TL:ปัจจัยความไม่มั่นคงของลิเวอร์พูล

by

 

ผมเป็นคนชอบอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น(มังงะ)อย่างมากจนถึงตอนนี้ แม้ว่าจะอายุมากขึ้นแต่การ์ตูนมักจะคอยเติมเต็มจินตนการ และรักษาความเป็นเด็กที่มีอยู่ในตัวไว้ เพราะบางคนพอต้องใช้คำว่า “ผู้ใหญ่” ทำให้หลายอย่างในตัวที่ดีหายไป

การ์ตูนส่วนใหญ่มักจะทำให้คลายเครียด แม้ว่าจะมีความรุนแรง ดุเดือด ในหลายๆ เรื่อง แต่น้อยเรื่องที่จะเพาะบ่มความเกลียดชัง แต่กลับแฝงด้วยข้อคิดมากมาย อ่อ จริงๆ ผมก็ไม่ได้เริ่มตามการ์ตูนใหม่ๆ มากนัก แต่หลายเรื่องมีการนำกลับมาเขียนภาคต่อใหม่ หรือบางเรื่องเขียนมาสิบกว่าปียังไม่จบ!(ใครมีเรื่องใหม่ๆ น่าอ่านพิมพ์แนะนำมาได้)

หนึ่งในการ์ตูนที่ผมชื่นชอบที่สุดคือ สแลมดังก์ ของ ทาเคฮิโกะ อิโนอุเอะ ที่มีหลากหลายรสชาติซ่อนอยู่ และแม้จะมีบางช่วงที่เนื้อหามีเรื่องของการต่อยตี แต่ผมไม่เชื่อว่าใครอ่านการ์ตูนเรื่องนี้จะกลายเป็นพวกนิยมความรุนแรงแน่ๆ ตรงกันข้ามมันมีความนุ่มนวล สนุกสนาม ตลกขบขัน และข้อคิดซ่อนอยู่มากมาย

แต่ประเด็นที่จะพูดถึงหัวข้อในวันนี้ผมนึกถึงตอนหนึ่งในการ์ตูนเรื่องนี้ ขออนุญาตเขียนจากความทรงจำว่าเป็นการเจอกับ โชโฮคุ กับกับเรียวนันในการคัดเป็นตัวแทนของเขตคานางาวะ(โรงเรียนเหล่านี้มีอยู่จริงในประเทศญี่ปุ่น) อาจารย์ทาโอกะพูดในตอนนี้ อุโอซูมิ ที่ฟาวล์ 4 ครั้ง และอีกครั้งเดียวจากถูกไล่ออกจากสนามว่า โชโฮคุ ที่นำอยู่หลายแต้มมีโอกาสถูกเรียวนันแซงกลับมาชนะ เพราะว่ายังมี “ปัจจัยความไม่มั่นคง” รออยู่

คนที่ไม่อ่านการ์ตูนเรื่องนี้ไม่ต้องตกใจว่าจะอ่านคอลัมน์นี้ไม่รู้เรื่อง(แต่ถ้าไม่ได้อ่านแนะนำให้ไปหาอ่าน เพราะสนุกมากสำหรับผม) การจะไปเล่นในระดับประเทศของโชโฮคุอาจจะ คล้ายๆ โอกาสไปเล่นแชมเปียนส์ลีกของลิเวอร์พูล จากทีมที่ผลงานแย่ในหลายปีก่อนหน้านั้นพวกเขามีการรวมตัวของแก๊งส์เด็กเกเร และเด็กเรียนขั้นเทพ

ลิเวอร์พูลมีหลุยส์ ซัวเรซ เป็นตัวแสบที่ก่อปัญหาเป็นประจำ…

slamdunk

แต่อ.อันไซพูดถึงโชโฮคุในเรื่องว่า “พวกเธอแข็งแกร่ง” มันก็คล้ายกับทีมของเบรนแดน ร็อดเจอร์ส และแฟนบอลเห็นตรงกันว่า ในช่วงที่นักเตะลิเวอร์พูลที่อยู่ในสนามรวมตัวกันทำผลงานสุดยอดออกมาในสนาม ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่ชนะทีมใดก็ได้

