10 จาก 15 แต้ม …ก็ไม่น่าเกลียด

by

liverpool-saints-lovren-goal-wide148-1067599_1600x900

               ผ่านไป 5 เกมส์ เป็นอย่างไรกันบ้างครับ เชื่อว่าระดับความพอใจของแต่ละคน “คงไม่เท่ากัน” แต่สิ่งหนึ่งที่แฟนบอลลิเวอร์พูลทุกคนน่าจะรู้สึกเหมือนกันคือ “เสียดาย”  โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เราเริ่มต้นฤดูกาลได้อย่างสวยหรู เมื่อสามารถเก็บชัยชนะได้ 3 นัดรวดพร้อมขึ้นไปยืนเป็น “จ่าฝูง” แบบภาคภูมิใจ แต่ไม่ว่าจะเป็น “โชคชะตา” หรืออะไรก็ตามแต่ที่มา “เบรก” ความต่อเนื่องของเราด้วยเกมส์ “ทีมชาติ” สิ่งที่เรากำลังดำเนินมาเป็นอย่างดีต้อง “ชะงัก” ไป 2 สัปดาห์ นอกจากนี้ปัญหานักเตะ “บาดเจ็บ” ก็รุมเร้า ทำให้เราไม่สามารถจัดทีมชุดเดิมที่เก็บชัยชนะ 3 นัดรวดได้

319328_heroacoutie2

              หลายคนอาจจะโทษ “ซาโก้” ที่เข้ามาเติมเต็มในตำแหน่ง ”โคโล ตูเร่” ได้ไม่สมบูรณ์  (เมื่อเทียบกับผลงาน 3 นัดแรก) แต่หากเราพิจารณาปัญหาการ “บาดเจ็บ” ทั้งของ “ตูเร่ และ แอกเกอร์” ทำให้ “ซาโก้” ต้องรีบลงสนาม ทั้ง ๆ ที่เพิ่งย้ายมาร่วมทีมเพียงแค่  2 สัปดาห์ และทำผลงานได้ขนาดนี้ จริง ๆ ส่วนตัวคงต้องบอกว่า “พอใจ” และมองว่าก่อนตลาดปิด การที่เราได้ “ซาโก้” อาจรวมไปถึง “อิโลริ” เข้ามาร่วมทีมนั้นสุดสำคัญ หากเราจะมองในแง่ของการทดแทนนักเตะบาดเจ็บ ผมยังนึกภาพไม่ออกเลยหากเราไม่ได้ “ซาโก้” เข้ามาก่อนตลาดปิด เกมส์ที่เจอกับ “สวอนซี” และ “เซาแธมป์ตัน” จะเป็นอย่างไร “แอกเกอร์ จอห์นสัน โคอาเตส เคลลี ซิสโซโก้” บาดเจ็บ “ตูเร่” เพิ่งหายจากการบาดเจ็บ “เอนริเก้” ยังไม่สมบูรณ์เมื่อได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติม เราจะเหลือกองหลังที่สมบูรณ์ไว้ใช้งานเพียงแค่ “สเคอร์เทล และวิสดอม” ซึ่งโดยส่วนตัวผมยังมองว่าปัญหานี้ ส่งผลต่อผลงานของทีมไม่น้อยกว่าการขาดหายไปของ “คูตินโญ” ที่หลายคนมักพูดถึงกันเลย หรือหากเราจะมองกันถึงเรื่อง “การทำทีมระยะยาว” เมื่อเรามองไปในทีม ”ลิเวอร์พูล” แล้วเราจะเห็นว่า ทั้งในส่วน “กองหน้า” และ “กองกลาง” (ยกเว้น สตีเวน เจอร์ราด กัปตันทีม) ล้วนมีอายุ ไม่เกิน 26 ปี จะมีเพียงแผง “กองหลัง” ที่อายุเข้าใกล้เลข 3 กันทุกคน (ตูเร่ ยิ่งอายุ 32 ) ดังนั้น การเข้ามาของ “ซาโก้” ผมจึงมองว่า “บีร็อด” น่าจะมองถึงการวางตัวไว้เป็นกองหลังตัวหลักใน 1 – 2 ปีข้างหน้ามากกว่า

