100 Players Who Shook the Kop 2013 อันดับที่ 30-21

by

 

หลายๆคนอาจจะเคยผ่านหูผ่านตากันไปบ้างแล้วกับการจัดอันดับ 100 Players Who Shook the Kop ครั้งใหม่ในปี 2013 (เคยมีการจัดอันดับเช่นนี้มาแล้วในปี 2006) หากว่าคุณได้เข้าเว็บไซต์ทางการของสโมสร หรือติดตามที่หน้าเพจ Facebook ของ lovelfc.com โดยการโหวตในครั้งนี้สโมสรเริ่มให้แฟนบอลทำการโหวต 10 อันดับนักเตะลิเวอร์พูลที่คุณชื่นชอบมากที่สุดไปตั้งแต่ช่วงต้นปี

หลังจากปิดโหวต และใช้เวลารวบรวมผลคะแนนอยู่หลายเดือน สโมสรก็เริ่มทำการประกาศผลโหวต เมื่อปิดฤดูกาล 2012-2013 โดยเริ่มประกาศจากอันดับที่ 100 ไล่ลงไปจนกว่าจะถึงอันดับที่ 1

lovelfc.com จะทำการสรุปผลไล่เรียนกันไปทีละ 10 อันดับ โดย ณ ตอนนี้ เราทำการสรุปไปถึงอันดับที่ 31 แล้ว มาตามต่อกับอันดับที่ 30-21 ดังนี้

100-players-500x295

อันดับที่ 30 ได้แก่ Phil Neal

ฟูลแบ็คชาวอังกฤษ ผู้รับใช้สโมสรในช่วงปี 1974-1985 โดยลงสนามไปทั้งสิ้นถึง 650 นัด และยิงประตูได้ 59 ประตู ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ยูโรเปียนคัพถึง 4 สมัย แชมป์ดิวิชั่น 1 อีก 8 สมัย ลีกคัพ 4 สมัย และยูฟ่าคัพ 1 สมัย

Neal ถือได้ว่าเป็นกองหลังที่มีความคงเส้นคงวามากที่สุดคนหนึ่งของสโมสร เขาเป็นเจ้าของตำแหน่งแบ็คขวาในทีมลิเวอร์พูลตลอดยุคของบ็อบ เพสลีย์ โดยลงเล่นเกมแรกให้ลิเวอร์พูลในเดือนพฤศจิกายน ปี 1974 เป็นเกมเมอร์ซีไซด์ ดาร์บีกับเอฟเวอร์ตัน และตลอดฤดูกาลนั้น เขาลงสนามถึง 25 นัด และอีก 10 ฤดูกาลถัดมา เขาพลาดการลงเล่นเกมลีกเพียงแค่ 1 เกมเท่านั้น และเป็นผู้รับหน้าที่สังหารจุดโทษประจำทีม ซึ่งเขาก็ยิงได้ถึง 38 ประตูเป็นรองเพียงแค่ แจม โมลบี คนเดียว เท่านั้น

2 ประตูที่เป็นที่จดจำ ของ Neal คือ จุดโทษในเกมนัดชิงยูโรเปียนคัพ ปี 1977 กับโบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค และประตูแรกในอีก 7 ปีถัดมากับโรมา เขาเป็นคนที่ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงนัดชิงยูโรเปียนคัพ ทั้ง 5 ครั้ง และช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ได้ 4 ครั้ง

เดือนธันวาคม ปี 1985 สตีฟ นิโคลก้าวเข้าสู่ทีมลิเวอร์พูลและทำให้เกิดความไม่แน่นอนในตำแหน่งของ Neal เขาจึงเลือกย้ายออกไปค้าแข้งกับโบลตัน

ปัจจุบันเขาเป็นนักวิเคราะห์เกมเป็นครั้งคราว และมาดูเกมที่แอนฟิลด์เป็นประจำ

อันดับที่ 29 ได้แก่ Phil Thompson

เซ็นเตอร์แบ็คชาวอังกฤษ ผู้รับใช้สโมสรในช่วงปี 1972-1983 ลงเล่นให้ลิเวอร์พูลไป 477 นัด ยิงได้ 13 ประตู ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ยูโรเปียนคัพ 3 สมัย แชมป์ดิวิชั่น 1 ถึง 7 สมัย เอฟเอ คัพ 1 สมัย ลีกคัพ 3 สมัย และยูฟ่าคัพ 2 สมัย …ครบทุกแชมป์ สุดยอดดดดดดดด