วันนี้เราอาจจะพูดง่ายหน่อย และมีความสุขเมื่อหลุยส์ ซัวเรซ ร้อนแรง นักเตะคนอื่นๆ เล่นกันในมาตรฐานสูง สตีเวน เจอร์ราร์ด อาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเอกเหมือนหลายปีที่ผ่านมา เพราะบทบาทตัวนำเป็นของซัวเรซ ขณะที่นักเตะคนที่เหลือมีเล่นดีมากบ้าง ดี หรือแย่เล็กน้อยบ้าง แต่เราก็ชนะต่อเนื่อง 2 นัด

เกมรุกลิเวอร์พูลอยู่อันดับ 2 ในลีก เป็นรองแค่แมนฯ ซิตี้ เหนือกว่าทีมที่ทุ่มงบประมาณมากกว่าตลอดหลายปีหลัง ในขณะที่ซิตี้อาจจะเล่นได้เร้าใจเมื่ออยู่ในเอติฮัด สเตเดียม แต่ลิเวอร์พูลแสดงมาตรฐานโดยรวมดีกว่าอย่างน้อยก็ถึงเกมนี้ เพราะอันดับในตารางคะแนนไม่ได้โกหกใคร

เราสามารถวาดฝันมากมายจากฟอร์มของซัวเรซ การป้องกันประตูที่ยอดเยี่ยมของไซม่อน มินโญเล่ต์ หรือมาตรฐานการเปิดบอลของสตีเวน เจอร์ราร์ด การเล่นของ คูตินโญ่ และต่อให้เสียประตูทีมก็ยังยิงได้มากกว่าคู่แข่ง

อย่างไรก็ตามเวลาแบบนี้เป็นช่วงเวลาที่ดีกว่าในการจะพูดถึงปัจจัยความไม่มั่นคงแบบที่ อ.ทาโอกะ พูดในสแลมดังก์

-          ไล่ตั้งแต่ผู้รักษาประตู มินโญเลต์ แสดงให้เห็นการขว้างบอลที่ดี แต่การเปิดบอลด้วยเท้าที่เป็นจุดบอด และผิดพลาดให้เห็นหลายต่อหลายครั้ง

-          เซนเตอร์ฮาล์ฟที่ต้องหมุนเวียนนักเตะหลายต่อนัดทำให้ทีมขาดความต่อเนื่อง และเสียไป 8 ประตูใน 4 เกมหลังสุด

-          แบ็คซ้ายที่ยังหาคนที่สุดทำหน้าที่ไม่ได้เมื่อ โฆเซ เอ็นริเก้ เจ็บ อาลี ซิสโซโก้เล่นเกมรุกดี แต่เกมรับยังมีข้อสงสัยแถมยังเป็นนักเตะที่ยืมตัวมาเท่านั้น ฟลานาแกนเป็นแบ็คขวาธรรมชาติเจอล็อกออกขวา(ของคู่แข่ง) มีปัญหาในการเข้าสกัด และทำให้ทีมบอดในการเติมเกมรุกฝั่งซ้าย

-          สตีเวน เจอร์ราร์ด มีปัญหาบาดเจ็บสะโพกเรื้อรัง และแน่นอนว่าการบาดเจ็บที่ใดก็ตามจะทำให้คุณเสี่ยงเจ็บส่วนอื่นๆ เพิ่มได้ง่ายอย่างที่เจ็บเอ็นหลังหัวเข่าที่เชื่อมกับต้นขาด้านหลังจนต้องถูกเปลี่ยนออกในเกมล่าสุด

-          หลายคนเป็นห่วงในวัย 33 ปี ผมเชื่อว่าถ้าเจอร์ราร์ดสมบูรณ์เต็มที่อายุ 33 ไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหากลับเป็นการฟื้นตัวจากการบาดเจ็บ และการลงเล่นต่อเนื่องมากกว่า เขาลงเล่นให้ลิเวอร์พูลมาตลอด และยังมีทีมชาติในช่วงที่ผ่านมา

