TL : ร็อดเจอร์ส, ซัวเรซ, ฟาวเลอร์, คูตินโญ่ และก่อนไปถึงครึ่งฤดูกาล

by

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ทำผลงานในการคุมทีมลิเวอร์พูลได้ดีกว่าสถิติการคุมทีมวัตฟอร์ด, เร้ดดิ้ง และสวอนซีในอัตราเปอร์เซ็นต์ชนะ 48.57% แต่นั่นคงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกเมื่อเทียบระดับชั้นกับ 3 ทีมก่อนหน้านั้น แต่ถ้าเทียบกับผู้จัดการทีมสองคนของลิเวอร์พูลก่อนหน้านี้(รอย ฮ็อดจ์สัน และเคนนี่ ดัลกลิช รอบ2) ร็อดเจอร์สทำสถิติเก็บชัยชนะในเปอร์เซ็นต์สูงกว่า และหวังว่าเปอร์เซ็นต์จะสูงขึ้นเรื่อยๆ

ความพ่ายแพ้ต่อฮัลล์ ซิตี้ ดูเหมือนส่งผลอาร์ฟเตอร์ช็อกรุนแรงใส่นอริช(สรุปง่ายๆ ว่าซวย) เมื่อต้องมาเจอลิเวอร์พูลที่กระหายจะเก็บชัยชนะเป็นอย่างยิ่ง และหลุยส์ ซัวเรซ ที่อยู่ในภาวะ “องค์ลง” ยิงเป็นเข้า จนคิดเล่นๆ ว่าซัวเรซจะต้องเป็นเจ้ากรรมนายเวรของนอริชเป็นแน่

4 ประตูในเกมที่แอนฟิลด์กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ซัวเรซกลายเป็นนักเตะลิเวอร์พูลที่มีสถิติยิงนอริชมากที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร ย้ำ ในประวัติศาสตร์สโมสรลิเวอร์พูลที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ 1892

เขายิงไป 11 ประตูจาก 5 เกม แซงเอียน รัช ที่ยิงนอริชไป 9 ประตู จาก 21 เกม!

ร็อบบี ฟาวเลอร์ ให้สัมภาษณ์ติดตลก และเป็นการยกย่องให้เกียรติซัวเรซอย่างสูงผ่านบีบีซีว่า “หลุยส์ เป็นนักเตะมหัศจรรย์ ผมรักเขา แต่ผมเริ่มเกลียดเขาแล้ว เพราะว่าเขาทำให้อดีตกองหน้าลิเวอร์พูลทุกคนดูธรรมดาไปเลย”

นี่อาจจะดูเป็นคำพูดเล่นๆ และแฟนบอลเดอะ ค็อป ยังคงรัก “ก็อด” ไม่เสื่อมคลาย แต่มุขนี้ของฟาวเลอร์ก็แฝงด้วยความจริงไม่น้อย

อย่างน้อยๆ ช่วงที่ผมได้ติดตามลิเวอร์พูลอย่างเข้มข้นในยุคของพรีเมียร์ลีก ผมยังนึกภาพนักเตะที่ระเบิดฟอร์มการเล่นสุดมหัศจรรย์เหมือนกับซัวเรซในเกมกับนอริชแทบไม่ออก

เราอาจจะนึกถึงการทำแฮตทริกเป็นสถิติในระยะเวลาสั้นๆ ของร็อบบี ฟาวเลอร์ในเกมกับอาร์เซนอล เมื่อ 28 สิงหาคม 1994 ที่ฟาวเลอร์ทำแฮตทริก 4 นาที และ 35 วินาทีที่เป็นสถิติของพรีเมียร์ลีกแต่นั่นเป็นเกมที่แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดในการจบสกอร์

ขณะที่ซัวเรซแสดงออกมาถึงความมหัศจรรย์ในทุกๆ ประตูเกมวันฟาวเลอร์เคยทำ 5 ประตูเกมเดียวในลีกคัพ ขณะที่ไมเคิ่ล โอเว่น ทำ 4 ประตูในพรีเมียร์ลีกมาแล้ว 2 เกมแต่ความรู้สึกมันแตกต่างจากเกมวันพุธ

นี่ไม่ใช่แฮตทริกแรกของซัวเรซในสีเสื้อลิเวอร์พูล แต่ผมเชื่อว่าหลายคนเห็นถึงความแตกต่าง จริงๆ แค่ 3 ประตูแรกซัวเรซน่าจะได้คะแนน 10 เต็ม 10 อยู่แล้ว แต่ฟรีคิกที่ยิงเข้าไปอย่างงดงาม การเล่นที่วูบวาบตลอดเวลา และมีส่วนกับ 1 แอสซิสต์ให้ราฮีม สเตอร์ลิงอีก บางทีหากสามารถให้ 11 คะแนนก็ให้ได้!

