100 Players Who Shook the Kop 2013 อันดับที่ 20-11

by

 

หลายๆคนอาจจะเคยผ่านหูผ่านตากันไปบ้างแล้วกับการจัดอันดับ 100 Players Who Shook the Kop ครั้งใหม่ในปี 2013 (เคยมีการจัดอันดับเช่นนี้มาแล้วในปี 2006) หากว่าคุณได้เข้าเว็บไซต์ทางการของสโมสร หรือติดตามที่หน้าเพจ Facebook ของ lovelfc.com โดยการโหวตในครั้งนี้สโมสรเริ่มให้แฟนบอลทำการโหวต 10 อันดับนักเตะลิเวอร์พูลที่คุณชื่นชอบมากที่สุดไปตั้งแต่ช่วงต้นปี

หลังจากปิดโหวต และใช้เวลารวบรวมผลคะแนนอยู่หลายเดือน สโมสรก็เริ่มทำการประกาศผลโหวต เมื่อปิดฤดูกาล 2012-2013 โดยเริ่มประกาศจากอันดับที่ 100 ไล่ลงไปจนกว่าจะถึงอันดับที่ 1

lovelfc.com จะทำการสรุปผลไล่เรียนกันไปทีละ 10 อันดับ โดย ณ ตอนนี้ เราทำการสรุปไปถึงอันดับที่ 21 แล้ว มาตามต่อกับอันดับที่ 20-11 ดังนี้

100-players-500x295

อันดับที่ 20 ได้แก่ Steve McManaman

ปีกชาวอังกฤษที่ทุกคนน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี เขารับใช้สโมสรในช่วงปี 1990-1999 ลงสนามไป 364 นัด ทำประตูได้ 66 ประตู ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ 1 สมัย และ ลีก คัพอีก 1 สมัย โดยที่เขาเป็นพระเอกของนัดชิงทั้งสองนัดเลยทีเดียว

McManaman เป็นเพื่อนสนิทของ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ลีลาการเล่นก็จัดจ้านไม่แพ้กัน เขาสร้างความตื่นตาตื่นใจให้แฟนบอลอยู่เสมอ น่าเศร้าที่การจากลาของเขากับสโมสรเป็นไปด้วยไม่ดีนัก เมื่อมีความเข้าใจกันว่า ลิเวอร์พูลต้องการขายเขาให้บาร์เซโลน่า แต่ไม่เกิดอะไรขึ้น ปีถัดมาเขาจึงไม่ยอมต่อสัญญา และย้ายออกจากทีมด้วยกฏบอสแมน ย้ายไปร่วมทีมเรอัล มาดริด จนสามารถคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ถึง 2 สมัย

ปัจจุบัน เขาเป็นนักวิจารณ์เกมทางโทรทัศน์

อันดับที่ 19 ได้แก่ Kevin Keegan

ศูนย์หน้าชาวอังกฤษ ผู้รับใช้สโมสรในช่วงปี 1971-1977 ลงสนามให้ลิเวอร์พูล 323 นัดยิงได้ 100 ประตู ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ยูโรเปียนคัพ 1 สมัย แชมป์ลีก 3 สมัย เอฟเอ คัพ 1 สมัย และยูฟ่าคัพอีก 2 สมัย

Keegan เป็นกองหน้าคนสำคัญในทีมของ บิล แชงคลีย์ เขามีทักษะ ความคล่องตัว ความเฉียบคม ทุกสิ่งที่กองหน้าสมควรมี และคนไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า เขาคือ ตำนานหมายเลข 7 คนแรกของสโมสรลิเวอร์พูล

การจับคู่ระหว่างเขากับโตแช็ค กลายเป็นฝันร้ายของกองหลังทีมคู่แข่ง เขาทำ 2 ประตูในเกมนัดชิงเอฟเอ คัพ ในปี 1974 ช่วยให้ปู่แชงค์สามารถนำถ้วยรางวัลที่เก่าแก่ที่สุดในโลกฟุตบอลกลับไปยังแอนฟิลด์ได้สำเร็จ หลังรอคอยมาถึง 9 ปี และเป็นถ้วยรางวัลปิดท้ายการคุมทีมของปรามาจารย์แห่งแอนฟิลด์

