ซัวเรซระดับโลก !?

by

4608__5552__131205-lfcnor7

หากย้อนไปเมื่อช่วงก่อนเปิดฤดูกาล คงจำกันได้ถึงเหตุการณ์ที่ “หลุยซ์ ซัวเรซ” แสดงออกในสื่อต่าง ๆ ว่าต้องการย้ายออกจากลิเวอร์พูล ด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นด้านครอบครัว หรือความต้องการลงเล่นฟุตบอลสโมสรยุโรป (ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก) ไม่ว่าจะเหตุผลใด ๆ ล้วนทำให้แฟนบอลสะเทือนใจทั้งสิ้น บ้างก็เข้าใจ แต่ส่วนใหญ่จะออกแนวต่อว่ามากกว่า ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยเพราะคงไม่มีใครต้องการขายนักเตะคนสำคัญของทีมออกไป โดยเฉพาะ  “เบรนแดน ร็อดเจอร์ส”  และกลุ่มทุน FSG มีความตั้งใจจริงที่จะเก็บนักเตะรายนี้เอาไว้มากกว่าจะปล่อยให้ทีมอื่น โดยเฉพาะทีมคู่แข่งโดยตรงอย่าง “อาร์เซน่อล” เพราะนั่นไม่ต่างไปจากการหยิบยื่นอาวุธให้ศัตรูเลย

บอกตามตรงผมรู้สึกแปลกใจไม่น้อยที่ลิเวอร์พูล สามารถคว้าตัวอดีตนักเตะฝึกหัดของ “นาซิอองนาล” รายนี้มาครอบครองได้ ถึงแม้จะมีหลาย ๆ ทีมที่ให้ความสนใจอยู่ก็ตามที เพราะนักเตะรายนี้ได้บอกให้ทั้งโลกได้รู้ว่าเค้าคือ “ของจริง” อยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะลงสนามให้ทีมใดก็ตาม โดยเริ่มตั้งแต่ในปี 2005 “ซัวเรซ” ได้เริ่มต้นสร้างชื่อให้ตัวเองเมื่อได้รับโอกาสในทีมชุดใหญ่ของ “นาซิอองนาล” โดยลงสนามทั้งสิ้น 29 นัดและทำได้ 12 ประตูจากการลงสนามในฤดูกาลแรกและฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมนี้เองก็ได้ทำให้ ”โกรนิงเกน” ทีมสโมสรในลีกสูงสุดของฮอลแลนด์ได้คว้าตัวเค้าไปร่วมทีมด้วยค่าตัว 800,000 ยูโร และจบฤดูกาลนั้นด้วยการทำไป 10 ประตูจากการลงสนาม 29 นัด จากนั้นในฤดูกาลถัดมาได้ย้ายมาร่วมทีม “อาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม” ด้วยค่าตัว 7.5 ล้านยูโร ตลอดระยะเวลา 3 ปีเศษ “ซัวเรซ” ทำไป 111 ประตูจากการลงสนามทุกรายการให้อาแจ๊กซ์ 159 นัด  นั่นคือความเก่งกาจของเค้าที่ทำให้อดประหลาดใจไม่ได้จริง ๆ ต่อการย้ายมาร่วมทีมลิเวอร์พูลทีมที่ไม่ได้ไปเล่นฟุตบอลถ้วยยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกในเวลานั้น หรือบางทีนี่อาจจะเป็นสิ่งที่เรียกว่าโชคชะตาก็ได้ เหมือนที่ชื่อลูกสาวของ “ซัวเรซ” คือ “Delfina ที่นำมาเรียงใหม่ได้ว่า “Anfield” พอดี

 ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะนิสัยส่วนตัวของซัวเรซเองที่มีพฤติกรรมสุดห่ามในหลาย ๆ อย่าง ถ้าจำไม่ผิดเคยมีข่าวว่า “ซัวเรซ” ในวัย 15 ปีเคยโดนใบแดงไล่ออกจากสนามในข้อหาเอาหัวโขกหน้าผู้ตัดสินมาแล้ว จากนั้นสมัยอยู่โกรนิงเกนก็ดิ้นรนเพื่อขอย้ายทีมไป “อาแจ๊กซ์” โดยฟ้องให้สมาคมฟุตบอลฮอลล์แลนด์มาช่วยเหลือ และก่อนจะย้ายมาลิเวอร์พูล เคยกัดคอ “อ็อตมัน บัคคาล” จนได้ฉายามนุษย์กินคนมาครอง และโดนแบนทั้งจากสมาคมและทางต้นสังกัดรวม 9 นัด อีกทั้งได้ปฏิเสธ การซ้อมกับเพื่อนร่วมทีมเพื่อบีบให้เค้าได้ย้ายมาลิเวอร์พูล (ก่อนที่จะกลับไปอำลาแฟนบอลอาแจ๊กซ์อีกครั้ง)  ซึ่งผมมองว่านี่คือเหตุผลหลักเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หลาย ๆ ทีมไม่พร้อมที่รับความเสี่ยงนี้ ทั้ง ๆ ที่ “ซัวเรซ” เพิ่งพาทีมอุรุกวัยคว้าอันดับ 4 ในฟุตบอลโลกที่แอฟริกาใต้มาหมาด ๆ ด้วยซ้ำแต่เป็นลิเวอร์พูลที่ “กล้า” รับความเสี่ยงนี้ อาจเป็นเพราะเจ้าของทีมเป็นนักธุรกิจเข้าใจกฎของความเสี่ยง “High Risk High Return” ยิ่งเสี่ยงมากผลตอบแทนก็ยิ่งมาก ตัดสินใจยื่นข้อเสนอ 22.8 ล้านปอนด์คว้าตัว “หลุยส์ ซัวเรซ” มาร่วมทีมได้ในที่สุด