นิยามสั้นๆ สำหรับฟอร์มในเกมนัดนี้คือ “ระดับโลก” หรือกระแดะหน่อยอาจจะเรียกว่า “เวิลด์คลาส”

ฟอร์มของซัวเรซในเกมดังกล่าวทำให้หลายคนเห็นภาพสิ่งที่ ลิโอเนล เมสซี่ และคริสเตียโน่ โรนัลโด้ แสดงออกมาตลอดหลายปีหลัง แม้แต่สตีเวน เจอร์ราร์ด เชื่อว่าหากซัวเรซเพิ่มความ “สม่ำเสมอ” เขาจะต้องขึ้นมาแย่งชิงการเป็น 1 ใน 3 นักเตะที่ดีที่สุดในโลกเวลานี้

กวาดสายตามองนักเตะที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นแข้งระดับโลกในทีมลิเวอร์พูล สตีเวน เจอร์ราร์ด ที่พาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟา แชมเปียนส์ลีกในปี 2005 เคยขึ้นไปติด 1 ใน 3 นักเตะที่ได้รับการโหวตลุ้นรางวัลบัลลงดอร์ และตอนนี้หลายคนอาจจะเชื่อว่าเจอร์ราร์ดยังเป็นนักเตะชั้นนำของโลก แต่ไม่มีใครยกว่าเจอร์ราร์ดควรได้ลุ้นรางวัลในแต่ละปี

การจะเป็นทีมระดับโลก หลายคนอาจจะมีข้อโต้แย้งว่าทีมนักเตะต้องมีทีมเวิร์กที่ดีมากๆ แต่นั่นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคุณจำเป็นต้องมีนักเตะระดับโลกอยู่ในทีมsuarez goal

ฟาวเลอร์พูดมาตลอดซัมเมอร์ว่าลิเวอร์พูลจำเป็นต้องเก็บซัวเรซไว้ในทีม เขาพอใจอย่างมากที่ได้โอกาสลงเล่นกับซัวเรซในเทสติโมเนียล แมตช์ ของสตีเวน เจอร์ราร์ด ตรงข้ามกับอดีตนักเตะหลายคนอย่าง ดิดี้ ฮามันน์ อาจจะเลือกความจงรักภักดีมากกว่า

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนเชื่อมั่นว่าการตัดสินใจรั้งซัวเรซไว้ทุกทางของลิเวอร์พูลเป็นการตัดสินใจที่ถูก ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ว่าได้ไม่คุ้มเสียกับโอกาสลุ้นพื้นที่แชมเปียนส์ลีกที่อาจจะได้ทำให้ทีมได้เงินมากกว่ามูลค่าการขายซัวเรซด้วยซ้ำ และแม้หลายคนอาจจะบ่น ด่า วิจารณ์ข่าวของกองหน้าอุรุกวัยมาตลอดซัมเมอร์ และมีบางบทสัมภาษณ์ของเจ้าตัวที่แฟนบอลหลายคนไม่ถูกใจ แต่เชื่อว่าไม่มีแฟนบอลลิเวอร์พูลคนใดอยากเสียนักเตะที่ดีที่สุดของทีมออกไป

นักเตะที่จะรักษาความหวังที่จะกลับไปยิ่งใหญ่ของลิเวอร์พูล…

ตราบใดที่ลิเวอร์พูลยังมีซัวเรซในทีมเรายังหวังว่าร็อดเจอร์สจะปลุกปั้นทีมไปถึงจุดที่ติดพื้นที่แชมเปียนส์ลีก, ลุ้นแชมป์ลีก, การเล่นแชมเปียนส์ลีกหรือการหวังแชมป์ยุโรปสมัยที่ 6 ในอนาคต

