TL : เกมกับสเปอร์ส, เกมแห่งฤดูกาล?

by

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเตะกันรวม 38 นัด ทุกเกมมีการแย่งชิง 3 คะแนนเท่ากันในทุกๆ เกม แต่ทุกคนย่อมเห็นความแตกต่างกันถึงลำดับความสำคัญในแต่ละเกมไม่ได้เท่ากันแต่อย่างใด

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ยกตัวเอย่างเกมกับแมนฯ ยูไนเต็ดแม้ลิเวอร์พูลจะชนะ แต่ถ้าแมนฯ ยูไนเต็ดเอาชนะได้ในอีก 37 เกมที่เหลือพวกเขาก็เป็นแชมป์ หรืออย่างในฤดูกาล 2008-09 แม้ว่าลิเวอร์พูลจะบุกชนะแมนฯ ยูไนเต็ด 4-1 แต่ลิเวอร์พูลก็เป็นเพียงรองแชมป์

คิดแบบแยกส่วนมันอาจจะเป็นเช่นนั้น

อย่างไรก็ตามเกมกับแมนฯ ยูไนเต็ด ในปี 2009 ยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำของแฟนบอลลิเวอร์พูลไม่น้อย แม้ว่าสุดท้ายมันจะไม่ดีพอให้ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ แต่ก็ทำให้นั่นกลายเป็นฤดูกาลที่น่าตื่นตาตื่นใจ และทำให้ทีมต้องลุ้นจนถึง 2 เกมสุดท้าย

หลายๆ เกมจุดเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ ทำให้ฤดูกาลเกิดความแตกต่าง แม้แต่ในฤดูกาลนี้ชัยชนะเหนือสโต๊ก ซิตี้ เป็นจุดเรียกขวัญ และกำลังใจเป็นอย่างดีในช่วงเริ่มต้นฤดูกาล หากไม่ได้ลูกเซฟจุดโทษของ ไซม่อน มินโญเลต์ในการป้องกันลูกยิงของจอน วอลเตอร์ส หลายคนอาจจะเห็นด้วยว่าเราอาจจะไม่รั้งรองจ่าฝูงในตอนนี้ แม้มันจะมีความต่างเพียง 2 แต้ม

หลายๆ นัดมีผลต่อกำลังใจ รวมไปถึงผลงานต่อเนื่องหลังจากนั้น

ลิเวอร์พูลเจอบททดสอบหลายต่อหลายครั้งที่จะก้าวขึ้น หรือก้าวถอยหลัง การเก็บ 30 แต้มจาก 15 เกมมันมากพอที่จะทำให้ทีมได้แชมป์ในสมัย 2-3 ทศวรรษก่อน แต่ถ้าย้อนมาในช่วงทศวรรษหลังสุดมันไม่ใช่แบบนั้น การทำได้เฉลี่ย 2 แต้มต่อเกมอาจจะไม่ได้กระทั่งรองแชมป์ด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตามเทียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้กับการติด 1 ใน 4 หากลิเวอร์พูลทำได้แบบนี้ไปจนถึงวันสุดท้ายของฤดูกาลแน่นอนว่าทีมจะต้องติด 1 ใน 4 อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะ 76 แต้มนับว่าเพียงพอเสมอ

ยิ่งในฤดูกาลที่การแข่งขันสูสีเหมือนปีนี้แต้มของทีมแชมป์อาจจะไม่สูงอย่างที่ผ่านๆ มา การเก็บได้ซัก 2 แต้มต่อเกมน่าจะทำให้ลิเวอร์พูลถึงเป้าหมาย อย่างไรก็ตามมันเป็นการมองภาพกว้าง ภาพรวม ไม่ได้คิดแบบกำปั้นทุบดินว่าคุณจะต้องเล่นเสมอ 1 ชนะ 1 ไปเรื่อยๆ มันเป็นไปได้ว่าเราอาจจะชนะ 9 เสมอ 3 และแพ้ 3 อย่างที่เห็นจนรั้งอันดับ 2 ของตาราง