ต้นฤดูกาล 1976-1977 Keegan ประกาศว่าอีก 1 ปีเขาจะย้ายออกจากแอนฟิลด์ ทำให้ช็อกกันไปทั้งสโมสร อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังยิงประตูให้ทีมถึง 20 ประตู พาทีมคว้าแชมป์ลีกอีกครั้ง และยูโรเปียนคัพสมัยแรกของสโมสร จากนั้นจึงย้ายไปค้าแข้งกับฮัมบูร์ก ในลีกเยอรมัน แล้วกลับมาอังกฤษอีกครั้งโดยไปอยู่กับเซาแธมป์ตัน และนิวคาสเซิล ตามลำดับ โดยเลิกเล่นในปี 1984

หลังจากนั้น 8 ปี เขากลับมารับตำแหน่งผู้จัดการทีมนิวคาสเซิล และเกือบพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ จากนั้นเขาอำลาไปอยู่กับฟูแล่ม 1 ปี จึงรับตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ ซึ่งเขานี่เองที่เป็นคนเรียก สตีเว่น เจอร์ราร์ด ในวัย 20 ปี ไปติดทีมชาติอังกฤษ

ปัจจุบัน เขาเป็นนักวิจารณ์ทางโทรทัศน์

อันดับที่ 18 ไม่มีใครไม่รู้จักเขาแน่ๆ เพราะเขาชื่อว่า Dirk Kuyt
ศูนย์หน้าชาวดัชต์ ที่รับใช้สโมสรในช่วงปี 2006-2012 ลงเล่นให้ลิเวอร์พูลไปทั้งสิ้น 285 นัด ยิงได้ 71 ประตู และช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ลีก คัพ ในปี 2012 ซึ่งแม้จะเป็นเพียงแชมป์เล็กๆแชมป์เดียวของเขากับลิเวอร์พูล แต่มันมีความหมายต่อตัวเขาอย่างมาก หลังจากทีมได้เข้าชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกในปี 2007 และเขาเป็นคนยิงประตูตีตื้นให้ทีมไล่ตามเอซี มิลานเป็น 1-2 กระนั้น มันก็ไม่เพียงพอให้ทีมชนะ ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องที่ฝังใจ Kuyt ไม่น้อยว่า เขาอยากจะคว้าแชมป์กับลิเวอร์พูลให้ได้

แม้จะใกล้เคียงกับ แชมป์ลีกอย่างเหลือเกินในฤดูกาล 2008-2009 แต่คะแนนที่น้อยไปเพียง 4 คะแนนทำให้ลิเวอร์พูลทำได้แค่รองแชมป์เท่านั้น

Kuyt ได้โอกาสล่าฝันอีกครั้งในการลงเป็นตัวสำรองในนัดชิงลีก คัพ ปี 2012 ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ และเป็นเขาที่ยิงประตูให้ทีมขึ้นนำในนาทีที่ 113 แต่ลิเวอร์พูลกลับไม่สามารถรักษาสกอร์ 2-1 ไว้ได้ แม้ก่อนหมดเวลา 3 นาทีสุดท้าย Kuyt จะเป็นคนสกัดบอลจากเส้นประตูให้ทีมรอดพ้นการเสียประตูก็ตาม แต่ลิเวอร์พูลก็มาเสียประตูในนาทีสุดท้ายจนได้ ทำให้ต้องตัดสินกันด้วยการยิงจุดโทษ

…หลังจากกัปตันทีม สตีเวน เจอร์ราร์ด และเพื่อนร่วมทีมอย่าง ชาร์ลี อดัม ยิงพลาดไปแล้ว Kuyt ก้าวเข้ามารับหน้าที่ยิงประตูเป็นคนที่ 3 และเขาต้องยิงให้ได้เพื่อตีเสมอ ซึ่งเขาก็ไม่ทำให้แฟนๆต้องผิดหวัง จัดการสังหารจุดโทษได้อย่างเยือกเย็น เป็นจุดเริ่มต้นให้เพื่อนอีก 2 คนคลายความกดดัน และทำให้ทีมคว้าแชมป์มาได้ในที่สุด

