This Is ANNfield by howk_ky, บทความ - Columns — December 16, 2013 at 3:59 pm

TIA Column : บุกไปยำไก่ถึงถิ่น…ไม่ได้ฝันไปใช่มั้ยเนี่ยยยย

by

 

ก่อนอื่น ขอสารภาพก่อนเลยว่า ดีใจมาก ดีใจที่สุด ที่ไม่ต้องมานั่งเขียนบทความในลักษณะที่ว่า ขาดกัปตัน เหมือนขาดใจ …

spurliv

เพราะเชื่อว่าก่อนเกมที่ลิเวอร์พูลจะไปเยือนสเปอร์สที่ ไวท์ ฮาร์ต เลน เชื่อเหลือเกินว่า แฟนหงส์หลายคนคิดว่า แค่เสมอกลับมาได้ก็พอใจแล้ว ด้วยความที่ทีมกำลังประสบปัญหาขาดนักเตะคนสำคัญไปหลายคน ไม่ว่าจะเป็นแดเนียล สเตอร์ริดจ์, โฆเซ่ เอนริเก้ จนถึง สตีเวน เจอร์ราร์ด กัปตันทีม ให้กับอาการบาดเจ็บ ที่จะทำให้พวกเขาหมดสิทธิ์ลงช่วยทีมตลาดช่วงคริสต์มาส ซึ่งเป็นช่วงที่มีโปรแกรมแข่งขันค่อนข้างถี่ ซ้ำลิเวอร์พูลยังต้องออกไปเยือนทีมในระดับต้นๆของลีกถึง 3 นัด เริ่มด้วยการไปเยือนสเปอร์ส กลับมาเปิดบ้านรับคาร์ดีฟฟ์ ออกไปเยือนแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และเชลซี ตามลำดับ

เริ่มจากการออกไปเยือนสเปอร์ส ทีมที่มีสถิติข่มลิเวอร์พูลอยู่ไม่น้อยในช่วงหลังๆ เพราะเกมล่าสุดที่เราสามารถออกไปคว้าชัยได้ในถิ่นลอนดอนเหนือ ต้องย้อนไปไกลถึงวันที่ 11 พฤษภาคม 2008 วันสุดท้ายของฤดูกาล 2007-08 ในยุคของราฟา เบนิเตซเลยทีเดียว ที่ลิเวอร์พูลบุกไปเอาชนะสเปอร์สได้ถึงถิ่น 2-0 และจากวันนั้นจนถึงวันที่ 14 ธันวาคม 2013 …5 ฤดูกาลเต็มที่เราไม่สามารถบุกไปคว้าชัยชนะในถิ่นไวท์ ฮาร์ต เลน ได้ และกับเกมเมื่อวานนี้ ก็ต้องยอมรับว่าตัวผู้เล่น เราเป็นรองอยู่ไม่น้อย มีนักเตะเยาวชนที่อายุไม่เกิน 20 ปี ลงสนามเป็นตัวจริงถึง 2 คน ในตำแหน่ง แบ็คซ้าย …จอน ฟลานาแกน และ ตัวรุกริมเส้นด้านขวา …ราฮีม สเตอร์ลิ่ง นอกจากนี้เรายังขาดกัปตันทีมตัวจริงอย่างสตีเวน เจอร์ราร์ด ผู้เป็นหัวใจสำคัญในการบัญชาเกมแดนกลางของลิเวอร์พูลมาตั้งแต่เริ่มฤดูกาล

แต่ลิเวอร์พูลแสดงให้เห็นถึงหัวใจสู้ที่แข็งแกร่ง และสมาธิอันแน่วแน่…

เพราะตลอด 90 นาทีที่ไวท์ ฮาร์ต เลน ลิเวอร์พูลทำได้เหนือกว่าสเปอร์สในทุกๆทาง ทั้งการครองบอล, การจ่ายบอลเพื่อทำเกมรุก, การสกัดและดักทางบอล รวมถึงการป้องกันประตู และมันเป็นอย่างที่สตีเวน เจอร์ราร์ดตอบคำถามทางช่องสกาย สปอร์ต เลยว่า “นี่คือเกมที่ดีที่สุดของร็อดเจอร์ส และเฮนเดอร์สัน ตั้งแต่พวกเขาเข้ามาอยู่ที่สโมสรแห่งนี้”

ช่างน่าเสียดายที่กัปตันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในทีมอันยอดเยี่ยมเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา 