วันนี้ได้พิสูจน์แล้วว่านี่คือการ “เสี่ยง” ที่คุ้มค่าอีกครั้งหนึ่งของลิเวอร์พูล และบางทีสิ่งที่ “ซัวเรซ” ได้ทำกับลิเวอร์พูล ทั้งการ “งอแง” ขอย้ายทีม หรือ กรณีการ “กัด” อิวาโนวิช หรือการโดนแบนกรณี “Porque, negro?” กับ “เอฟร่า” ทั้งหมดนั้นหากมองให้ดีมันไม่ใช่สิ่งใหม่ มันเป็นสิ่งที่ซัวเรซเคยทำมาแล้วในอดีต และดูเหมือน “ลิเวอร์พูล” ก็เตรียมใจพร้อมรับสิ่งเหล่านี้เอาไว้บ้างแล้วเหมือนกัน การจัดการปัญหาต่าง ๆ จึงดูเรียบร้อย และคลี่คลายไปในทางที่ถูกต้องอย่างรวดเร็ว และตอนนี้ผลงานที่เค้าได้ทำในสนามดูเหมือนจะกลบเรื่องราวแย่ ๆ ต่าง ๆ ในอดีตไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วถึงวันนี้(12/12/56) ซัวเรซลงสนามให้ลิเวอร์พูล ไป 107 นัดทำได้ 65 ประตู เฉลี่ยเกมส์ละ 1.6 ประตู  โดยเฉพาะในฤดูกาลนี้ เพิ่งลงสนามในลีกไป 10 นัด ทำไปแล้ว 15 ประตู(มีการแก้ไขประตูที่ 4 ในเกมส์กับเวสต์แฮมให้เป็นประตูของซัวเรซแล้ว) และทำอีก 6 แอสซิส สาบานได้ว่านี่คือติดโทษแบนไป 6 นัด !!!  แต่ตอนนี้นำดาวซัลโวแบบเดี่ยว ๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ด้วยผลงานอันเอกอุนี้เองทำให้ชื่อของซัวเรซ ถูกนำไปเปรียบเทียบกับ 2 สตาร์ ระดับโลกอย่าง “เมสซี และ โรนัลโด้” แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะหากจะเทียบกันที่ความหลากหลาย ในแง่การสร้างประโยชน์ให้ทีม แบบที่เมสซีและโรนัลโด้ ทำแล้วชั่วโมงนี้ยังมองไม่เห็นใครนอกจาก “ซัวเรซ” ที่ทำได้ใกล้เคียงเหลือเกิน  ภายใต้สภาพแวดล้อมของเพื่อนร่วมทีมที่ไม่เอื้อประโยชน์ให้เท่ากับนักเตะ 2 รายข้างต้น และผมคงไม่ปฏิเสธว่ายังมีนักเตะอีกหลายรายในโลกนี้ก็สุดยอดไม่แพ้กัน เช่น “อิบราฮิโมวิช” “ฟัลเกา” “คาวานี””ฟาน เพอร์ซี่” “กุน อเกวโร” และอีกหลายคนที่ไม่ได้เอ่ยถึง เพียงแต่ว่านักเตะในกลุ่มหลังที่เอ่ยถึงนี้หากวัดกันที่ความคมในการจบสกอร์  บอกได้เลยว่าไม่เป็นรองใครในโลกนี้แน่  แต่หากจะมองกันในแง่การสร้างประโยชน์ให้ทีม หรือ ความครบเครื่องของนักเตะตำแหน่ง “กองหน้า” ไม่ว่าจะเป็นการยิงประตูในหลากหลายรูปแบบ  การทำประตูด้วยลูกตั้งเตะ หรือแม้แต่การลากเลื้อยทะลุทะลวง นักเตะน้อยคนนักที่จะสามารถทำได้ทุกอย่างเช่นนี้ และมันเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะมันไม่ใช่การ”ฟลุ๊ค” สถิติการทำประตูให้ลิเวอร์พูลกว่า 65 ประตู ด้วยเวลาเพียงแค่ 2 ฤดูกาลเศษได้ตอบคำถามและข้อพิสูจน์ทุกสิ่งอย่างในตัวมันเอง  หากเราลองย้อยนึกกลับไปถึงประตูต่าง ๆ ที่ซัวเรซได้ทำไว้ มีหลาย ๆ ลูกที่ทำให้เราต้องร้อง (โอ้ … โห) ลูกเลี้ยงหลบนักเตะแมน ฯ ยู ฯ 3-4 คน ก่อนที่ “เดิร์ด เค้าท์” จะยิงประตูที่ง่ายที่สุดในชีวิตยังคงตรึงใจ ลูกยิงไกล (บางคนบอกไดร์ชู๊ต) ใส่นอริชยังคงตะลึงไม่หาย รวมไปถึงลูกที่พักอกเอาบอลลงนิ่ม ๆ ก่อนแตะหลบ “ทิม ครูล” เข้าไปทำประตูแบบไม่ยากเย็นยิ่งทำให้รู้ว่านักเตะคนนี้มี “คลาส” ขนาดไหนและนั่นคงเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของประตูทั้งหมดที่ซัวเรซทำให้ลิเวอร์พูล ตอนนี้เค้าอายุ 26 ปี ยังมีเวลาที่จะสร้างสถิติใหม่  ๆ ได้อีกเยอะ ทำให้ไม่น่าแปลกใจเลยหากช่วงปีใหม่จะมีข่าวเรื่องการย้ายทีมของซัวเรซเต็มพื้นที่หน้าข่าวในหนังสือพิมพ์อีกครั้ง

209_20130731120705.