จบฤดูกาลนั้น Kuyt เลือกที่จะย้ายออกไปอยู่กับทีมเฟเนร์บาเซ่ แต่ความรักระหว่างเขากับเดอะค็อป จะยังคงอยู่เหมือนเดิมตลอดไ

อันดับที่ 17 ได้แก่ Ray Clemence

สุดยอดผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษ ผู้รับใช้สโมสรในช่วงปี 1968-1981 ลงสนามให้ลิเวอร์พูลไปถึง 665 นัด มีส่วนช่วยให้พาทีมคว้าแชมป์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ยูโรเปียนคัพ 3 สมัย แชมป์ลีก 5 สมัย เอฟเอ คัพ 1 สมัย ลีกคัพ 1 สมัย และยูฟ่าคัพ 2 สมัย

ผู้รักษาประตูคนสำคัญในยุคของทั้งบิล แชงคลีย์ และ บ็อบ เพสลีย์ โดยเขาลงสนามครั้งแรกให้ลิเวอร์พุลในเดือนกันยายน ปี 1968 และมายึดตำแหน่งตัวจริงจาก ทอมมี่ ลอว์เรนซ์ ได้ในฤดูกาล 1970-1971 โดยใน 11 ฤดูกาลจากนั้น เขาช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ลีกได้ถึง 6 สมัย และในฤดูกาล 1978-1979 เขาเป็นนักเตะคนเดียวที่ลงเล่นครบ 42 นัดในลีก และลิเวอร์พูลเสียประตูรวมในลีก แค่ 16 ลูกเท่านั้น

และตลอด 665 นัด Clemence รักาาคลีนชีตได้ถึง 323 นัด

ปัจจุบัน Clemence ทำงานเป็นหัวหน้าฝ่ายพัฒนาทีมให้กับสมาคมฟุตบอลอังกฤษ

อันดับที่ 16 ได้แก่ Roger Hunt

ศูนย์หน้าชาวอังกฤษผู้รับใช้สโมสรในช่วงปี 1959-1969 ลงสนามให้ลิเวอร์พูล 492 นัด ยิงประตูได้ถึง 286 ประตู เป็นรองดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของสโมสร โดยมีเพียง เอียน รัชที่ยิงประตูได้มากกว่าเขา พาทีมเป้นแชมป์ดิวิชั่น 1 จำนวน 2 สมัย เอฟเอ คัพ 1 สมัย และดิวิชั่น 2 อีก 1 สมัย

Hunt คือจอมถล่มประตู เป็นศุนย์หน้าตัวหลักคนแรกของบิล แชงคลีย์ และเมื่อ เอียน เซนต์ จอห์น ก้าวเข้ามาเป้นส่วนหนึ่งของทีม จึงทำให้ทีมได้ก้าวขึ้นไปอีกระดับ ในฤดูกาล 1961-1962 เขาทำ 41 ประตูใน 41 เกม ช่วยให้ลิเวอร์พูลได้เลื่อนชั้นจากดิวิชั่น 2 ขึ้นสู่ลีกสูงสุดของประเทศได้อีกครั้ง

และในปี 1994 ที่ลิเวอร์พูลสามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้สำเร็จ เขาทำ 31 ประตู และในปี 1966 อีก 30 ประตู ก่อนจะได้เป็นหนึ่งในขุนพลทีมชาติอังกฤษที่คว้าแชมป์โลกในปีดังกล่าว และแม้ว่าเอียน รัชจะเป้นเจ้าของสถิติดาวยิงสูงสุดในประวัติศาสตรืของสโมสร แต่หากนับเฉพาะในลีก Hunt คืออันดับ 1 เพราะในจำนวน 286 ประตูของเขา เป็นการยิงในลีกถึง 245 ประตู และเป็นแฮตทริกถึง 12 ครั้ง