การเสียนักเตะระดับโลกออกไปย่อมจะส่งผลเสียในระยะยาว หรือนึกภาพง่ายๆ หากโรนัลโด้ยังอยู่แมนฯ ยูไนเต็ด บางทีพวกเขาอาจจะไม่พ่ายบาร์ซ่าสองครั้งในเกมยูฟา แชมเปียนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศ

อาร์เซนอลตกต่ำลงทุกครั้งในการขายนักเตะแถวหน้าออกจากทีมในหลายปีก่อนหน้านี้ พวกเขาไม่เคยเข้าใกล้แชมป์พรีเมียร์ลีกเท่าฤดูกาลนี้ที่ตัดสินใจซื้อนักเตะอย่าง เมซูต โอซิล

ลิเวอร์พูลไม่มีงบพอจะทุ่มซื้อนักเตะแพงๆ ติดต่อกันหลายๆ คนเหมือนกับแมนฯ ซิตี้ แต่ที่พอเป็นไปได้ตอนนี้คือเก็บนักเตะที่ดีที่สุดไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และถ้าทีมติด 1 ใน 4 ในฤดูกาลนี้ มันจะเป็นโอกาสทองที่ลิเวอร์พูลจะตอบแทนค่าเหนื่อย และสัญญาระยะยาวในการรั้งซัวเรซ

ซัวเรซเซ็นสัญญาครั้งล่าสุดเมื่อ 8 สิงหาคม 2012 ที่คาดว่าจะมีระยะเวลาถึงปี 2016 ซึ่งหากซัวเรซอยู่จนครบสัญญาเขาจะมีอายุ 29 ปี แต่หากมีการทำสัญญาใหม่อีกครั้งเป็นไปได้ว่าซัวเรซในช่วงที่ดีที่สุดของอาชีพของเขาจะอยู่ที่ลิเวอร์พูล(ถ้ามีการต่อสัญญาอีกครั้งน่าจะถึงปี 2018 เป็นอย่างน้อย!)

อย่างไรก็ตามกว่าจะถึงเวลานั้นยังมีช่วงเวลาน่าหวาดหวั่น และเชื่อว่าแฟนลิเวอร์พูลจะต้องรับข่าวสารน์เกี่ยวกับการย้ายทีมของซัวเรซทุกช่วงที่ตลาดนักเตะเปิด อย่างไรก็ตามกว่าสตีเวน เจอร์ราร์ดจะมาถึงจุดทุกวันนี้เขาก็เคยเกือบย้ายออกจากลิเวอร์พูล

บางครั้งการจะเป็นตำนานของทีมๆ หนึ่งอาจจะต้องมีบททดสอบ ซึ่งเรายังต้องเดินไปกับซัวเรซอีกหลายปี และยังไกลเกินไปที่จะพูดถึงตรงนั้น…

ที่สำคัญที่สุด และต้องมีสมาธิที่สุด คือการลุ้นนัดต่อนัดของลิเวอร์พูลในเวลานี้ การขาดแดเนียล สเตอร์ริดจ์ อาจจะถูกลืมในเกมล่าสุด แต่เราประสบปัญหาอย่างชัดเจนเมื่อไม่มีเขาในเกมกับฮัลล์ และการที่เขาลงตัวจริงไม่ได้ในเกมกับเอฟเวอร์ตัน ทีมต้องหาสมดุลใหม่ สมดุลในการเล่นที่เราอยากจะเห็นไปจนกว่าเขาจะหายเจ็บในช่วงกลางเดือนมกราคม

อีกคนที่น่าได้รับการยกย่องอย่างมากในเกมล่าสุดคือ คูตินโญ่ การที่เขาไม่ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในเกมกับฮัลล์ ส่งผลอย่างชัดเจนต่อทีม อย่างน้อยเราได้เห็นกันมาแล้วต้นฤดูกาลเมื่อขาด ซัวเรซ เรายังมีคูตินโญ่-สเตอร์ริดจ์ และช่วงขาดคูตินโญ่ เรายังมีสเตอร์ริดจ์-ซัวเรซ และตอนนี้เราได้เห็นจากเกมล่าสุดว่าแม้จะขาดสเตอร์ริดจ์ เรายังมีซัวเรซ-คูตินโญ่