มามาดู ซาโก้ ออกมายอมรับว่าเขาเริ่มคิดถึงการลุ้นแชมป์ แม้แน่นอนว่าเป้าหมายของลิเวอร์พูลคือการติด 1 ใน 4 แต่อย่างที่ผมเขียนในบทความเป็นประจำว่าหวังให้สูงเมื่อตกลงมามันก็ยังอยู่ในพื้นที่ๆ เราต้องการได้

ลิเวอร์พูลชนะ 1-0 สามเกมรวดในการเจอกับสโต๊ก(เหย้า), แอสตัน วิลล่า(เยือน) และแมนฯ ยูไนเต็ด(เหย้า) มันทำให้ลิเวอร์พูลอยู่ในจุดเริ่มต้นที่ดี แม้ว่าจะเป็นช่วงวอร์มอัพของฤดูกาล แต่ชัยชนะในเกมแดงเดือดย่อมเรียกความมั่นใจไม่น้อย

แฟนลิเวอร์พูลเริ่มฝันถึงการเริ่มต้นฤดูกาลด้วยการชนะ 8-9 นัดแรก เพราะโปรแกรมไม่ได้หนักเกินไป หรืออาจจะคิดถึงการไม่แพ้ใครจนกว่าจะเยือนอาร์เซนอล

ลิเวอร์พูลบุกไปเสมอสวอนซี 2-2 ในเกมที่ลิเบอร์ตี้ สเตเดี้ยม แน่นอนว่านั่นเป็นเกมที่ยาก และแฟนบอลรับได้ แต่ความพ่ายแพ้ต่อเซาท์แฮมป์ตันคาบ้านทำให้หลายคนเริ่มกังวลว่าทีมจะกลับมาอยู่อีหรอบเดิม(ในหลายๆ ฤดูกาลก่อนหน้านั้น)

มันพิสูจน์ในช่วงเวลาดังกล่าวจากผลงานของเซาท์แฮมป์ตันในการพบกับทีมอื่นๆ ว่าเซาท์แฮมป์ตันไม่ใช่ธรรมดา(แม้ว่าถึงกระนั้นลิเวอร์พูลก็สมควรจะชนะในแอนฟิลด์ให้ได้)

ในช่วงเวลาที่ทีมอาจจะก้าวถอยหลังอีกครั้งทีมของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส แสดงให้เห็นว่าทีมโต้ตอบกลับมา และแสดงออกว่าทีมไม่เหมือนเดิม(ตามความหมายแย่ๆ)

ลิเวอร์พูลบุกไปชนะซันเดอร์แลนด์ 3-1 ตามด้วยกลับมาชนะพาเลซ 3-1 ก่อนที่ผลเสมอในการเยือนนิวคาสเซิ่ลจะน่าเจ็บใจอีกครั้งเมื่อคู่ต่อสู้เหลือแค่ 10 คนเป็นเวลานาน แต่ลิเวอร์พูลกลับมายิงเวสต์บรอมวิช 4-1 เป็นการทำ 4 ประตูนัดแรกของซีซั่น และปูทางสู่โอกาสขึ้นนำจ่าฝูงอีกครั้ง

แฟนบอลหลายคนคาดหวังในเกมกับอาร์เซนอลอย่างมาก เพราะชัยชนะคือการกลับไปนำจ่าฝูงอีกครั้ง ทั้งที่ความเป็นจริงสถิติระยะหลัง หรือตั้งแต่มีเอมิเรตส์ สเตเดียม ลิเวอร์พูลบุกไปชนะได้ 1-2 ครั้งเท่านั้น และส่วนตัวผมก็อยากชนะเหมือนทุกคน แต่หากมีแต้มก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว

ลิเวอร์พูลกลับมาถอยหลังอีกครั้งหลังแพ้ในเกมดังกล่าว เสียงวิพากษ์วิจารณ์แรงขึ้น ทั้งที่เกมนัดนี้ลิเวอร์พูลไม่ได้ต่างจากอาร์เซนอลมากนัก เพียงรายละเอียดเล็กน้อยของเกมเท่านั้น และว่าการตามจริงการแพ้ต่ออาร์เซนอลในเกมเยือนไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายแต่แรก