-          ตัวริมเส้นของลิเวอร์พูลหวังได้ถึงความสม่ำเสมอในเวลานี้ แค่ฟิลิปเป้ คูตินโญ่(ถูกโยกไปริมเส้น) ขณะที่จอร์แดน เฮนเดอร์สันยังต้องพัฒนาในเรื่องการยิงประตู

-          การบาดเจ็บของแดเนียล สเตอร์ริดจ์ทำให้หลุยส์ ซัวเรซต้องแบกภาระเพียงคนเดียว

-          หากเกมค่ำคืนที่ผ่านมา มินโญเลต์ ปัดลูกโหม่งของไมก้าไม่ได้ และลิเวอร์พูลต้องตามหลัง 0-1 เมื่อคืนอาจจะไม่ใช่วันที่สมหวังของแฟนบอลเดอะ ค็อปก็เป็นได้…

นั่นอาจจะไม่ใช่ทุกอย่าง แต่โชโฮคุกลับมาชนะยามาโอะ(ซังโน) ในสแลมดังก์ และเรียวนันของอ.ทากาโอะ ก็กลับมาแซงชนะโชโฮคุไม่ได้เพราะลิเวอร์พูลมีปัจจัยที่ไม่มั่นคงสำหรับคู่แข่งหลายข้อเหมือนกับโชโฮคุ

ตามทฤษฎีแล้วไม่มีทีมที่ได้อันดับ 7-8 ใน 2 ปีหลังกระโดดมาเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกเลยในประวัติศาสตร์ แต่ลูกกลมๆ ไม่เคยมีคำว่าพลิกล็อกไม่ได้ ไม่อย่างนั้น อาร์เจนติน่าคงไม่ได้แชมป์บาสเก็ตบอล โอลิมปิกในปี 2004 และพลิกเขี่นดรีมทีม(ปลอม) ในรอบรองชนะเลิศปีนั้นไปได้

จริงๆ แฟนลิเวอร์พูลเริ่มต้นฤดูกาลนี้โดยหวังแค่ติด 1 ใน 4 เท่านั้น และตอนนี้ร้านพูลยกให้ลิเวอร์พูลเป็นเต็ง 4 คว้าแชมป์เหนือแมนฯ ยูไนเต็ด เป็นครั้งแรกที่ชัดเจนอย่างนี้ตั้งแต่เปิดฤดูกาล ลิเวอร์พูลมีโอกาสที่จะมองไกลไปกว่านั้นได้เหมือนกัน

แม้ว่าปัจจัยความไม่มั่นคงของลิเวอร์พูลจะมีมากมาย แต่ลิเวอร์พูลมีความ “เชื่อมั่น” ที่เรามองเห็นอยู่ในหลายๆ เกม

การเล่นเกมรุกอาจจะทำให้แนวรับมีช่องว่าง แต่ มินโญเลต์ ก็ทำสิ่งคล้าย “รีบาวน์” คือป้องกันให้ลิเวอร์พูลจากสถานการณ์ย่ำแย่ แม้เขาอาจจะต้องพัฒนาการเปิดบอลด้วยเท้า แต่นั่นเป็นสิ่งที่เน้นว่าต้องไม่ผิดพลาดก็พอ ขณะที่เขาทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าคือการทำให้สถานการณ์ไป-กลับจากที่จะตามหลัง หลายครั้งในฤดูกาลนี้เมื่อมินโญเลต์ป้องกันประตูได้ มันกลายเป็นจังหวะโต้กลับ มาจนถึงการเป็นประตู เรียกว่าช่องว่าง 6 แต้มกลับมา

อย่างที่บอกว่าถ้าไมก้าโหม่งเข้าไปเมื่อคืนสถานการณ์จะกลับตาลปัตร

มันเป็นเช่นกันตั้งแต่วันแรกของฤดูกาล ถ้าไม่มีเทพารักษ์อย่างเขาเซฟจุดโทษของ จอน วอลเตอร์ส ลิเวอร์พูลจะแต้มหายไป 2 แต้ม หรือไป-กลับ 4 แต้มทันที

