟิลด์ได้ยังไง” 

แน่นอนว่า ความทะเยอทะยานเป็นส่วนหนึ่งของนักฟุตบอล ทุกคนต่างก็อยากจะได้แชมป์ และวินาทีได้แชมป์มันคงจะทำให้มีความสุขเหลือเกิน แต่มันคงไม่มีค่าอะไรเลยหากมันจะไม่ได้แบ่งปันความสุขจากความสำเร็จร่วมกับคนที่รั

บางทีคำพูดประโยคนี้คงจะตอบแทนหัวใจของกัปตันได้ทั้งหมดแล้วว่า เพราะอะไรเขาถึงอยู่ที่นี่ เพราะอะไรเขาถึงยังสวมเสื้อสีแดงเพลิงของลิเวอร์พูลอยู่ เจอร์ราร์ดได้ให้สัมภาษณ์กับเดลี่เมล์ เมื่อต้นปี 2012 ท่อนหนึ่งที่ถูกถามถึงตอนเกือบย้ายไปเชลซี เขาพูดว่า

“ผู้คนข้างนอกนั่น คนที่ไม่ได้มีความผูกพันกับสโมสรอย่างที่ผมมีอาจจะไม่เข้าใจ พวกเขาอาจจะตัดสินและพูดได้ว่า ผมจะสามารถเป็นแชมป์และหาเงินได้มากกว่านี้ถ้าผมย้ายออกไปที่ไหนก็ตาม แต่นั่นมันไม่ได้สำคัญสำหรับผมเลย เพราะผมยังคงรู้สึกอยู่เสมอว่า ผมสามารถจะเป็นแชมป์กับลิเวอร์พูลได้อีก และถ้าผมทำได้ มันจะมีความหมายมากมายต่อผม

“มันสำคัญมากกว่าสำหรับผมที่จะแบ่งปันความสุขจากความสำเร็จที่ผมหวังว่าจะได้รับในอนาคตกับผู้คนที่อยู่รอบตัวผม คนที่รักและแคร์ผม ความสัมพันธ์ของผมกับพวกเขามันเป็นอะไรที่พิเศษมาก”

เจอร์ราร์ดรู้สึกภาคภูมิใจเสมอที่ตัวเขาที่ได้เล่นให้ลิเวอร์พูล รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นกัปตันทีมลิเวอร์พูล แต่พวกเราแฟนบอลลิเวอร์พูลทุกคนก็อยากจะให้กัปตันรับรู้ด้วยเหมือนกันค่ะว่า เป็นเกียรติของพวกเราเช่นกันที่ได้มีคุณเป็นส่วนหนึ่งของทีม ของสโมสรที่พวกเรารัก

และแม้เวลาที่เหลืออยู่ในฐานะนักฟุตบอลของคุณมันจะน้อยเสียเหลือเกิน แต่อย่างน้อยก็เราคนหนึ่งล่ะที่จะยังคงมีศรัทธาว่า ความพยายามของคุณจะต้องสัมฤทธิ์ผล เราทุกคนจะต้องได้แบ่งปันความสุขจากความสำเร็จของคุณค่ะ กัปตัน …ตราบใดที่ยังไม่มีเสียงนกหวีดหมดเวลา เราก็จะเชื่อมั่นต่อไปว่ากัปตันทีมคนที่จะได้ชูถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกให้ลิเวอร์พูลจะต้องเป็นผู้ชายที่ชื่อ สตีเว่น เจอร์ราร์ด

In Gerrard…I trust. 

 

ที่มา  :  เว็บทางการ

เรียบเรียง  :  howk_ky

No related content found.