ปัจจุบันเขารีไทร์แล้ว และอาศัยอยู่ใน Cheshire

อันดับที่ 15 ได้แก่ Emlyn Hughes

กองหลังกัปตันทีมชาวอังกฤษผู้รับใช้สโมสร ในช่วงปี 1967-1979 โดยลงเล่นให้ลิเวอร์พูลไปถึง 665 นัด ทำได้ 49 ประตู พาทีมคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ 2 สมัย แชมป์ลีก 4 สมัย เอฟเอ คัพ 1 สมัย และยูฟ่า คัพ 2 สมัย

กัปตันทีมผู้ได้รับฉายาว่า Crazy Horse จากการเป็นผู้นำของทีมที่กระตือรือล้นตลอดเวลา และแม้ยามที่เขาทำประตูได้ เราจะได้เห็นเขายิ้มกว้างด้วยความดีใจอย่างมากมาย และนั่นทำให้แฟนลิเวอร์พูลหลงรักเขา

หลังผ่านช่วงเวลาหลายปีอันแสนสุขกับการได้เป็นผู้ชูถ้วยรางวัลมากมายให้แก่สโมสร อาการบาดเจ็บและการเข้ามาของ อลัน แฮนเซ่น ก็ทำให้โอกาสของเขาในทีมของ บ็อบ เพสลีย์ ลดลง ดดยฤดูกาลสุดท้ายของเขากับลิเวอร์พูล เขาลงเล่นเพียง 16 เกมลีก และย้ายไปอยู่กับวูฟล์

เขาเสียชีวิตในเดือนพฤศจิกายน ปี 2004

อันดับที่ 14 ได้แก่ Michael Owen

ศูนย์หน้าชาวอังกฤษ ฉายา เบบี้ โกลล์ ผู้รับใช้สโมสรในช่วงปี 1997-2004 ลงเล่นให้ลิเวอร์พูลไป 297 นัด ยิงได้ 158 ประตู ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ 1 สมัย ลีกคัพ 2 สมัย และยูฟ่า คัพ 1 สมัย

ไม่ว่าคุณจะมีความรู้สึกอย่างไรต่อไมเคิล แต่เขาก็เป็นหนึ่งในนักเตะที่ยิงประตูมากมายเพื่อลิเวอร์พูล โดยเฉพาะในเอฟเอ คัพ นัดชิงชนะเลิศปี 2001 ที่คงจะไม่มากเกินไป หากจะยกให้เป็น “นัดชิงของโอเว่น” เพราะเขาคือผู้ยิง 2 ประตูให้ลิเวอร์พูลปาดหน้าอาร์เซน่อล คว้าแชมป์ที่มิลเลเนียม สเตเดี้ยม ในที่สุด

นอกจากนี้ เขายังยิงประตูในนัดชิงลีก คัพ ในปี 2003 กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอีกด้วย

ปัจจุบันเขาเลิกเล่นแล้ว และเริ่มทำงานเป็นนักวิจารณ์

อันดับที่ 13 คงทำให้ทุกคนยิ้มด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะนักเตะคนนั้น ชื่อ Xabi Alonso

มิดฟิลด์เลือดสเปน ผู้รับใช้สโมสรในช่วงปี 2004-2009 ลงเล่นให้ลิเวอร์พูลไปทั้งสิ้น 210 นัด ทำได้ 19 ประตู ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในฤดูกาล 2004-2005 และแชมป์เอฟเอ คัพ ในฤดูกาล 2005-2006

เชื่อเหลือเกินว่า ทุกคนยังคิดถึงมิดฟิลด์คนนี้อยู่เสมอ เขาเป็นโฮลดิ้งมิดฟิลด์ ผู้เป็นดั่งผู้บัญชาการกองทัพเขาเชื่อมเกมจากหลังไปหน้าได้อย่างไม่มีที่ติ เพียงแค่ปีแรกที่เขาเข้ามาร่วมทีม เขาก็แสดงให้เห้นถึงวิสัยทัศน์การจ่ายบอลอันสุดยอด ทั้งบอลยาว บอลสั้น และยังมีลูกไกลเป็นอีกอาวุธสำคัญ