นอกจากเป็นปราการหลังคนสำคัญของทีมในยุคของบิล แชงคลีย์ และ บ็อบ เพสลีย์ แล้ว เขายังเป็นกัปตันทีมอีกด้วย

Thompson เป็นเด็กปั้นของสโมสรที่น่าภาคภูมิใจ เขาเริ่มต้นด้วยการเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ แต่ก็ย้ายมาเป็นเป็นกองหลังในที่สุด โดยเขาเป็นที่จับตามองอย่างมากในทีมเยาวชน ในยุคของแชงคลีย์ และสามารถทะลุขึ้นมาติดทีมชุดใหญ่ได้สำเร็จ โดยได้ลงเล่นทีมชุดใหญ่เกมแรกในเดือนเมษายน ปี 1972 กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และฤดูกาลถัดมาก็ได้ลงเล่น 20 นัด ได้แชมป์ลีกและยูฟ่า คัพ กับทีม

Thompson จับคู่กับเอมลีน ฮิวส์ โชว์ฟอร์มได้ดี จะช่วยให้ทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพในปี 1974

เขาได้รับปลอกแขนกัปตันทีมจาก บ็อบ เพสลีย์ หลังฤดูกาล 1978-1979 ที่ลิเวอร์พูลเสียประตูไปเพียง 16 ประตูรวมทุกการแข่งขันตลอดฤดูกาล ในปี 1981 เขาเป็นกัปตันทีมชาวอังกฤษคนแรกที่ได้ชูถ้วยลีกคัพ และอีกไม่กี่เดือนถัดมา ก็ชูถ้วยยูโรเปียนคัพ

ทอมโม่ เคยกล่าวไว้ว่า สำหรับเขาแล้ว ถ้าให้เลือกระหว่างการเป็นกัปตันทีมลิเวอร์พูลและทีมชาติอังกฤษ เขาต้องเลือกเป็นกัปตันทีมลิเวอร์พูลอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะมันมีความหมายต่อเขายิ่งกว่าสิ่งใด

หลังการมาของ มาร์ค ลอเรนสัน ทำให้เขาได้โอกาสน้อยลง และย้ายไปเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด

เขากลับมาแอนฟิลด์อีกครั้ง เพื่อทำงานในทีมอคาเดมี่ช่วงปลายยุคของคิง เคนนี่ และอยู่กับสโมสรจนได้ก้าวขึ้นมาเป็นโค้ชในทีมชุดใหญ่ และเป็นรองผู้จัดการทีมในยุคของ เชรา อุลลิเยร์

ปัจจุบัน เขาเป็นนักวิเคราะห์ของสกายสปอร์ตส์ และยังคงมีอารมณ์ร่วมกับลิเวอร์พูลเสมอ

อันดับที่ 28 ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาชื่อ Pepe Reina

ผู้รักษาประตูชาวสเปน นายทวารมือ 1 ของเรา ผู้ที่ราฟา เบนิเตซจูงมือเข้าสู่แอนฟิลด์ในปี 2005 โดยเขาลงเฝ้าเสาให้เราไปแล้วถึง 395 นัด ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์เอฟ เอ คัพ 1 สมัย และ ลีก คัพ อีก 1 สมัย โดยเฉพาะเอฟเอคัพในปี 2006 ที่เขาสามารถเซฟจุดโทษในการดวลจุดโทษตัดสินแชมป์ได้ถึง 3 ลูก จากการยิงของ ไนเจล ริโอ โคลเกอร์, พอล คอนเชสกี้ และแอนทอน เฟอร์ดินานด์

และในปีถัดมา ในรอบรองชนะเลิศนัดที่ 2 กับเชลซี ที่ต้องเล่นกันจนถึงการดวลจุดโทษเพื่อหาผู้ชนะที่จะได้สิทธิ์ไปเล่นนัดชิงกับเอซี มิลาน เราน่าก็โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมโดยสามารถเซฟได้ถึง 2 ลูก ทำให้ลิเวอร์พูลชนะได้เข้าไปชิงเจ้าหูโตเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 ปี

