Merseyside Derby Match มนต์เสน่ห์ที่ไม่เคยเลือนหาย

by

                (FILE PHOTO) Brendan Rodgers Close To Securing Liverpool Job-854364

               เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า “เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี้ แมตซ์” นั้นหมายถึงการโคจรมาพบกันเองของทีมร่วมเมืองลิเวอร์พูล คือ ลิเวอร์พูล กับ เอฟเวอร์ตัน เคยได้ยินคำว่า “ลอนดอน ดาร์บี้แมตซ์” หรือ “แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้แมตซ์” มาบ้าง ก็เคยคิดเล่น ๆ ว่าทำไม ไม่เป็นลิเวอร์พูลดาร์บี้แมตซ์” แต่มาคิดดูอีกที “เมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้ แมตซ์” นี่แหละที่ดูไพเราะ และมีเอกลักษณ์มากกว่า 2 ชื่อ ข้างต้นซะอีก (ฮ่า)(^-^)  “เมอร์ซี่ย์”  คือ ชื่อของแม่น้ำที่ไหลผ่านตัวเมืองลิเวอร์พูล ส่วนเมอร์ซี่ย์ไซด์ คือ ชื่อภูมิภาค เมื่อลิเวอร์พูลและเอฟเวอร์ตัน ทีมร่วมเมืองมาพบกันเอง จึงเป็นที่มาของคำเท่ ๆ ว่า “Merseyside Derby Match”

               จำได้ว่าเมื่อก่อนเคยเล่นเกมส์ CM 2  (นานมาแล้ว) เวลาดูในส่วนของข้อมูลของทีมจะพบว่าส่วนที่เป็น rival ที่แปลความหมายออกมาได้ว่า “คู่ปรับหรือคู่ต่อสู้”  ของลิเวอร์พูล มีอยู่ 3 ทีม คือ เอฟเวอร์ตัน แมนฯยูฯ และ ทรานเมียร์ โรเวอร์ (เพราะทรานเมียร์ ก็เป็นอีกทีมหนึ่งที่อยู่ร่วมเมืองลิเวอร์พูลเช่นกัน) แต่ปัจจุบัน ทรานเมียร์ โรเวอร์ เล่นอยู่ในดิวิชั่น 1 ขนาดของทีมในปัจจุบันแตกต่างจากลิเวอร์พูลและเอฟเวอร์ตันอยู่พอสมควรทำให้ ความน่าสนใจลดน้อยถอยลงไป  ทำให้ปัจจุบัน ทีมที่เป็นคู่ปรับตัวฉกาจ ของลิเวอร์พูลเหลือเพียงแค่ 2 ทีมเท่านั้น คือ แมนฯยูฯ และเอฟเวอร์ตัน ที่เมื่อยามเจอกันคราใด จะสู้แบบถวายหัว ไม่มีใครยอมใคร  มันเป็นเกมส์ที่มีความหมายมากกว่า 3 คะแนน เพราะมันคือ “เกมส์แห่งศักดิ์ศรี”

                แม้ว่าในระยะหลัง เอฟเวอร์ตัน จะเป็นลูกไล่ให้กับลิเวอร์พูลอยู่บ่อยครั้งจนอาจมองดูได้ว่าเสน่ห์แห่งเมอร์ซี่ย์ไซด์ได้เลือนหายไปเสียแล้ว  แต่เชื่อได้ว่าแฟนบอลลิเวอร์พูลและเอฟเวอร์ตันในอังกฤษไม่มีใครคิดอย่างนั้นแน่(รวมถึงแฟนบอลในเมืองไทยหลาย ๆ คน) และยังคงให้ความสำคัญกับดาร์บี้แมตซ์นี้เสมอ เพราะที่สืบทราบมา ตั๋วชมเกมส์การแข่งขัน ของ “เมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้ แมตซ์” นั้นขายหมดเร็วที่สุด และขายดีกว่า “ศึกวันแดงเดือด” ที่แฟนบอลมักพูดถึงเป็นอันดับแรกเสียอีก หรือแม้แต่ “กัปตันจี”สตีเว่น เจอร์ราด ก็เคยบอกเป้าหมายในฤดูกาลนี้ของลิเวอร์พูลเอาไว้ว่า “ต้องจบด้วยอันดับ TOP 4 (1-4) และมีอันดับเหนือเอฟเวอร์ตัน” ซึ่งคำกล่าวข้างต้นของกัปตันถือเป็นเครื่องยืนยันความสำคัญของเกมส์การแข่งขันนี้ได้เป็นอย่างดี

ก่อนการพบกันครั้งนี้ ลิเวอร์พูลและเอฟเวอร์ตัน เคยพบกันมาแล้วทั้งสิ้น 220 ครั้ง แบ่งเป็น