               ย้อนกลับไปที่ผลงานของทีม จริง ๆ แล้วการที่เราเก็บได้ 10 จาก 15 แต้ม มันไม่น่าจะใช่เรื่องเลวร้ายจนเกินไป โดยเฉพาะหากเรานำไปเปรียบเทียบกับทีมที่ยังไม่แพ้ใครในฤดูกาลนี้เมื่อแข่งขันกันทีมละ 5 เกมส์อย่างทีม “เอฟเวอร์ตัน”ที่ทำได้เพียง 9 จาก 15 แต้มเต็ม (น้อยกว่าเราอีก) และหากผลการแข่งขันของทีมอื่น ๆ ที่จะแข่งกันในวันอาทิตย์ 22 ก.ย.56 เป็นใจให้เราบ้าง เราน่าจะยังอยู่ในเป้าหมาย คือการติดท็อป 4 (และขอเกาะกลุ่มไปก่อนในช่วงนี้) ซึ่งส่วนหนึ่งเราน่าจะพอใจในสถานการณ์เช่นนี้ เพราะเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในฤดูกาลที่แล้วนั้น ถือได้ว่าเราพัฒนาขึ้นเพราะ 5 เกมส์แรกของฤดูกาลก่อนเรายังไม่ชนะใครเลย  อีกทั้งการ “พ่ายแพ้” ในนัดนี้บางทีน่าจะส่งผลดีมากกว่าผลเสียด้วยซ้ำ  เมื่อการ “พ่ายแพ้” เกิดขึ้นในเวลาที่ “เหมาะสม” พอสมควร เพราะมันยังเป็นเพียงช่วงเวลาของการ “เริ่มต้น” ฤดูกาลเท่านั้น ยังพอมีเวลาให้เราปรับแก้ไขจุดบกพร่องได้ อีกทั้งเมื่อมองไปที่ “ตารางคะแนน” เราจะเห็นว่าการที่เราแพ้เกมส์นี้ยังไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับเรามากมายนัก และด้วยนักเตะเราส่วนใหญ่ ยังไม่เคยมีประสบการณ์ในการลุ้นแชมป์ หากเรายืนอยู่บน “จุดสูงสุดของตารางคะแนน” ในช่วงนี้ ดูจะกดดันตัวนักเตะอยู่ไม่ใช่น้อย เราอาจจะสังเกตได้จากเกมส์กับ “สวอนซี” ที่เราทำได้เหมือนกับ 3 เกมส์แรก คือ สามารถขึ้นนำ “คู่แข่ง” ได้ในครึ่งเวลาแรก และในครึ่งหลังเน้นตั้งรับรอสวนกลับ ซึ่งใน 3 เกมส์แรก เรา “เอา” อยู่ แต่ในเกมส์กับ “สวอนซี” เป็นอะไรที่เราต้องเรียนรู้วิธีการอื่น ๆ บ้างในการรักษาสกอร์ เช่นกันกับเกมส์ที่พบกับ “เซาแธมป์ตัน” ที่เราต้องหาวิธีแก้เกมส์ในครึ่งเวลาหลัง

               เอาน่า !!!   มองไปข้างหน้า เรายังมีอีก 33 เกมส์รออยู่ ช่วยกันเชียร์กันต่อไป ให้ผ่าน 10 เกมส์ไปแล้วเหมือนที่ “ร็อดเจอร์” บอกนั่นแหละ มันถึงจะพอมองเห็นปลายทางคร่าว ๆ ได้ เพราะตอนนี้มันยังเร็วเกินไปที่จะไปสรุปผลงานทีม หรือแม้กระทั่งผลงานของตัวนักเตะเอง ที่เราจะบอกว่าใครดีหรือแย่ มีตัวอย่างที่น่าสนใจ อย่าง “เกเร็ท เบล”  ที่ใช้เวลาร่วม 3 ปี กว่าจะแจ้งเกิดได้ เพราะฉะนั้นช่วงนี้ มันเพิ่งเริ่มฤดูกาลเอง ใจเย็น ๆ ให้เวลานักเตะเราปรับตัวบ้าง( ถ้าไปไม่ได้จริง ๆ ปีหน้าก็โดนขายเองแหละ ฮ่า)

1379129351-0

            สุดท้าย ต้องขอแสดงความยินดีกับตำแหน่งผู้จัดการทีมและนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนสิงหาคม 2556 กับ “เบรแดน ร็อดเจอร์” และ “ดาเนียล สเตอร์ริด” ที่ได้รับรางวัล “คู่”  ซึ่งจากสถิติที่ผ่านมาของ “ลิเวอร์พูล” เคยเกิดเหตุการณ์ ได้รับรางวัลนี้แบบ “ดูโอ” มาแล้ว และมีสถิติเล็ก ๆ น้อยเกี่ยวกับรางวัลนี้ที่น่าสนใจ คือ

เดือนธันวาคม 1995 ร๊อบบี้ ฟาวเลอร์ กับ รอย อีแวนส์

เดือนมกราคม 1996 ร๊อบบี้ ฟาวเลอร์  สแตน คอลลีมอร์  รอย อีแวนส์                จบฤดูกาล อันดับ 3 = 71 แต้ม

เดือนพฤศจิกายน  2001 แดนนี่ เมอร์ฟี่  ฟิล ธอมป์สัน                                         จบฤดูกาล อันดับ 2 = 80 แต้ม

เดือนมีนาคม  2009 สตีเวน เจอร์ราดและ ราฟา  เบนิเตซ                                    จบฤดูกาล อันดับ 2  =86 แต้ม

               ผมไม่ได้มาบอกว่าเมื่อจบฤดูกาลเราจะเป็นอย่างไร แค่นำสถิติเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผ่านมาให้ดูกันเล่น ๆ ซึ่งมันบอกว่าเมื่อใดที่เราได้ “รางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมและผู้เล่นยอดเยี่ยม” พร้อมกัน ทุก ๆ ครั้ง มันหมายความว่าเป็นฤดูกาลที่เราได้ลุ้นแชมป์และติดท็อปโฟร์ทุกครั้ง ส่วนใครจะคิดเห็นเป็นเช่นไรก็แล้วแต่จะพิจารณากันเถิด…..

 

//ฮีโรอิค

47 Comments

Leave a Reply