เรน่าได้รางวัลถุงมือทองคำ ถึง 3 สมัยติด ซึ่งเขาเคยกล่าวถึงเรื่องนี้อย่างอ่อนน้อมถ่อมตนว่า เป็นเพราะเพื่อนในแผงหลังทั้ง 4 คนคอยช่วยเหลือ ทำให้เขาได้รับรางวัลนี้

ในฤดูกาล 2007-2011 เขาเป็นผู้รักษาประตูที่ลงเล่นทุกเกมในลีกให้แก่เรา และได้รับการโหวตให้เป็นนักเตะแห่งปีของแฟนๆในปี 2010

อันดับที่ 27 ได้แก่ Jerzy Dudek

ผู้รักษาประตูชาวโปแลนด์ ซึ่งถือเป็นนักเตะโปแลนด์คนเดียวที่เคยเล่นให้สโมสรลิเวอร์พูล โดยรับใช้สโมสรในช่วงปี 2001-2007 โดยลงสนามเฝ้าเสาให้ทีมไป 186 นัด และเป็นหนึ่งในฮีโร่อิสตันบูล

บางที สิ่งที่จะคงอยู่ในความทรงจำของแฟนลิเวอร์พูล เมื่อคิดถึงเขา คือเกมนัดชิงยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ในปี 2005 ล้วนๆเลย เริ่มจากการเสีย 3 ประตูในครึ่งแรก แต่เมื่อเพื่อนร่วมทีมช่วยกันทวงประตูคืนมาจนกลายเป็น 3-3 และเอซี มิลานบุกหนักในช่วงท้ายเกม ในขณะที่อังเดร เชฟเชงโก ได้โอกาสทำประตูจ่อๆระยะเพียงแต่ไม่กี่หลา ดูเด็กบล็อกได้ทัน และเมื่อเขาตามมาซ้ำ เขาก็ได้สร้างชอตประวัติศาสตร์ขึ้นมา จากการพยายามลุกขึ้นให้เร็วและนั่นคือการป้องกันลูกยิ่งจ่อๆซ้ำสอง ที่เขาเองก็ยอมรับว่า ไม่รู้เช่นกันว่าทำได้อย่างไร

และเมื่อถึงช่วงดวลจุดโทษ ในหัวของเขาอาจจะได้ยินเสียงตะโกนของคาร์ราเกอร์ที่พูดอะไรมากมายใส่หน้าเขาก่อนจะต้องเดินไปเฝ้าเสา ป้องกันลูกยิงของแซร์จินโญ่ และหนึ่งในคำที่คาร์ราตะโกนใส่เขาคือ “สปาเก็ตตี้เลก” 

เราทุกคนจึงได้เห็นการทำ “สปาเก็ตตี้เลก” แบบของ Jerzy Dudek ที่อาจจะต่างจาก บรูซ กรอบเบลาร์ โดยสิ้นเชิง แต่ผลลัพท์มันออกมาเหมือนกัน แซรืจินโญ่ยิงพลาด และเขาเซฟลูกยิงของปิร์โล และเชฟเชงโก ได้ ทำให้ลิเวอร์พูลสร้างปาฏิหาริย์ คว้าแชมป์ยูฟา แชมเปียนส์ลีกในปี 2005 ได้อย่างที่ไม่มีใครคาดคิด

ฤดูกาลถัดมา ราฟา ซื้อตัวเรน่าเข้ามาเป้นผู้รักาาประตูตัวหลักของทีม ทำให้โอกาสของดูเด็กในทีมลดน้อยถอยลง จนเขาตัดสินใจย้ายไปเรอัล มาดริด ในปี 2007

ปัจจุบัน เขาเลิกเล่นแล้ว

อันดับที่ 26 เขาคือผู้รักษาประตูเจ้าของท่า “สปาเก็ตตี้ เลก” ตัวจริงนั่นเอง ชื่อของเขา…Bruce Grobbelaar

ผู้รักษาประตูสัญชาติซิมบับเว ที่รับใช้สโมสรในช่วงปี 1981-1994 ลงเล่นไปถึง 628 นัด ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ยูโรเปียนคัพ 1 สมัย, แชมป์ดิวิชั่น 1 ถึง 6 สมัย ,แชมป์เอฟ เอ คัพ 3 สมัย และแชมป์ลีก คัพ 3 สมัย