ดูเหมือน “ร็อดเจอร์ส” จะรู้เรื่องนี้ดี ก็ได้ออกมาบอกถึงความรู้สึก(เดิม)อีกครั้งว่าไม่ต้องการขายซัวเรซให้กับทีมใด ๆ ทั้งสิ้น เช่นเดียวกันกับ “เจอร์ราด” และ “คาวานี” ที่ออกมาชมซัวเรซว่ามีดีพอที่จะยืนเคียงข้างเมสซีและโรนัลโด 2 สตาร์ที่ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดในโลก โดยเฉพาะ “คาวานี” กองหน้า PSG นักเตะค่าตัว 55 ล้านปอนด์ ได้เสริมด้วยว่าหากซัวเรซต้องย้ายทีมต้องเป็นค่าตัวที่สูงกว่า “เกเร็ท เบล” นักเตะค่าตัวสถิติโลกคนปัจจุบันอย่างแน่นอนและล่าสุด “เจมี คาราเกอร์” ก็ไม่ยอมน้อยหน้าเมื่อได้ออกมาบอกว่า “ซัวเรซเป็นผู้เล่นที่อาจจะดีที่สุดที่เคยเล่นให้ลิเวอร์พูล” นั่นอาจหมายรวมถึง “ไมเคิล โอเว่น” อดีตเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ด้วย  การที่หลาย ๆ คนออกมาพูดเช่นนี้มันเหมือนมีนัยแฝงอยู่ในตัวเองอยู่แล้วว่าหากใครจะมาพรากซัวเรซไปจากลิเวอร์พูล “ไม่ง่ายแน่” เงิน 40 ล้านปอนด์บวกกับ 1 เพ็นซ์ เก็บใส่ลิ้นชักไปได้เลย ซึ่งผมก็ได้แต่หวังเป็นอย่างยิ่งว่า “ซัวเรซ” จะไม่ย้ายหนีไปไหนและจะไม่ “งอแง” อีกโดยเฉพาะในช่วงเวลานี้

แต่หากจะพูดถึงการ “งอแง” ของซัวเรซเมื่อช่วงก่อนเปิดฤดูกาล ผมอดคิดไม่ได้จริง  ๆ ว่ามันก็มีผลทางบวกต่อฟอร์มการเล่นของทีมในฤดูกาลนี้เช่นกัน การที่ “หงส์แดง” ไต่อันดับได้สูงอยู่อันดับ 2 บนตารางคะแนนแม้จะผ่านมากว่า  1 ใน 3 ของเกมส์การแข่งขันแล้วนั้น อาจเป็นเพราะ การที่ซัวเรซต้องการย้ายออกไป เหมือนเป็นการส่งสัญญาณให้ทุกคนในทีมได้รู้ว่า หากลิเวอร์พูลยังไม่สามารถพัฒนาฟอร์มการเล่นได้ ตัวเค้าเองคงไม่ใช่ผู้เล่นคนสุดท้ายที่ย้ายออกจากลิเวอร์พูล แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่เหตุการณ์ในช่วงก่อนเปิดฤดูกาลเท่านั้น อาการต่าง ๆ ในช่วงปรีซีซั่นที่หลายคนกังวลไม่มีให้เห็นอีกแล้ว เพราะสิ่งที่เค้าได้แสดงให้ทุกคนได้เห็นในสนามมันคือความทุมเทที่เกินร้อยเช่นเดิม เหมือนราวกับว่าช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น

20131205044504_liverpool_v_norwich_luis_suarez_first_goal_pa_3046358

บางทีในตอนนี้…อาจจะยังไม่สำคัญว่า “ซัวเรซ” อยู่ในระดับไหน?  เท่ากับขอเพียงแค่ว่าให้  “รักษา” ฟอร์มปัจจุบันให้ได้ โดยเฉพาะการพาทีม “ลิเวอร์พูล” เผชิญหน้ากับคู่แข่งใน 4 เกมส์ข้างหน้านี้ ที่จะต้องไป เยือนสเปอร์ แล้วกลับมาเล่นในบ้านกับคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ก่อนที่จะออกไปเยือนแมน ฯ ซิตี้ ที่เอติฮัด แล้วปิดท้ายปีด้วยการไปเยือนเชลซี ซึ่งถือว่าเป็นโปรแกรมที่โหดส่งท้ายปีเก่าเลยทีเดียว  หากว่ามิสเตอร์ “ซัวเรซ” ยังคง “รักษา” ฟอร์มการเล่นที่ดีนี้ได้ไปจนจบฤดูกาลตอนนั้นทุกอย่างจะเป็น “คำตอบ” ให้ “คำถาม” ในวันนี้ได้ว่าสิ่งที่ทุกคนคิดในตอนนี้เป็นอย่างไร? ต่อชายคนหนึ่งที่พร้อมทำประตูทุกเมื่อไม่เว้นแม้แต่ระยะ 40 หรือ 50 หลา ก็ตามที

19 Comments

Leave a Reply