ลิเวอร์พูลอาจจะถูกบ่นในเรื่องของการซื้อเซนเตอร์ฮาล์ฟหลายตัวเกินไป ถ้าไม่นับติอาโก้ อิลอรี่ เราจะเห็นว่าการซื้อมามาดู ซาโก้ เป็นประโยชน์แค่ไหน

มาร์ติน สเคอร์เทลไม่ค่อยสมบูรณ์ในช่วงต้นฤดูกาล ขณะที่แดเนียล แอ็กเกอร์ มักจะมีปัญหาบาดเจ็บหรือป่วยอยู่เป็นประจำ มันทำให้เราปรับแท็กติกเป็น 3-5-2 ที่ช่วยให้ทีมเก็บแต้มในช่วงต้น และโคโล ตูเรที่อายุมาก รวมถึงไม่ค่อยได้เล่น 2 ปีก่อนหน้านั้น การมีทั้ง 4 คนอยู่แม้จะยังหาความลงตัวสูงสุดไม่ได้ แต่มันดีกว่าถ้ามีแค่ 3 คนแน่

ซาโก้ทำประตูแรกในแอนฟิลด์ได้ เขาคืออนาคตของทีมที่พร้อมใช้งานได้ทันที ในขณะที่การหมุนเวียนเซนเตอร์ฮาล์ฟเป็นปัจจัยที่ทำให้ทีมเสียประตูหลายๆ นัดกลับกันมันคือความน่าหวาดหวั่นของคู่แข่งด้วย

ลองคิดดูเล่นๆ แบบอาจจะโม้หน่อย “ถ้าหมุนๆ ยังชนะได้มากขนาดนี้ แล้วถ้ามันลงตัวล่ะ?

ถ้าร็อดเจอร์สหาจุดลงตัวของเซนเตอร์ฮาล์ฟได้เมื่อไหร่ อาจจะเป็นซาโก้-ตูเร่(น่าสนใจมาก), ซาโก้-แอ็กเกอร์, ซาโก้-สเคอร์เทล, ตูเร่-แอ็กเกอร์(ผมชอบคู่นี้เหมือนต้นๆ ซีซั่น), ตูเร่-สเคอร์เทล(ไม่ค่อยชอบ ชอบทับตำแหน่งกัน), แอ็กเกอร์-สเคอร์เทล

จะคู่ใดก็ตามหากทีมลงตัวเมื่อไหร่ จากเกมรุกที่ดีอยู่แล้ว ลิเวอร์พูลจะน่ากลัวขนาดไหน???

แบ็คซ้ายเราอาจจะต้องใช้ฟลานาแกนหรือสลับคนอื่นๆ มาเล่นในบางโอกาส แต่มันก็รอการกลับมาของเอ็นริเก้ หรือในขณะเดียวกันเราอาจจะเห็นการสลับจีเจมาเล่น และส่งคนอื่นยืนขวาเหมือนเคลลี่ทำได้ดีในช่วงต้นฤดูกาลที่แล้ว และอย่างน้อยอีก 20 กว่าวันเราจะมีโอกาสเสริมทัพอีกครั้ง

แบ็คขวาเป็นตำแหน่งที่สม่ำเสมอที่สุดตอนนี้ แม้จะได้รับคำชมน้อย แต่สถิติไม่เคยโกหกใครว่าจีเจอยู่ในทีมยอดเยี่ยมต่อเนื่องมากที่สุด เขายังยินดีมากกับ “ปลอกแขน” ที่ได้สวมเป็นครั้งแรกในเกมคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา

ลูคัส เลวา กับโจ อัลเลน อาจจะแย่งตำแหน่งกัน แต่ไม่มีใครมองว่าทั้งคู่เล่นแบบเดียวกัน หมายความว่าร็อดเจอร์สสามารถเลือกเกมที่เหมาะสมได้ หรือโดยพื้นฐานผมอยากจะคิดว่าเกมที่ต้องเล่นเกมรุกมากหน่อยอัลเลนอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า กลับกันเกมใหญ่ๆ ลูคัสน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า และเช่นกันทั้งคู่ยังอาจจะได้เล่นร่วมกันในบางสถานการณ์