Alonso เป็นผู้ยิงจุดโทษตีเสมอเอซี มิลาน ในเกมนัดชิงฯ ที่อิสตันบูล ซึ่งแม้เขาจะถูกดีด้าเซฟได้ในครั้งแรก แต่เขาก็ยังไวพอจะตามไปซ้ำเข้าประตูไป จนนำไปสู่ส่วนต่อเวลาพิเศษ และดวลจุดโทษตัดสินแชมป์ ซึ่งลิเวอร์พูลสามารถเอาชนะเอซี มิลานไปได้ คว้าถ้วยเจ้าหูโตกลับบ้านเป็นสมัยที่ 5

ปีถัดมา เขายิงไกลให้ทีมเกินครึ่งสนามให้แฟนๆได้ทึ่งในเกมเอฟเอ คัพ รอบ 3 กับลูตัน ทาวน์ และเป็นหนึ่งในนักเตะตัวจริงในทีมชุดคว้าแชมป์เอฟเอ คัพในปี 2006

ในฤดูกาลสุดท้ายของเขากับลิเวอร์พูล ฤดูกาล 2008-2009 เขาคือผู้อยู่เบื้องหลังคนสำคัญที่ทำให้ทีมได้ขึ้นไปเบียดลุ้นแชมป์กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อลิเวอร์พูลมีมิดฟิลด์ 3 ประสานที่แข็งแกร่งและสมดุลที่สุดในลีก มาสเคราโน่ตัดเกม, เจอร์ราร์ดรุกไปข้างหน้า สนับสนุนตอร์เรส ส่วนอลอนโซ่ ทำหน้าที่บัญชาทิศทางและจังหวะของเกม ซึ่งเขาทำได้อย่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติ

ซัมเมอร์ปี 2009 เรอัล มาดริด ยื่นข้อเสนอมูลค่าถึง 30 ล้านปอนด์เพื่อขอซื้อตัวเขาไปร่วมทีม และเมื่อเขาจากไป เขาได้ทิ้งรูโหว่ตรงกลางสนามที่ไม่มีนักเตะคนใดปิดมิด และทำให้แฟนลิเวอร์พูลคิดถึงเขาสุดหัวใจ อย่างไรก้ตาม เขาเองก็แสดงออกอย่างชัดเจนถึงความรัก ความผูกพันที่เขามีร่วมกับบรรดาเดอะค็อป และแม้ว่าบัดนี้ เขาจะอายุ 32 ปีแล้ว แต่แฟนๆหลายคนก็ยังคงฝันอยากเห็นเขากลับมาสวมเสื้อสีแดงเพลิงและลงเล่นที่แอนฟิลด์ในฐานะนักเตะลิเวอร์พูลอีกครั้ง

อันดับที่ 12 ได้แก่ Alan Hansen

ตำนานกองหลังและกัปตันทีมชาวสก็อตติช ผู้รับใช้สโมสรในช่วงปี 1977-1990 ลงเล่นให้ลิเวอร์พูลไปถึง 620 นัด ยิงได้ 14 ประตู ช่วยพาทีมคว้าแชมป์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น แชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ 3 สมัย แชมป์ลีกสูงสุด 8 สมัย แชมป์เอฟเอ คัพ 2 สมัย และแชมป์ลีกคัพ 4 สมัย

Hansen คือ สุดยอดเซ็นเตอร์แบ็คของ บ็อบ เพสลีย์ และคิง เคนนี่ เขาเป็นกองหลังที่มีทักษะดี ควบคุมและอ่านเกมได้ดี หลายๆครั้ง เขาพยายามเลี้ยงบอลขึ้นมาทำเกมเอง และสามารถจบสกอร์ได้ ฤดูกาล 1983-1984 เขาเป็นนักเตะคนเดียวในทีมที่ลงเล่นให้สโมสรถึง 67 เกม และช่วยให้ทีมคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ อันได้แก่ แชมป์ลีก ยูโรเปี้ยนคัพ และลีก คัพ

เขารับใช้สโมสรนาน 13 ปี ก่อนตัดสินใจแขวนสตั๊ดกับลิเวอร์พูลในปี 1990

ปัจจุบัน Hansen เป็นนักวิเคราะห์เกมที่เฉียบคมของ BBC …โดยเขาเคยกล่าวเอาไว้ว่า เหตุที่เขาไม่เลือกงานโค้ชหรือผู้จัดการทีมฟุตบอล เพราะเขาไม่สามารถอยู่กับเกมฟุตบอลได้ตลอด 24 ชั่วโมงอย่างคิง เคนนี่ หรือแกรม ซูเนสส์