ลิเวอร์พูล ชนะ    87     ครั้ง

เอฟเวอร์ตัน ชนะ 66    ครั้ง

เสมอ                   67    ครั้ง

                 บอกได้เลยว่าส่วนต่างที่ลิเวอร์พูลชนะมากกว่า ส่วนหนึ่งมาจากการคุมทีมของเดวิด มอยส์เป็นหลัก หรือพูดง่าย ๆ ว่า ระยะหลัง ๆ มานี้เอง ที่เรามักทำได้ดีกว่าเอฟเวอร์ตัน จำได้ว่าเมื่อก่อนแทบจะแยกไม่ออกว่าระหว่างแมนฯยูฯ กับเอฟเวอร์ตัน ไม่ชอบใครมากกว่ากัน เพราะหากนึกถึงเกมส์ที่ต้องเจอกับเอฟเวอร์ตัน สิ่งแรกที่ทำให้นึกถึงคือ เกมส์ที่ใส่กันไม่ยั้ง “ใบเหลือง ใบแดง” ปลิวว่อนสนาม และชื่อของ”บิ๊กดังค์” ดันแคน เฟอร์กูสัน (สงสัยไม่ชอบคนนามสกุลนี้ ฮ่า) ยังคงชวนให้นึกถึงเป็นอันดับแรก ๆ เมื่อนึกถึงเกมส์ “เมอร์ซี่ย์ไซด์” เพราะ เวลาพบกันคราวใดเจ้านี่แหละ ที่มักทำประตูลิเวอร์พูลได้เสมอ ๆ แต่นักเตะที่รู้สึกไม่ชอบมากที่สุด โดยส่วนตัวนั้น ยังคงนึกถึง “ฟรานซิส เจฟเฟอร์” จากเหตุการณ์ที่ทำให้ ซานเดอร์ เวสเตอร์เฟลด์ โดนไล่ออกจากสนาม ส่วนเกมส์ที่รู้สึกประทับใจก็คือเกมส์ที่ “บิ๊กแม๊ค”(เอฟฯมีบิ๊กดังค์เราก็มีบิ๊กแม๊ค)  แกรี่ แมคอัลลิสเตอร์ ยิงฟรีคิกระยะ 44 หลาดับซ่าเอฟเวอร์ตัน แบบสุดมันส์ 2-3 ในนาทีสุดท้าย และถ้าให้นึกถึงท่าดีใจ(สะใจ) คงยกให้ท่าพุ่งล้มของ “หลุยส์ ซัวเรซ” และ และ และ ยังคงมีอีกหลาย ๆ เหตุการณ์ในความทรงจำของเกมส์เมอร์ซี่ย์ไซด์ ที่ไม่สามารถลืมได้เลย และเชื่อว่าผู้อ่านหลาย ๆ ท่านคงรู้สึกไม่ต่างกัน เพราะเกมส์เมอร์ซี่ย์ไซด์ แม้จะเป็นเกมส์ที่ ดุเดือด ต่างฝ่ายต่างต้องการเอาชนะสักเพียงใด แต่สุดท้ายเมื่อการแข่งขันสิ้นสุดลง สิ่งที่ยังหลงเหลือก็คือ “มิตรภาพ” ระหว่าง “เพื่อน”เพื่อนร่วมเมือง ระหว่างเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง หรือระหว่างครอบครัว  เพราะในบ้านแต่ละหลัง มักจะแบ่งเป็นกองเชียร์ ลิเวอร์พูลกับเอฟเวอร์ตัน บางบ้านพ่อ กับพี่สาวเป็นเดอะค็อป แต่แม่กับ น้องชายกลับเป็น เอฟเวอร์โตเนี่ยนซะงั้น และสิ่งนี้แหละที่ทำให้กลายมาเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของเกมส์เมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้ไปเสียแล้ว

           derby2-รวม

           และในเกมส์นี้คงมีหลายคนคงจับตาดูผลงานของ มาร์ติเนซ กับ ร็อดเจอร์ส เพราะเมื่อฤดูกาลก่อนทั้ง 2 คนกลายเป็นตัวเต็งที่จะเข้ามารับงานเป็น “กุนซือ” ของลิเวอร์พูลก่อน จะเป็น “ร็อดเจอร์ส” ที่เข้าป้ายไป ส่วน “มาร์ติเนซ” แม้จะพาทีมวีแกนตกชั้นแต่เค้าก็ได้เขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับสโมสรได้สำเร็จด้วยการพาทีมคว้าแชมป์ เอฟ.เอ.คัพ ได้เป็นครั้งแรกของสโมสร

           โดยปัจจุบันเอฟเวอร์ตัน ที่มี “โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ” คุมบังเหียน กำลังทำผลงานได้เป็นอย่างดี เมื่อเก็บไป 20 คะแนน จาก 11 เกมส์ โดยเฉพาะเกมส์ในบ้านยังไม่แพ้ให้กับทีมใดเลย ส่วนทีมเยือนลิเวอร์พูล ภายใต้การนำทีมของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ก็ใช่ย่อยปีนี้มาดีเช่นกัน เมื่อเก็บไป 23 คะแนน จาก 11 เกมส์ รั้งตำแหน่งรองจ่าฝูงอยู่ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นการโคจรมาพบกันในครั้งนี้ต้องบอกว่าเป็นมวย(บอล)ที่ถูกคู่ ถูกเวลา ต่างฝ่ายต่างกำลังทำผลงานดีด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งลิเวอร์พูลจะประมาทไม่ได้เลยหากหวังจะมีแต้มออกจาก “กูดิสันปาร์ค” และเชื่อว่านักเตะลิเวอร์พูลทุกคน รู้ว่าการไปเยือนเอฟเวอร์ตันครั้งนี้ไม่ง่ายแน่  และนี่คงเป็นบททดสอบ “ร็อดเจอร์” อีกบทหนึ่งว่าจะสามารถพาทีมก้าวผ่านอุปสรรคครั้งนี้ได้หรือไม่ และถ้าทำได้สามารถเก็บ 3 คะแนนจากเอฟเวอร์ตันได้สำเร็จ นอกจากจะได้ความสะใจ พร้อมสร้างขวัญกำลังใจให้ทีมได้แล้ว ยังเป็นการทำคะแนนทิ้งห่างหนีเอฟเวอร์ตันได้อีกต่างหาก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในเกมส์นี้คือจะพาลิเวอร์พูลที่ลงสนามก่อนอาร์เซน่อล จะกลับไปยืน ตำแหน่งสูงสุดบนตารางคะแนนสูดอากาศได้เต็มปอดอีกครั้งด้วย

 family

//heroic

2 Comments

Leave a Reply