สามประสานในแดนหน้าเราจะสมบูรณ์แบบที่สุดเมื่อมีทั้งสามคนลงเล่นด้วยกัน และน่าเสียดายเรายังไม่ได้เห็นทั้งสามคนลงเล่นพร้อมกันอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างน้อยหากมีสัก 2 คน เกมรุกของลิเวอร์พูลบวกกับนักเตะคนอื่นๆ ยังพอขับเคลื่อนต่อไปได้ และเราต้องหวังว่าหลุยส์ อัลเบร์โต้, ยาโก้ อัสปาส, วิกเตอร์ โมเซส หรือราฮีม สเตอร์ลิงจะช่วยแบ่งเบาภาระของทั้งคู่ เช่นกันกับการได้เห็น โจ อัลเลน เริ่มสลับเล่นกับลูคัส เลวา มากขึ้น และบางเกมเราอาจจะเห็นการเปลี่ยนตัวเจอร์ราร์ดออกมาพัก และแม้แต่การดร็อปจอร์แดน เฮนเดอร์สัน

โปรแกรมช่วงเดือนธ.ค.หนักมาก แม้หลายคนอาจจะมองว่าเราไม่ต้องมีเกมยุโรปทำไมทีมยังไม่สมบูรณ์แบบ ความจริงแล้วในช่วงนี้ของฤดูกาลสิ่งหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้คือโชค แม้แต่เชลซี และแมนฯ ซิตี้จะมีนักเตะมากมายในแต่ละตำแหน่งจนแยกยากว่าทีมไหนเป็นตัวจริงหรือสำรอง แต่วันดีคืนร้ายหามีนักเตะตำแหน่งเดียวกันเจ็บซ้ำๆ พวกเขาก็จะอยู่ในจุดที่มีปัญหาทันที

อาร์แซน เวนเกอร์ รู้ดีถึงภาระของโอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ แม้แต่ในเกมล่าสุดกลางสัปดาห์เขายังตัดสินใจใช้นิคคลาส เบนท์เนอร์ สลับลงมาเล่นบ้าง เพราะความเสี่ยงอย่างน้อยๆ มองไปจนถึงสิ้นเดือนธ.ค.ลิเวอร์พูล, อาร์เซนอล หรือแมนฯ ยูไนเต็ด เป็น 3 ทีมที่เชื่อว่ายังไม่พอใจการเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์ และพร้อมลงมือในช่วงเปิดตลาดทันที

ในปีที่ผ่านมาลิเวอร์พูลทำได้ยอดเยี่ยมที่สุดในการคว้าคูตินโญ่ และสเตอร์ริดจ์ในช่วงนี้ กลับกันอาร์เซนอล หรือแมนฯ ยูไนเต็ดยังมีปัจจัยที่ต้องห่วงกว่าคือการซื้อนักเตะที่อาจจะติดคัพไทลงเล่นในเกมยุโรปมาแล้ว แต่ลิเวอร์พูลไม่ต้องห่วง กลับกันสิ่งที่ลิเวอร์พูลต้องทำคือก่อนจะถึงวันเปิดตลาดนักเตะทีมต้องทำผลงานให้ดีที่สุด

ทำไม? นอกจากอันดับในตารางคะแนนที่ดีแล้ว หากทีมอยู่ในจุดที่ลุ้นไปเล่นแชมเปียนส์ลีก หรือถ้าหวังให้สูงสุดแบบชนะรวดๆ ไปเลยจนอยู่จ่าฝูงหรือรองจ่าฝูง มันเป็นสัญญานที่ดีสำหรับนักเตะที่ย้ายมาในเดือนมกราคม และเป็นแรงดึงดูดในการซื้อตัว เมื่อนักเตะที่ย้ายมาใหม่อาจจะฝันเล่นแชมเปียนส์ลีก และการอยู่กับทีมที่มีลุ้นไปเล่นแชมเปียนส์ลีกฤดูกาลหน้า ย่อมดีกว่าอยู่กับทีมที่กำลังอยู่กลางตาราง(ไปดูเอาเอง แฮ่ม!)