ลิเวอร์พูลกลับมาทำได้ดีในเกมถล่มฟูแล่ม 4-1 แต่ทีมถอยหลังเมื่อเสมอเอฟเวอร์ตันแบบมีโอกาสชนะ และแพ้ ซึ่งร็อดเจอร์สยังเอาชนะในเมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี้ไม่ได้อีกครั้ง ความพ่ายแพ้แบบหมดรูปต่อฮัลล์ ซิตี้ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์เป็นจุดต่ำสุดของฤดูกาล(หวังว่า) เมื่อทีมหล่นมาอยู่อันดับ 4 ขณะที่ทีมที่ตามมาอยู่ไม่ไกล ช่องว่างในกลุ่มล่างเริ่มเหลือน้อย ขณะที่กลุ่มบนมีสัญญานจะหนีห่าง lucas suarez

อย่างไรก็ตามลิเวอร์พูลถล่มนอริช 5-1 และชนะเวสต์แฮม 4-1 พร้อมกับปัญหาการบาดเจ็บนักเตะบาดเจ็บไปทีละคน แต่กระนั้นผลการแข่งขันคู่อื่นๆ ที่เป็นใจทำให้ทีมกลับมารั้งอันดับ 2 ของตาราง และตามหลังอาร์เซนอลแค่ 5 แต้มเท่านั้น

ลิเวอร์พูลอยู่ในจุดที่มองข้างบนได้อีกครั้ง…

มันไม่ได้มีอะไรแปลกพิสดารเมื่อมองในแง่สถิติทีมที่เก็บได้เฉลี่ย 2 แต้มก็ต้องอยู่ประมาณนี้ แต่ลิเวอร์พูลกำลังจะเจอบททดสอบสุดหินเมื่อต้องไปเยือน ท็อตแน่ม, เชลซี และแมนฯ ซิตี้ติดต่อกัน(แทรกด้วยเกมกับคาร์ดิฟฟ์ในบ้าน และเกมกับฮัลล์ปิดท้ายในวันขึ้นปีใหม่)

มองสถิติเก่าๆ ได้ 6-7 แต้มก็นับว่ามาตรฐาน แต่ 5 นัดถ้าได้ 6-7 แต้ม และคิดถึงมาตรฐาน 2 แต้มต่อนัด มันจะกลายเป็นช่วงขาลง กลับกันถ้าได้ 10 แต้มขึ้นไปจึงจะนับว่าเท่ากับค่าเฉลี่ยช่วงต้น

10 แต้มช่วงนี้มันง่ายขนาดนั้นเลยหรือ? ผมคิดว่าไม่ และเชื่อว่าหลายๆ คนก็รู้ว่าไม่ จริงๆ ถ้าได้  8 แต้มขึ้นไปก็นับว่าฝันเป็นจริงแล้วด้วยซ้ำ แต่นั่นคือการมองแบบภาพรวม

สตีเวน เจอร์ราร์ด บาดเจ็บจนถึงหลังปีใหม่, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ไม่แน่ว่าจะพร้อม แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ก็รอปลายมกราคม

บางทีจะชนะคาร์ดิฟฟ์ กับฮัลล์ ให้ได้ในช่วงลงเล่นติดต่อกันก็ไม่ง่ายแล้ว แต่นั่นเป็นสองเกมบังคับในสายตาของแฟนบอล

อย่างไรก็ตามเราเห็นหลายๆ จุดในฤดูกาลนี้ที่เรามีโอกาสจะทดสอบกับการไต่อันดับขึ้นไป แล้วตกลงมาหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเจอสวอนซี, เซาท์แฮมป์ตัน, นิวคาสเซิ่ล, อาร์เซนอล, เอฟเวอร์ตัน หรือฮัลล์ ชัดเจนว่าเกมนอกบ้านของเราจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุง

และบททดสอบรออยู่ไม่ไกลคือการเยือนไวต์ ฮาร์ต เลน วันอาทิตย์นี้ หากทีมแพ้สเปอร์สจะขึ้นมาทำแต้มทาบลิเวอร์พูลทันที ส่วนผลเสมอก็อาจจะทำให้ทีมหล่นมาอยู่อันดับ 4 ได้หากเชลซี และแมนฯ ซิตี้ชนะ(เชลซีพบพาเลซ และแมนฯ ซิตี้พบอาร์เซนอล)

ในทางกลับกันชัยชนะเหนือสเปอร์สอาจจะทำให้ลิเวอร์พูลตามหลังอาร์เซนอลเหลือแค่ 2, 3 หรือ 5 แต้มเท่าเดิม

ลิเวอร์พูลลงเล่นเป็นคู่สุดท้ายในวันอาทิตย์แปลว่าทีมจะทราบสถานการณ์ทุกอย่าง แม้ว่าค่าเฉลี่ยการทำแต้มของลิเวอร์พูลจะอยู่ที่ 2 แต้ม แต่ใน 1 เกมคุณไม่สามารถเก็บ 2 แต้มได้ไม่ว่าจะในกรณีใด

มันมีแต่กำไร 2  หรือขาดทุน 1 หรือ 2 เท่านั้น

เทียบกับปีที่ผ่านๆ มา ลิเวอร์พูลมาอยู่ในจุดที่ต้องบอกว่าเดินมาไกล อย่างน้อยเกิน 1 ใน 3 ของฤดูกาล และเข้าใกล้ 1 ใน 2 หรือครึ่งฤดูกาลเต็มทน

โปรแกรมครึ่งแรกหนักกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย (มีเกมเยือนอาร์เซนอล, สเปอร์ส, เชลซี และแมนฯ ซิตี้ แต่เล่นในบ้านกับแมนฯยูไนเต็ดทีมเดียว) หากลิเวอร์พูลผ่านครึ่งแรกของฤดูกาลในจุดที่ดี แม้ไม่มีใครคาดเดาอนาคตได้ แต่สถานการณ์หลังผ่านปีใหม่ทีมจะหวังอะไรก็ได้

มันอยู่ที่จุดเริ่มต้นในวันอาทิตย์นี้ว่าทีมจะเดินหน้าไปตรงๆ หรืออ้อมในเส้นทางแบบที่เราเห็นตั้งแต่เปิดฤดูกาล ลิเวอร์พูลชนะ 3 นัดติดต่อกันแค่ 3 เกมแรกในลีกเท่านั้น และหากชนะสเปอร์สได้ในวันอาทิตย์นอกจากแต้มไป-กลับที่จะหนีห่างสเปอร์ส 6 แต้ม และอันดับของทีมจะยังอยู่ที่ 2 ต่อไป(ในกรณีที่เชลซีไม่ยิงเยอะพาเลซแบบถล่มทลายจริงๆ) มันไม่ใช่การชนะติดต่อกัน 3 เกมครั้งที่สองของซีซั่น แต่ยังเป็นโอกาสทองที่ทีมจะลุ้นชนะ 4 เกมติดต่อกันในเกมกับคาร์ดิฟฟ์ที่รออยู่ในแอนฟิลด์

มันเป็นไปได้ แต่เป็นไปได้น้อยมากที่จะหวังชนะ 5 เกมรวดในช่วงคริสต์มาส แต่ถ้ามันมีจุดเริ่มต้น เกมที่เรียกความเชื่อมั่นว่าลิเวอร์พูลสามารถเล่นเกมนอกบ้านได้ดีไม่ยิ่งหย่อนกว่าในบ้าน มันเป็นจุดเริ่มต้นอีกครั้งเหมือนวันเจอกับสโต๊ก หากทีมชนะ 4 เกมถัดไปโจทย์มันจะง่ายขึ้น เมื่อทีมอาจจะต้องการแค่ 6 แต้มจาก 2 เกมอย่างน้อยในการเจอกับคาร์ดิฟฟ์ และฮัลล์ แต่กลับกันถ้าแพ้นอกจากคู่แข่งในการแย่งอันดับจะยิ่งหนักขึ้น มันยิ่งทำให้ความมั่นใจในการเยือนเอติฮัด สเตเดียม และสแตมฟอร์ดบริดจ์ลดน้อยถอยลง