Grobbelaar เป็นผู้รักษาประตูที่ บ็อบ เพสลีย์ ซื้อเข้ามาแทนที่ ตำนานอย่าง เรย์ คลีเมนซ์ เขาได้ลงเล่นทีมชุดใหญครั้งแรกในฤดูกาล 1981-1982 และในอีก 5 ฤดูกาลถัดมา เขาได้ลงเล่นครบทุกนัดในลีก และช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้ถึง 4 สมัย

แน่นอนว่าอีกสิ่งหนึ่งที่ทำใหเขาเป็นที่จดจำของแฟนลิเวอร์พูลทุกคน คือ การทำท่าขาสั่นโยกเยกขณะป้องกันจุดโทษในช่วงดวลจุดโทษตัดสินแชมป์ยูโรเปียน คัพ ในปี 1984 กับทีมโรม่า ที่สนามสตาดิโอ โอลิมปิโค ในกรุงโรม ซึ่งอาจมีส่วนทำให้นักเตะโรม่ายิงพลาด และส่งผลลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูโรเปียน คัพ สมัยที่ 4 ได้ในที่สุด

การรับใช้สโมสรยาวนานถึง 13 ปี เฝ้าเสา 628 นัด ทำให้เขาเป็นนักเตะที่ลงสนามให้กับสโมสรลิเวอร์พูลสูงสุดเป็นอันดับที่ 9

ปัจจุบัน เขาอาศัยอยู่ในประเทศแคนาดา

อันดับที่ 25 ได้แก่ Ray Kennedy

ปีกชาวอังกฤษที่รับใช้สโมสรในช่วงปี 1974-1981 ลงเล่นให้ลิเวอร์พูลไป 393 นัด ทำประตูได้ 72 ประตู พาทีมคว้าแชมป์ยูโรเปียนคัพ 3 สมัย แชมป์ลีกสูงสุด 5 สมัย แชมป์ลีก คัพ 1 สมัย และยูฟ่า คัพ อีก 1 สมัย

อันที่จริงตอนเขาย้ายเข้ามาร่วมทีม เขาเป็นศูนย์หน้าตัวกลาง เป็นการเซ้นสัญญาคนสุดท้ายของ บิล แชงคลีย์ ก่อนที่จะลงจากเก้าอี้ผู้จัดการทีม บ็อบ เพสลีย์ ขึ้นมาเป้นนายใหญ่แทน และปรับตำแหน่งให้เขาไปเล่นปีกซ้าย ในฤดูกาลถัดมา ซึ่งเขาโชว์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม จนทำให้ทีมคว้าแชมป์ลีกและยูฟ่า คัพ ในสิ้นฤดูกาล 1975-1976

เขายังเป็นหนึ่งในขุนพลชุดคว้าแชมปืยูโรเปียนคัพ สมัยแรกในปี 1977 และเป็นตัวหลักของทีมมาโดยตลอดจนการมาถึงของ รอนนี วีแลน ทำให้ทำแหน่งในทีมของเขาเปลี่ยนแปลงไป เขาจึงเลือกย้ายไปเล่นให้สวอนซี ในปี 1981

ปัจจุบันเขายังมีชีวิตอยู่ แต่โชคร้ายที่ต้องต่อสู้กับอาการป่วยด้วยโรคพาร์กินสัน

อันดับที่ 24 ได้แก่ Tommy Smith

กองหลังชาวอังกฤษ ผู้รับใช้สโมสรในช่วงปี 1963-1978 ลงสนามให้ลิเวอร์พูลถึง 638 นัด ยิงประตูได้ 48 ประตู คว้าแชมป์ร่วมกับทีมมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ยูโรเปียนคัพ 2 สมัย, แชมป์ลีกสูงสุด 4 สมัย, เอฟเอ คัพ 2 สมัย และยูฟ่าคัพ 2 สมัย

Smith คือ ผู้นำทีมของปู่แชงค์ เขาเป็นกัปตันทีมที่ได้ฐานว่า “คนเหล็กแห่งแอนฟิลด์” และนอกจากการได้สวมปลอกแขนกัปตันทีมลิเวอร์พูล ในปี 1970 เขายังได้รับตำแหน่งกัปตันทีมชาติอังกฤษด้วย