นอกจากนี้มันยังกระตุ้นให้นักเตะอยากอยู่กับทีมต่อไปมากกว่า ถึงแม้หลายคนอาจจะพูดในเรื่องความจงรักภักดี ฯลฯ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากทีมทำผลงานได้ดีอยู่ โอกาสจะรั้งนักเตะที่ทำผลงานได้ดีในทีมที่กำลังเล่นได้ดีไปด้วยก็มีสูง

อย่างไรก็ตามทุกๆ เกมเดือนนี้ไม่ง่ายเลย เริ่มตั้งแต่เกมวันเสาร์ในบ้านกับเวสต์แฮม 5 ประตูในเกมล่าสุดจะถูกลืมทันทีหากลิเวอร์พูลไม่ชนะในเกมนัดนี้ ลิเวอร์พูลพลาดในช่วงขึ้นต้นเดือนไปแล้วหลังเจอเวสต์แฮม เราจะเล่นวันอาทิตย์ถัดไปกับสเปอร์สที่ไวท์ ฮาร์ต เลน ก่อนจะรับมือคาร์ดิฟฟ์ ในวันเสาร์ต่อไป และเกมช่วงบ็อกซิงเดย์ในการเยือนแมนฯ ซิตี้ในคืนวันพฤหัสบดีต่อด้วยวันอาทิตย์เยือนเชลซี และรับขวัญวันปีใหม่ในบ้านกับฮัลล์อีกครั้งซึ่งหลายคนรอล้างตา!

มันไม่มีเกมที่ง่ายจริงๆ แม้ภาพรวมเชื่อว่าเวสต์แฮม, คาร์ดิฟฟ์ และฮัลล์ในบ้านทุกคนมีเลข 9 ในใจ แต่นอกบ้านกับ 3 ทีมคู่แข่งโดยอย่างสเปอร์ส, แมนฯ ซิตี้ และเชลซีตรงไม่แน่ว่าลิเวอร์พูลจะมี 0, 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8 หรือ 9 แต้มต่างมีความเป็นไปได้หมด(ถ้าได้ซัก 4 แต้มจาก 3 เกมนี้ผมว่าทะลุเป้าด้วยซ้ำ หรือได้แค่ 3 แต้มจากการเสมอทั้ง 3 นัดอย่างน้อยก็ไม่ให้คู่แข่งเหล่านี้ได้แต้มไป ซึ่งความจริงต้องบอกว่าโหดมาก โดยเฉพาะการไปเยือนเอติฮัด)

หลัง 5-6 เกมเหล่านี้ อย่างแย่ที่สุดหวังว่าลิเวอร์พูลจะยังอยู่จุดเดิมของตาราง และเป็นไปได้คือฉีกห่างทีมที่ตามมา หรือเกาะกลุ่มหัวตารางไปจนถึงวันขึ้นปีใหม่

ร็อดเจอร์สพูดว่าความเก่งกาจที่แท้จริงของสุดยอดนักเตะระดับโลกคือการทำให้เพื่อนร่วมทีมเล่นได้ดีขึ้น เราได้เห็นเจอร์ราร์ดทำให้ทีมยิ่งใหญ่ในยุโรปมาแล้ว และซัวเรซอาจจะต้องพิสูจน์บททดสอบในการแบกทีมครั้งสำคัญเขาจะกระตุ้นให้เพื่อนเล่นได้ดีขึ้นหรือไม่ และแค่ไหน ซึ่งผมมองว่าคูตินโญ่ และเจอร์ราร์ดหรือแม้แต่ลูคัส ก็มีจุดที่ช่วยให้ทีมดีขึ้น และทุกคนก็ต้องมีส่วนในช่วงเวลาที่หนักหน่วงนี้

หวังว่าเกมกับนอริชจะไม่ใช่ฟอร์มที่ดีที่สุดของซัวเรซในอาชีพกับลิเวอร์พูล ในฤดูกาลนี้ และถ้าเป็นไปได้ก็หวังว่าจะไม่ใช่ปีนี้ด้วย!(ถ้ามีดีเท่านี้นอกบ้านอีกซักเกมจะดีมาก!)

เจ้าของที่ดาวศุกร์

 

 

6 Comments

Leave a Reply