ทุกเกมสามารถเป็นเกมแห่งฤดูกาลได้ แต่จุดเริ่มต้นมีความสำคัญไม่น้อย มันเป็นจุดเปลี่ยน และการรักษาโมเมนตัมไว้

สเปอร์สมีเกมยูฟา ยูโรปา ลีก ที่ไม่มีความหมายในคืนวันพฤหัสบดี พวกเขาคงไม่ส่งตัวจริงลงเล่นแน่ แต่อย่างน้อยมันกีดขวางการเตรียมทีมตลอดสัปดาห์ที่ลิเวอร์พูลมีข้อได้เปรียบเล็กๆ ที่สามารถจัดแผน หรือวางการซ้อมมาตลอดสัปดาห์ได้

ลิเวอร์พูลไม่ได้มีตัวเลือกมากในเวลานี้ แดนกลางเหลือ โจ อัลเลน กับลูคัส เลวา ที่พร้อมที่สุด มันเป็นจุดเสี่ยง แต่ก็เป็นการเริ่มต้นที่จะทดสอบทั้งคู่ ยิ่งถ้าแสดงให้เห็นว่าลิเวอร์พูลผ่านช่วงนี้ไปได้โดยไม่ต้องมี เจอร์ราร์ด หรือสเตอร์ริดจ์ ในทางกลับกันหากพวกเขากลับมาทั้งคู่เมื่อไหร่ ทีมก็จะยิ่งอันตรายมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เหลือหลังจากนั้นที่จะตัดสินฤดูกาลอีกครั้ง

เกมกับสเปอร์สจึงมีความหมายอย่างมาก ยิ่งลิเวอร์พูลชนะนอกบ้านในเกมใหญ่ๆ ช้าไปเรื่อยๆ จะเป็นหลังเกมนี้ เกมกับแมนฯ ซิตี้ หรือเชลซี โอกาสทั้งความหวังที่จะลุ้นแชมป์ยิ่งเลือนราง หรือการติด 1 ใน 4 จะยากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ถ้าลิเวอร์พูลเริ่มตั้งแต่จุดนี้ เพิ่งสถิติชนะนอกบ้านจากที่ทำได้แค่ 2 เกมเท่ากับฟูแล่มทีมอันดับ 18ของตาราง(มีแค่ 3 ทีมในลีกที่ชนะนอกบ้านมากกว่า 3 นัด) มันอาจจะเป็นเกมแห่งฤดูกาล เกมที่เป็นจุดเปลี่ยน หรือจุดเริ่มต้นใดๆ ก็ตาม

สเปอร์สชนะ 3 เสมอ 2 แพ้ 2 ในบ้านฤดูกาลนี้ พวกเขายิงได้ 7 และเสีย 7 จากเกมดังกล่าว ขณะที่ลิเวอร์พูลเล่นนอกบ้านชนะ 2 เสมอ 3 แพ้ 2 ยิงได้ 12 เสีย 13

มันจะเป็นความแตกต่างอย่างชัดเจน และเพิ่มความมั่นใจในหลายๆ เกมที่เหลือ หรืออย่างน้อยมันคือ 3 แต้มสำคัญอย่างแน่นอน

และอย่างน้อยจะเป็นการการันตีว่าทีมมีโอกาสขึ้นปีใหม่ด้วยจุดเริ่มต้นในพื้นที่แชมเปียนส์ลีกเป็นอย่างน้อย และทำให้เราสามารถหวังอะไรได้หลังจากนั้น

มันจะเป็นเกมธรรมดาหากทีมได้ผลเสมอ หรือถอยหลังอีกก้าวหากแพ้ แต่มันอาจจะเป็นเกมแห่งฤดูกาลหากลิเวอร์พูลชนะได้ในช่วงเวลาแบบนี้…

เจ้าของที่ดาวศุกร์

6 Comments

Leave a Reply