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่สิ่งที่สำคัญเลย ตราบใดที่ทีมเก็บชัยชนะ และโชว์ฟอร์มได้ดี เราทุกคนก็สามารถยิ้มด้วยความสุขได้ รวมทั้งกัปตันด้วย

เกมนี้ ร็อดเจอร์สใช้ระบบ 4-2-3-1 ให้ลูคัสกับอัลเลนคุมแดนกลาง ใช้คูตินโญ่ เฮนเดอร์สัน สเตอร์ลิ่ง และซัวเรซ เล่นเกมรุก

ด้วยความสัตย์จริง ตั้งแต่ดูลิเวอร์พูลในมือของร็อดเจอร์สมา โดยส่วนตัว เราไม่เคยรู้สึกเลยว่า ระบบการยืนตำแหน่งใดที่เขาใช้จะดีกว่ากัน ไม่ว่าจะเป็น 4-3-3, 4-2-3-4, 3-5-2 หรือ 4-4-1-1 …ทุกระบบที่กล่าวมา ร็อดเจอร์สเคยใช้มาแล้วทั้งสิ้น และต่างก็มีเกมที่ใช้ได้ผลดี และเกมที่ออกมาไม่ดี ดังนั้น สำหรับเราแล้ว ระบบการยืนของลิเวอร์พูลในมือของร็อดเจอร์สนั้นกลายเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ปัจจุยหลักของความสำเร็จในเกมเลย แน่นอนว่ามันมีผล แต่มันไม่ใช่ปัจจัยหลัก ปัจจัยแห่งความสำเร็จหลักๆ คือ การทำตามแผนการที่ได้ตระเตรียมมามากกว่า หากนักเตะทำตามแผนได้ ไม่ว่าพวกเขาจะยืนตำแหน่งกันแบบใด เปอร์เซ็นต์ชนะจะสูงกว่าเสมอและแพ้ มันอาจเป็นเหมือนคำตอบที่กำปั้นทุบดินนะ กับการบอกว่า ทำตามแผนแล้วจะดีเอง แต่มันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ยกตัวอย่างในเกมกับฮัลล์ ซิตี้ ที่ลิเวอร์พูลเล่นกันได้แย่มาก ความจริง ระบบการเล่นแทบไม่ได้ต่างกับนัดเจอสเปอร์ส แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสนามต่างหากที่ตัดสินเกม ลิเวอร์พูลผ่านบอลได้แย่ ความแม่นยำน้อยกว่าที่เคยทำได้ มีปัญหากับการป้องกันลูกกลางอากาศ และจังหวะการเล่นในเกมที่อาจไม่เป็นใจในหลายๆครั้ง

แต่เกมกับสเปอร์ส เรามองว่า จังหวะการเล่นค่อนข้างจะเป็นใจกับเรา ทั้งการแย่งบอล การจ่ายบอลที่ทำกันค่อนข้างดีมาก รวมถึงความเฉียบคมในการยิงประตูด้วย ที่อาจจะเป็นเกมหนึ่งที่มีเปอร์เซ็นต์การยิงเข้ากรอบมากที่สุดเลยทีเดียว กับการยิง 20 ครั้ง เข้ากรอบ 10 ครั้ง …50% เลยนะคะ เกมกับนอริช ลิเวอร์พูลยิงเข้ากรอบถึง 12 ครั้ง แต่เป็น 12 ครั้งจากการยิงถึง 28 ครั้ง คิดเป็นความแม่นยำที่ 42.86% น้อยกว่าเกมกับสเปอร์สเสียอีก เรื่องแบบนี้ก็เป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆในการพัฒนาคุณภาพของทีม ซึ่งถ้าดูสถิติก็จะรู้ว่า ทีมเรามีแนวโน้มที่จะดีขึ้นเรื่อยๆ

ชนะเจ้าถิ่นอย่างสเปอร์สถึง 5-0 มันเป็นผลการแข่งขันที่แทบทำให้แอบหยิกแขนตัวเองจริงๆว่า นี่ใช่ความจริงหรือเปล่า …หยิกแล้วเจ็บแหะ (แปลว่ามันจริง!!!) แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะ เปาลินโญ่ถูกไล่ออกไปจากจังหวะยันซัวเรซสูงถึงหน้าอก (น่าเกลียดมากๆ) แต่ถึงแม้จะมี 11 ต่อ 11 เราก็ทำได้ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด อาจมีจังหวะหลุดๆของแผงกองหลัง และกองกลางจ่ายบอลพลาดบ้าง แต่ก็น้อยเต็มที แถมสเปอร์สยังขาดความเฉียบคมอย่างแรง เพราะพวกเขามีโอกาสยิงประตู 9 ครั้ง แต่พวกเขากลับยิงไม่เข้ากรอบเลยแม้แต่ลูกเดียว!!!