อันดับที่ 11 ได้แก่ Graeme Souness

มิดฟิลด์ชาวสก็อตติช ผู้รับใช้สโมสรในช่วงปี 1978-1984 โดยลงเล่นให้ทีมไป 359 นัด ยิงได้ 55 ประตู ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ยูโรเปียน คัพ 3 สมัย, แชมป์ลีก 5 สมัย และแชมป์ลีก คัพ 4 สมัย

Souness คือมิดฟิลด์ผู้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของทีมในยุคของบ็อบ เพสลีย์ เขามีความสมบูรณ์แบบในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นเกมรับหรือเกมรุก มีทั้งวิสัยทัศน์ในการจ่ายบอลที่เฉียบคม และการตัดเกมที่เด็ดขาด โดยในนัดชิงยูโรเปียนคัพปี 1978 เขาเป็นคนจ่ายบอลให้ คิง เคนนี่ ทำประตู ให้ลิเวอร์พูลคว้าชัยชนะเหนือบรูกส์ ที่เวมบลีย์ คว้าแชมป์ยูโรเปียนคัพสมัยที่ 2 ไปครองได้สำเร็จ

และในปี 1981 เขาก็พาทีมคว้าแชมป์ยูโรเปียนคัพอีกสมัย และคราวนี้ ในฐานะกัปตันทีม เขาได้มีโอกาสเป็นผู้ชูถ้วยแชมป์ให้กับสโมสร และในฤดูกาล 1983-1984 เขาลงเล่นถึง 61 เกมใน 67 นัดและเป็นผู้ทำประตูชัยเหนือเอฟเวอร์ตัน พาทีมคว้าแชมป์ลีกคัพ

ไม่กี่เดือนถัดมา เขานำทีมไปที่กรุงโรม เพื่อลงเล่นในเกมนัดชิงยูโรเปียนคัพกับโรม่า และเป็นหนึ่งในมือสังหารจุดโทษที่ทำให้ทีมคว้าแชมป์ได้สำเร็จ และนี่เอง คือนัดสุดท้ายของเขากับลิเวอร์พูล

เขาตัดสินใจบอกกับเพื่อนสนิทอย่าง คิง เคนนี่ หลังเกมว่า เขาจะย้ายไปซามพ์โดเรีย ในอิตาลี ทิ้งผลงานระดับตำนานไว้ให้แฟนๆกล่าวถึง

อย่างไรก็ตาม Souness กลับมาที่ลิเวอร์พูลอีกครั้งในฐานะผู้จัดการทีม ในปี 1992 แต่ผลงานกลับไม่เป็นที่น่าประทับใจนัก

ปัจจุบัน เขาผันตัวไปเป็นนักวิเคราะห์เกมทางโทรทัศน์

 

แล้วมาติดตามการจัดอันดับ 100 Players Who Shook the Kop 2013 ใน 10 อันดับสุดท้ายได้ในโอกาสถัดไปค่ะ

 

ที่มา  :  เว็บทางการ

เรียบเรียง  :  howk_ky

 

No related content found.