ปี 1977 ลิเวอร์พูลได้เข้าชิงชนะเลิศยูโรเปียนคัพกับโบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค เขาเป็นผู้โหม่งทำประตูที่ 2 ให้ลิเวอร์พูลขึ้นนำ 2-1 ก่อนที่ ฟิล นีล จะมายิงจุดโทษช่วยท้ายเกมให้ลิเวอร์พูลชนะไป 3-1 คว้าเจ้าหูโตกลับบ้านเป็นสมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

แชงคลีย์เคยกล่าวติดตลกถึง Smith ไว้ว่า “เขาเกิดมาเป็นผู้ชาย เขาไม่เคยเป็นเด็กชาย” นั่นแสดงถึงความแข็งแกร่งของตำนานกองหลังผู้เป็นหนึ่งในกัปตันทีมผู้ยิ่งใหญ่ของสโมสรได้เป็นอย่างดี

อาการบาดเจ็บในปี 1978 ทำให้เขาเริ่มหลุดจากทีมของเพลสีย์ เขาจึงตัดสินใจอำลาทีม โดยย้ายไปอยู่กับสวอนซี

ปัจจุบัน เขาอาศัยอยู่ในท้องถิ่นและเขียนคอลัมน์ประจำทุกสัปดาห์ให้ ลิเวอร์พูล เอคโค

อันดับที่ 23 ได้แก่ Jan Molby

มิดฟิลด์ชาวเดนมาร์ก ผู้รับใช้สโมสรในช่วงปี 1984-1995 โดยลงเล่นไป 292 นัด ยิงได้ 61 ประตู ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุด 2 สมัย, เอฟเอ คัพ 3 สมัย และลีก คัพ 1 สมัย

Molby ขึ้นชื่อว่าเป็นมิดฟิลด์ที่มีวิสัยทัศน์ในการจ่ายบอลได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะบอลยาว เขาเป็นคนที่ต้องเขามาแทนที่การจากไปของมิดฟิลด์ตัวหลักของทีมอย่าง แกรม ซูเนสส์ และเขาก็ไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง

เขาเป็นคนสร้างสรรค์โอกาสอันนำไปสู่ 3 ประตูของทีมในนัดชิง เอฟเอ คัพ กับเอฟเวอร์ตันในฤดูกาล 1985-1986 ซึ่งเป็นฤดูกาลที่ลิเวอร์พูลคว้าดับเบิลแชมป์ภายใต้การคุมทีมในฤดูกาลแรกของคิง เคนนี่

แต่อาการบาดเจ็บทำให้เขาได้ลงเล่นเพียงแค่ 8 เกมในฤดูกาล 1987-1988 ซึ่งเป็นฤดูกาลที่ลิเวอร์พูลโชว์ฟอร์มได้โดดเด่น คว้าแชมป์โดยเก็บแต้มไปถึง 90 แต้ม

และตลอดเวลาที่รับใช้สโมสร Molby เป็นหนึ่งในมือสังหารจุดโทษที่ยอดเยี่ยมที่สุด อาจจะดีที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรเลยทีเดียว เพราะเขายิงได้ถึง 42 ลูก และพลาดเพียงแค่ 3 ลูกเท่านั้น

ปัจจุบันเขาเป็นนักวิจารณ์ และผู้ร่วมบรรยายเกม

อันดับที่ 22 …อีกหนึ่งฮีโร่อิสตันบูล เขาชื่อ Dietmar Hamann

มิดฟิลด์ชาวเยอรมัน ผู้รับใช้สโมสรในช่วงปี 1999-2006 ลงเล่นไป283 นัด ทำได้ 11 ประตู ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 1 สมัย เอฟเอ คัพ 2 สมัย และลีกคัพอีก 2 สมัย

ไม่มีอะไรจะทำให้ผู้คนจดจำเขามากไปกว่า การลงสนามในช่วงครึ่งหลังของเกมนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ที่อิสตันบูล ที่เขาคือกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนแปลงแผนการเล่นของ ราฟา เบนิเตซ ที่เลือปรับระบบไปเล่นกองหลัง 3 ตัว เสริมกองกลางเพิ่มขึ้นแทนการถอดกองหลังออก เปิดทางให้สตีเวน เจอร์ราร์ด สามารถขึ้นไปสนับสนุนเกมรุกได้มากขึ้น จนทำให้ลิเวอร์พูลทำ 3 ประตูใน 15 นาที ทำให้สกอร์กลับมาเสมอกัน 3-3