และหากมองนักเตะเป็นรายบุคคล คนแรกที่อยากพูดถึง คือ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน …เราดีใจกับประตูของเขายิ่งกว่าประตูแรกของซัวเรซเสียอีก เพราะมันคือการปลดล็อก อย่างที่เคยเขียนถึงไปนานแล้ว (อยากอ่านลองย้อนดูบทความเก่าๆได้) ว่า เฮนเดอร์สัน คือ มรดกอันล้ำค่าจาก คิง เคนนี่ เขาเป็นนักเตะคนแรกในช่วงซัมเมอร์ ปี 2011 ที่เคนนี่ซื้อมาร่วมทีมด้วยค่าตัวที่หลายคนถึงกับขมวดคิ้วว่า มันแพงเกินไปหรือเปล่ากับนักเตะดาวรุ่งที่ยังไม่เห็นความโดดเด่นอะไรมากมาย

เฮนเดอร์สันอาจไม่ใช่นักเตะที่โดดเด่นมากนัก แต่เขาเป็นนักเตะที่มีความสมดุลในการเล่นเกมรุกและเกมรับ เขาอ่านเกมและดักทางบอลได้ดี ขยัน(โคตรๆ) มีวิสัยทัศน์ในการจ่ายบอลอันตรายหรือลูกคิลเลอร์พาส สิ่งเดียวที่ดูจะเป็นปัญหาในความครบเครื่องของเขา คือ วิญญาณเพชรฆาต ซึ่งมันก็ฝึกฝนกันได้ และเราก็มีความหวังว่าเขาจะพัฒนาจุดนั้นขึ้นมาได้ ดังนั้น การที่เขาทำประตูได้ มันจึงเป็นรางวัลแห่งความพยายาม และเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับการพยายามทำสิ่งทำอยู่ต่อไปด้วย

hendo

คนที่สอง คือ ราฮีม สเตอร์ลิง อันนี้บอกตามตรงว่า นัดแรกที่เขาได้กลับมาลงเล่นตัวจริง เราแอบเหวอเล็กๆ เพราะเขาเหมือนไม่ใช่ราฮีมคนเดิม ที่เคยมีความเหนียวแน่นในการเลี้ยงและครอบครองบอล แต่ผ่านไป 2 นัด เราก็คิดว่า เขาเริ่มกลับมาแล้ว แม้สิ่งที่ดูจะน่าหงุดหงิดอยู่บ้างคือ ความเฉียบคมในการจบสกอร์ของเขา ที่ออกจะเป็นการใช้โอกาสเปลืองไปซักหน่อย แต่เขาก็ยังเด็กมาก อายุยังไม่ถึง 20 เลย ดังนั้น ให้เวลาเขาเถอะ เขาจะดีขึ้นแน่

คนที่สาม จอน ฟลานาแกน …สิ่งที่ยังทำให้เรายิ้มอยู่จนบัดนี้ คือ รอยยิ้มพร้อมเสียงปรบมือจากคิง เคนนี่ ซึ่งตามไปชมเกมที่ไวท์ ฮาร์ต เลน ตอนที่ฟลาโน่ยิงประตูที่ 3 ให้กับทีมได้ในนาทีที่ 75 ของการแข่งขัน