เสธ. ราม่า, Titapa Numuppatam, 'ต้น' บุญฤทธิ์, Aukkarapon Monprasit, Pongnarin Chaikam, Surachai Chaiduangsri, Handdy Wongsaya, สันดานอารมณ์ ตัวเอง, Pentor Woraphon, Jagdao Sirivanij, Peerathas Pong Kantawong, เป็นคนในใจ เก็บไว้ก็พอ, Ta Wattana, Alongkorn Khachonphop, CaRos Za, โบยะ ฮารุมิจิ, I'o Pithak, Ying Suparuk, Daoning Ynwa, จักรี ม่วงทิม, Shaun Ong Kop, Kop Chai, Koko Yuangpueng, ผู้หญิงร้าย เพราะ ผู้ชายเลว, Chanamate Comasa, สมพร ปานสง่า, นู๋ พิม มี่, Dekhongs Sweetly, มะ โหนก, Sorbeereen Haircut, Palm Atthapol Srilert, Visutthiphop Pinphong, รักนะ แต่ไม่กล้าแสดงออก, Sompoch Pochi Suwachrungoon, Nitipat Phuengsakun, เสรี เข็มทอง, Bee Liverpool, Wuttichai Phusompla, Ton Jetsada, Stevie C. Kramsook, Jeerasak Mangsarkoo, ธิ'เบส ธนดล, Sakda Loylertlart, ต๊กโกวฉืวป้าย จอมกระบี่มาร, Atapol Suwannasem, Sukrit Jeamjarungyong, Adisak Muangklom, นิโรจน์ ปิ่นแก้ว, Wisit Thongphoo, Kitakung R. Run, Thawipark Intasup, Notto Kung, Champ Piyachat, Rianchai Anuntavipart, Luck Sirichai Luankatoke, โสด เว้ยเฮ้ย, Pep Si, ป่าม'ปาม 'ป๊าม', Sukanya Imieam, Apiwut Esso Papassonsiri, เช่อออออ' เเนน, Soontorn Damrong, Tee Twinturbo, เต้ยงัย จะใครละ, Kao Tiwakorn, Song Sakulchuthathip, Pradischai Koonsaen, ลูกแม่ค้า ภาชี, Wasabi Sashimi Sashimi, ภานุวัฒน์ ราชกระโทก, P'pimphaka Pancharoen, Pichit HN Chantasan, Meen Deedee, Muhammad Ibnu Syafi-e, มือลั่น ใสใส, พรเทพ สุขมาก, Panu Soonpacha, Kanittha Ynwa Liverpool, Thawatchai Palangrojwatana, Keetapat Boonwong, ศราวุธ ขุ่มด้วง, Charn Chai, Jerachokchai Aruk, Farm Thanakorn Samransuk, ธนชัย พิบูลกุลสัมฤทธิ์, Yai Jeeraphat, Pornpiya Disa, Tossaporn Yarnsopon, เจษ วังทองหลาง, Pk Thekop, Pumai Inma, Kot Kritsada, Keepkung Sanarux, CK Gteatie EiEi, Sujitra Tawisuwan, Kong Kaisit, Tor Jirawat, บอย บอย, Joe Totsaporn, Piypong Jamnongjit, Sitthidet Srikhwan, วัช เลือดสุพรรณฯ หัวใจลิเวอร์พูล, Sang Sang, Aadnat Niyomdacha, Beer Kabin, Salinee Khumpanaid, Kittichai Suwan, เจ้าอสูรน้อย เด็กหงส์, Sirirut Paopan, SomPong Machainam, Wissawawut Sa-ngapong, Sukprasert Reevijit, Jum Liverpool, Thammajak Boonmanee, Sy Liverpool, ศรราม จันทร์ไพโรจน์, Iove Poppy Sohot, ThePoor Indy, ขอบคุณ น้ำตา, Natdanai Yaemngam, Pinij Saeaoy, Watchara Wat, Ratchanok Nuam-Nuy, Armeen Fitree, Ball Freedom, แค่ลม พัดผ่าน, ก๋วยจั๊บ หมูเด้งงงงง, Waitayar Akkhahat, พิมพ์ชนก นาคธน, Natthanet Garisuk, Pinit Daungprapa, Wiraphat Wisetsao, Supanat Srisoontornpanich, Pae Thipakon, Toey ChannuPong, ชยณัฐ บุญรอด, สีฉางชิง เต็นท์, อ๊อดอ๊อด เด็ก สุราษฎร์ธานี, Chatchai S'a, ร้องเท้ายังมีคู่ แต่กูไม่มีใคร ณ๊ ขลุง, Beer Kraisorn, JoZa Modifiy, Voraphol Vashi, O Kung Thawat, 'ตี๋ใหญ่ รักครอบครัว, IYoyol Puttipong Soipho, I'peem Rattanaburee, Jarukiat Norsuwan, Sara Natalee Lek liked this post

1 Comment

Leave a Reply