Titapa Numuppatam, Fu CrockCrack, Isara Suyavech, Watcharatorn Tanapattarchaitat, Chanamate Comasa, ภู่ระหงษ์ อมรพงษ์กุล, Neung Rangdeang, Aukkarapon Monprasit, Sorbeereen Haircut, Nitipat Phuengsakun, ฉลาม เอฟซี, K Patanakorn Sukhamal, จตุพงษ์ รักด้า คำดี, Tor Jirawat, Artit Moolkrukham, Nopparat Buachum, Kittipong Amornpitakpun, Thekop Parai, Ta Wattana, ทนงชัย กาญจนภิญพงศ์, Vipasong Pond Boonde, Ying Suparuk, Sa-art Plangphung, กานต์ นะ, Paendee Al Anas Khan, Supanat Srisoontornpanich, CaRos Za, Sebastian Karuntino, Pichit HN Chantasan, ชวกร ตูมตาม ช่วยพิทักษ์, Voraphol Vashi, Naret Kirdnoi, ได้หมด ถ้าสดชื่น, Feiya Minicooper, Tossaporn Yarnsopon, Tiwakorn Thungkum, ชีวิตเรา ใช้ซ้ะ, ThePoor Indy, สันดานอารมณ์ ตัวเอง, Jack Liver, นาย หล่วยหล่าย, Mon Sangkaew, Napapat Loedritwiriyakun, Akawat Suksawat, อ๊อดอ๊อด เด็ก สุราษฎร์ธานี, Chatchawal No Somboonsilp, Poramet Susath, Supakave Suraj, กัปตัน หงส์, I'o Pithak, Prajak Yupakarn, Sopon Jaising, อิ๊คคิว' ซัง, ลิค หยี้', ณรงค์ฤทธิ์ ปาศิริ, Thannathat Sonsiri, Shaun Ong Kop, Xaru Xaru, ภานุวัฒน์ ราชกระโทก, Zneb Sittipong, Aimm Junkboy, Naruwat Nopakun, Boy Srikhwan, นายเมธา ฟ้าแว๊ปๆ, Pongnarin Chaikam, พุทธา ช่วยศิริ, Kittiphon Kamolpop, Krasaesin Yodmetta, Nattapol Singnan, KaiZen Dakota, Phichitchai Kopon, Tum Indy, รักนะ แต่ไม่กล้าแสดงออก, Koko Yuangpueng, Surachai Chaiduangsri, Khwan Chanon Sansamran, ขอบคุณ น้ำตา, Warit Apirak, Ball Freedom, Supachai Kongsri, Champ Lerddee, ต.ตุ้ย เด็กหงส์, เอ็มแอล สตีวี่จี ยุดยา ยู, Adisak Muangklom, Handdy Wongsaya, Terng Visava, Mr'Champ Reggae, Jerachokchai Aruk, กรีฑา คลายทุกข์, Worada Jaimuang Aom, Tonami รักในหลวง, ชื่อ เพชร จบป่ะ, เริ่มต้นใหม่ กับ ใจพัง พัง, Thawatchai Palangrojwatana, เด็กเถิดเทิง เด็กเถิดเทิง, ชยณัฐ บุญรอด, Direk Karnchanathana, Chaynoi Chai-aek Moldfactory, Vespa Burapa, Charn Chai, Arucha Shane Khuansuwan, แก้วมาลูน คำปันเกย, NaTee Phongnarin, Sitthidet Srikhwan, Ball Parin, สมพร ปานสง่า, พงษ์ชัย วัฒนาบรรจงกุล, Nattida Nochaleng, Tham-paphon Nog-noke, มะ โหนก, Jo Joe, Sanit Sakphichaimongkol, Wuttichai Phusompla, Yuttapong Pintobtang, Peerayut Satapana, Jittima Hmuentong, Thanyaluck Yaikhan, สีฉางชิง เต็นท์, Mung Ming, Armor Slayers, Sert Keng Apichai, Siriluk Thongkaw, ภาคภูมิ ตั้งธรรมสุนทร, สิทธิศักดิ์ สังเกตุ, Piyasorn Komsarika, Ball Nanakhon, KorLid Isa ClasSic, วีรชน ตินานพ, Tong Naja, Jareanporn Konsanit, PI PE, Weerasu Thanadechakul, Lambit Ford, ด.ช อยู่เย็น เป็นสุข, Iwatt Toyawanich, Arthit Setkhunthod, Bobby Choovichian, Showkun Junior, หงส์ ขั้นเทพ, Khun Bundhit, Toodtoo Kraiprab, ขุนทอง เทพถาวรกูล, วัชมล ศรีดาโคตร, Chalermpol Pae Poonthawee, Jeerasak Mangsarkoo, Suriwong Piboon, ชมรมคนรักสุรา เเห่งประเทศไทย, Wongwate Wattayawong, เอก สุรพัฒน์, Bank Tischai, Pokk Cash, บอย บ้านดอย, Kao Tiwakorn, ติดปั่น' จันเกษม, Phanuwit Tongmak, Apichot Thongdee, Montree Pimmai, Sanchai Diprom, อ้อบางนา หกเก้า คณะเรา รักในหลวง, รักเธอไปทุก อ๊อฟ แอ๊บ วัน, Nutty Dhammarak, Stevie C. Kramsook, Abgarreem Wattana Rodsungnern, Tummym Khohillside, Dammee Q Daniel Nelson, Sirirut Paopan, Kampol Supsanudom, You Loving, สิทธิพร ทรัพย์มี, บี'โอ 'โอ'เค, Chuthamat Kwansri, Ton-may Bobog, N'fon Namfon, Pramote Khamwongkhong, Wuttichai Ruttana, Pinit Daungprapa, Daoning Ynwa, Ktc Moomwong, Nirut Leerai, Amontap Ninwadee, Jack Khampech liked this post

Leave a Reply