ที่อาจจะต้องรอคอยมากหน่อยคือการทำประตูของเฮนเดอร์สัน(รอจนเหงือกแห้ง และสเตอร์ลิงที่ลงน้อยกว่าก็ยิงตัดหน้าไปแล้ว) แต่เขาได้ความขยันมาชดเชย ด้านซ้ายคูตินโญ่อาจจะหายไปในบางส่วนของเกม แต่ขอแค่จังหวะเดียวมันหมายถึงการทำประตูของทีม และแน่นอนว่าทำให้คู่แข่งพะวง สเตอร์ลิงสร้างโอกาสได้เยอะ แม้ว่าต้องการเวลาเติบโต โมเซส, อัสปาส, ซิสโซโก้ยังพอมีช่วงหฤโหดให้หวังสลับลงเล่นเช่นเดียวกับ หลุยส์ อัลเบร์โต้ และมาร์ติน เคลลี่

“ลิเวอร์พูลแข็งแกร่ง” ผมอยากจะล้อคำพูดในการ์ตูนแบบนั้น ผมหมายความอย่างนั้นจริงๆ ว่าเมื่อเกมรับลงตัว และสเตอร์ริดจ์กลับมา หากวันที่ทุกคนท็อปฟอร์มพร้อมกัน คู่แข่งจะต้องหวาดหวั่นแค่ไหน?

บางทีปัจจัยความไม่มั่นคงของลิเวอร์พูลก็เป็นปัจจัยความไม่มั่นคงของคู่แข่ง และรวมถึงการลุ้นแชมป์ด้วย

ลิเวอร์พูลจะมีบททดสอบแรกในการนำตัวเองไปอยู่ในสถานะ Title contender หรือทีมที่ลุ้นแชมป์เต็มตัวหากบุกไปเก็บ 3 แต้มที่ไวต์ ฮาร์ต เลนในสัปดาห์หน้า มันเป็น 1 ใน 3 จาก 4 เกมข้างหน้าอันสุดโหดที่เราจะไปเยือนสเปอร์ส, แมนฯ ซิตี้ และเชลซี ซึ่งมีเกมที่ดูว่าง่ายหน่อยในการรับมือคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ในบ้าน

อย่างไรก็ตาม 1-2 เกมที่ผ่านมา หลายคนในทีมลิเวอร์พูลแสดงให้เห็นว่าพึ่งพาได้ อย่าลืมว่าเราได้อันดับ 8 ในฤดูกาลก่อน และอันดับ 7 ในฤดูกาลที่แล้ว

ลิเวอร์พูลไม่มีอะไรจะเสีย และสุดท้ายไม่ว่าเราจะสร้างประวัติศาสตร์ได้ไปถึงแชมป์ได้หรือไม่? มันอาจจะไม่เร้าใจเท่ากับช่วงเวลาที่เรากำลังต่อสู้อยู่บนความสนุกของเกมการแข่งขัน(และแน่นอนว่าการลุ้นแชมป์เมื่อพลาดอย่างน้อยแปลว่าเราจะอยู่แถวๆ นั้นในตารางคะแนน ดีกว่าลุ้นแค่กลางตารางแน่นอน!)

ลิเวอร์พูลมีปัจจัยความไม่มั่นคงมากมาย อย่างไรก็ตามตอนนี้ผมเชื่อว่าเรายังไม่ได้เห็นลิเวอร์พูลที่แข็งแกร่งที่สุด

แปลว่าด้วยความไม่มั่นคงเหล่านี้ ยังมีความไม่มั่นคงรออยู่สำหรับหลายทีมที่จะพบกับลิเวอร์พูล โดยเฉพาะเมื่อลิเวอร์พูลแสดงออกให้เห็นในเกมนอกบ้าน….

เจ้าของที่ดาวศุกร์

 

2 Comments

Leave a Reply