Hamann อาจไม่ได้เป็นคนทำประตู แต่เขาทำให้ทีมเก็บบอลได้ และปล่อยให้เจอร์ราร์ดมีอิสระมากขึ้นในการทำเกมรุก

ไม่เพียงแค่ที่อิสตันบูล แต่เป็นที่คาร์ดีฟฟ์ในปีถัดมากับนัดชิง เอฟเอ คัพ ด้วย เมื่อเบนิเตซต้องเปลี่ยนตัวอลอนโซ่ออก เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บในช่วงกลางครึ่งหลัง ขณะที่ลิเวอร์พูลตามหลังอยู่ 2-3 ราฟาส่งแยน ครอมแครมป์ ตัวริมเส้นลงมาแทน ทำให้สมดุลแดนกลางเสียไป เจอร์ราร์ดและซิสโซโกเก็บบอลไม่ได้ จึงทำให้เขาต้องส่ง Hamann ลงมาเพื่อเก็บบอลโดยเฉพาะ และ Hamann ก็ไม่ทำให้เขาผิดหวัง ลิเวอร์พูลเก็บบอลได้มากขึ้น จนท้ายเกม เจอร์ราร์ดมีโอกาสยิงไกล และมันเข้าประตูไปอย่างเหลือเชื่อ ต่อลมหายใจ จนได้ดวลจุดโทษ

Hamann เป็นมือสังหารจุดโทษในการดวลจุดโทษตัดสินของราฟาโดยแท้ ที่อิสตันบูล เขาได้รับมอบหมายให้ยิงเป็นคนแรก ที่คาร์ดีฟฟ์ในปีุัดมาก็เช่นกัน และเขาก็ทำสำเร็จได้อย่างเยือกเย็นทั้งสองครั้งเสียด้ว

Hamann เป็นหนึ่งในสี่นักเตะลิเวอร์พูลที่เคยได้สัมผัสกับเกมนัดชิงแชมป์ฟุตบอลโลก โดยเขาลงเล่นให้เยอรมันพบกับบราซิล ในปี 2002 น่าเสียดายที่ทีมของเขาแพ้

ปัจจุบันเขาเป็นนักวิจารณ์ประจำให้กับ LFCTV

อันดับที่ 21 ได้แก่ Ian Callaghan

มิดฟิลด์ชาวอังกฤษ สเกาเซอร์จากย่านท็อกเทกซ์ เมืองลิเวอร์พูล ผู้เป็นเจ้าของสถิติลงสนามให้ลิเวอร์พูลสูงสุดที่ 857 นัด ระหว่างปี 1960-1978 โดยทำประตูให้ทีมได้ 68 ประตู ช่วยพาทีมคว้ามแชมป์นับไม่ถ้วนไม่ว่าจะเป็น แชมป์ยูโรเปียนคัพ 2 สมัย แชมป์ลีกสูงสุด 5 สมัย แชมป์เอฟ เอ คัพ 2 สมัย แชมป์ยูฟ่า คัพ 2 สมัย และแชมป์ดิวิชั่น 2 อีก 1 สมัย

ชายผู้อยู่กับสโมสรทั้งในยามที่ตกต่ำในลีกดิวิชั่น 2 และพุ่งขึ้นถึงการเป็นแชมป์ยูโรเปียนคัพ เป็นขุนพลคนสำคัญของทั้ง บิล แชงคลีย์ และบ็อบ เพสลีย์ โดยในฤดูกาล 1972-1973 เขาช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ลีก โดยสามารถทำสถิติลงเล่นครบทุกนัด และในปี 1977 เขาก็มีชื่อเป็น 1 ใน 11 ตัวจริงในทีมที่ลงเล่นในนัดชิงยูโรเปียนคัพ สมัยแรกของสโมสร ที่น่าทึ่งอย่างอย่างก็คือ จากการลงเล่น 857 นัด เขาไม่เคยได้รับใบแดงแม้แต่ใบเดียว และได้รับใบเหลืองเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