รอยยิ้มของคิง เคนนี่ ทำให้เรายิ้มตามได้เสมอ และครั้งนี้มันคือความดีใจและภาคภูมิใจกับดาวรุ่งสเกาเซอร์ขนานแท้คนหนึ่งที่ไม่เพียงแต่ได้ลงเล่นให้ทีมบ้านเกิด แต่เขายังทำประตูได้ด้วย มันแทบไม่ต่างกับการทำประตูแรกของเจอร์ราร์ดในทีมชุดใหญ่เมื่อ 14 ปีที่แล้วเลย หลุยส์ ซัวเรซ พูดหลังเกมว่า ฟลาโน่มีความสุขมาก นั่นคือสิ่งที่เขาได้รับจากความพยายามเพื่อทีมอันเป็นที่รัก และคิง เคนนี่ ย่อมรู้ดีกว่า มันมีความหมายมากมายขนาดไหนกับฟลาโน่ ซึ่งอาจทำให้เขาย้อนคิดถึงเกมแรกที่เขาให้โอกาสเด็กหนุ่มชาวสเกาเซอร์คนนี้ลงสนามเป็นตัวจริงในเกมกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อเดือนเมษายน ปี 2011 …แน่นอนว่า เราคงไม่ได้เห็นประตูจากเขาบ่อยๆนักหรอก แต่ถ้ามันจะเกิดขึ้นอีก แฟนๆทุกคนก็คงจะยินดีเป็นที่สุดอย่างแน่นอน และกับการทำหน้าที่แบ็คซ้ายจำเป็นในยามที่เอนริเก้ยังไม่หายเจ็บกลับมา ที่เขาสามารถเบียดแย่งตำแหน่งมาจากแบ็คซ้ายอาชีพอย่างอาลี ซิสโซโก้ มาได้ นั่นแปลว่า เขาก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน

คนที่สี่ เฟลิเป้ คูตินโญ่ …บอกเลยว่า เขาเป็นคนที่เราอยากเห็นชื่อบนสกอร์บอร์ดมากกว่าใครๆ แต่ธรรมชาติของเขา คือ ตัวจ่ายมากกว่าตัวจบ ซึ่งเขาก็ทำหน้าที่ได้ดี ถึงแม้จะไม่มีมีชื่อเป็นผู้แอสซิสต์ในเกมนี้ก้ตาม ที่อยากบอกคู้ตี้มากๆก็คือ ถ้าอยากไปบอลโลก ต้องพยายามให้มากกว่านี้นะจ๊ะ …แฟนหงส์ทุกคนเอาใจช่วยอยู่แล้ว

กับซัวเรซ คงไม่มีอะไรให้พูดถึงมากไปกว่าคำว่า “มหัศจรรย์” และกับคำสัมภาษณ์หลังเกมที่น่ารักเหลือเกิน เมื่อถูกถามว่า รู้สึกยังไงกับการได้สวมปลอกแขนกัปตัน ซึ่งซัวเรซตอบว่า สำหรับเขา สโมสรนี้มีกัปตันทีมอยู่คนเดียว คือ สตีวี่ …

OH MY GODDDD … แม่ยกกัปตันอย่างเราปลาบปลื้มเลย 

จากที่แอบกังวลอยู่ว่า น้องๆเล่นกันดีขนาดนี้ ถ้ากัปตันกลับมา มิต้องไปนั่งข้างสนามเลยเหรอ กลายเป็นละอายขึ้นมาวูบนึงเลยว่า สิ่งที่สำคัญที่สุด มันไม่ใช่ว่า ใครได้เล่น ใครไม่ได้เล่น แต่คือ “ทีม” ต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นใครลงไปเล่น นั่นคือ “ลิเวอร์พูล” และกัปตันคงยินดีนั่งข้างสนามแน่ๆ ถ้าหากมันดีกับทีมมากกว่า ซึ่งเราทุกคนที่รักลิเวอร์พูลต่างรู้ดีกันอยู่แล้วว่า คนอย่างกัปตันไม่มีวันยอมแพ้ต่อการไม่ได้ลงเล่น เขาจะพยายามจนกลับมาลงเล่นจนได้ คอยดูกันได้เลย และเราจะได้ทีมลิเวอร์พูลที่ดีที่สุดอย่างที่เราหวังกัน อย่างที่เราอยากเห็นกันอย่างแน่นอน

นัดหน้า เราจะกลับมารับมือคาร์ดีฟฟ์ในบ้าน …5-0 กับสเปอร์สมันจบไปแล้ว เราย้อนคิด ย้อนนึก และมีความสุขกับมันได้ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่จะคงอยู่ตลอดไป เพราะถึงเวลาต้องเริ่มต้นสู้ใหม่กับคาร์ดีฟฟ์แล้ว และถ้าเราพยายามอย่างที่เคยทำมา เล่นด้วยความละเอียดรอบคอบ แล้วล่ะก็ ผลการแข่งขันที่เราต้องการ ไม่มีทางจะหนีไปไหนได้อย่างแน่นอน

 

โดย : howk_ky

 

6 Comments

Leave a Reply