ในปี 1978 เขาย้ายออกจากแอนฟิลด์อย่างตำนาน เพื่อไปค้าแข้งกับสวอนซี

ปัจจุบัน เขายังมีชีวิตอยู่ อาศัยอยู่ในท้องถิ่น และล่าสุด เขาเป็นผู้มามอบของที่ระลึกให้แก่เจมี คาร์ราเกอร์ ในวันสุดท้ายในอาชีพของตำนานกองหลังคนล่าสุดของเรา

 

แล้วมาติดตามการจัดอันดับ 100 Players Who Shook the Kop 2013 ในอันดับที่ 20-11 ได้ในโอกาสถัดไปค่ะ

 

ที่มา  :  เว็บทางการ

เรียบเรียง  :  howk_ky

 

 

 

 

No related content found.

Tanawat Muensri, Kitsanaluck Buadaeng, Phonlawat Butpho, Aukkarapon Monprasit, Nuttawut Saithong, Khotchan Yo, Sukrit Jeamjarungyong, แบงก์ 'ซิกแซก, Koko Kamala, Nitipat Phuengsakun, Tor Jirawat, Bright Thamthiwat, Koleed Mitmana, Zuper Way, Tossaporn Yarnsopon, Noojane Uanchalee Deesuk, ภานุวัฒน์ ราชกระโทก, Khun Bundhit, Ton-may Bobog, Sukanya Imieam, Pichit HN Chantasan, นายเมธา ฟ้าแว๊ปๆ, Jeerasak Mangsarkoo, Wuttichai Phusompla, ความฮู้ สึกบอก, Handdy Wongsaya, Sleepingnon Chaimongkol, Supanat Srisoontornpanich, จุ้ยทรัพย์ จุ้ยทรัพย์ จุ้ยทรัพย์, Kduy Thanachoat, Chanamate Comasa, Aimm Junkboy, Chanavee Phonvichai, เต้ย อีหยัง เกาะฮึ, Kong Liverpool, Soontorn Damrong, Dn Ainkaew, เสือ หาญ, I'o Pithak, Nok Nanthana, เจษ วังทองหลาง, Sitthidet Srikhwan, Kanittha Ynwa Liverpool, ชลทิศ แหนผัน, Prajak Yupakarn, Wetchayan You-on, อาทิตย์ ราชสกุลทองใหญ่, สรพงษ์ จันทร์งาม, มะ โหนก, Tanadon Juntarapoo, Patchareewan Thankang, Wira Lokkathat, มั่ยหร่อ แต่มองไม่เบื่อ, Prawatyothin El Pridi, Dechathorn Ake, Farids Featuring, Chalermpol Pae Poonthawee, นรงศักดิ์ จำนงเพียร, เด็กหงส์ เบอร์แปด, Nattawee Khongkaew, เบนมอส์ ขี้เหล้าเมืองเเป้, วัชมล ศรีดาโคตร, Wongwate Wattayawong, ราเมศร์ คงสุข, Kanit Jiamdee, Phil Bunditsun, Akawat Suksawat, เสกสรรค์ สามารถ, แก้วมาลูน คำปันเกย, เจ้าอสูรน้อย เด็กหงส์, อนุวัฒน์ ไพรจิตร์, Bankk Kie, Chatchai Rompo, มือ ที่ไร้ไออุ่น, Noom MeEngineering, Pokk Cash, Max Tuvanun Boonmee, ปรีชา ศรีมงคล, Natthaphat Kowprasert, เอ็มแอล สตีวี่จี ยุดยา ยู, Ball Parin, Apirat Puypontan, Warisaraporn Sompanwang, พี่หมอ หมอรู้หมอเรียนมา, Henry Kim, Jintana Prasotang, Sittiporn Thekop Juengsrepisanu, Im-I'm Kopite, ยอด ซัง ยาหยี, วณิพก พเนจร, ณ๊องป๋อ ตัวจิ๊ด, Apiwut Esso Papassonsiri, Abgarreem Wattana Rodsungnern, Nutthapon Wipawan, บอย แมนยู, Siriluk Thongkaw, Santi Sukophan, ณภัทร พงศภัทรดนย์, บนท้องฟ้า ไม่มีอะไรแน่นอน, Cesc Fabrekaka' liked this post

Leave a Reply