ส่วนผสมของ “ลิเวอร์พูล”

by

Newcastle-United-v-Liverpool-Premier-League-1857411

                กาแฟ 1 แก้ว อาจจะต้องใส่ กาแฟ: คอฟฟี่เมท:นม:น้ำตาล ในอัตราส่วน 2:2:3:1 บ้างอาจจะชอบหวานก็จะเป็น  2:2:3:2 หรือใครชอบเข้มข้นก็ต้องปรับมาเป็น 3:2:3:1 หรือ หรือ หรือ ตามแต่ความชอบส่วนบุคคล ส่วนผสมจะเป็นอย่างไรคงไม่มีสูตรตายตัว  ขอแค่เพียงว่าปรุงออกมาแล้วอร่อยถูกปากคนกินก็พอ   กับทีมฟุตบอลก็เช่นกัน ไม่ว่าส่วนผสมจะเป็นเช่นไร หากแต่ว่าเมื่อลงสนามแล้ว “ชนะ” นั่นก็คือสูตรที่ “อร่อย”

                “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ภายใต้การทำทีมของเบรนแดน ร็อดเจอร์ส (ปี2) ที่มีการใช้ระบบการเล่นที่หลากหลาย ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นผลมาจากปัญหาอาการบาดเจ็บของนักเตะและการปรับเปลี่ยนตามแท๊กติคของคู่แข่งแต่ละนัด แต่อย่างไรก็ดีไม่ว่าเราจะเล่นในระบบ 4-2-3-1,4-1-2-1-2,4-1-2-2-1 หรือจะเป็น 3-5-2 “ร๊อดเจอร์ส” ก็ยังคงยึดมั่นในหลักการเล่นเกมส์รุกและเน้นการครองบอลเป็นหลัก ทำให้ปีนี้  “ลิเวอร์พูล” ทำประตูในพรีเมียร์ลีกไปแล้วทั้งสิ้น 53 ประตูจากการลงสนาม 22 นัด เป็นรองเพียงแค่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ทีมเดียวเท่านั้น โดย 33 ประตูเป็นการทำประตูของนักเตะเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น คือ “ซัวเรซและสเตอร์ริดจ์” จนถูกนำไปเปรียบเทียบกับ SAS “เชียร์เรอร์&ซัตตัน” ของทีมกุหลาบไฟยุคแชมป์พรีเมียร์ลีกในปี 1994/1995 โดยในปีนั้นทั้งคู่ทำประตูรวมกันในลีกได้ถึง 49 ประตู (เชียร์เรอร์ 34 ซัตตัน 15) จากทั้งหมด 80 ประตูในพรีเมียร์ลีก

227492-sas

                ซึ่งหากมองกันถึง SAS ของลิเวอร์พูลต้องบอกว่าเป็นคู่หูที่น่ากลัวคู่หนึ่งในวงการฟุตบอล เพราะมีการเล่นที่เข้าขา เข้าอกเข้าใจกันเป็นอย่างมาก ในอดีตเราจะเคยได้ยินการสื่อสารกันของนักเตะในคำว่า “Eye Contract” คือการสบตาแล้วรู้ใจ แต่สำหรับ “ร็อดเจอร์” นั้นได้นิยามการสื่อสารของคู่นี้ว่า “Telepathy” ความหมายคงประมาณว่า “โทรจิต” (อันนี้ลอกเจ้าของที่ดาวศุกร์มา) ที่มีการประสานงานกันอย่างลงตัว เหมือนว่าล่วงรู้ถึงการเคลื่อนที่ของอีกฝ่ายยังไงยังงั้น อย่างไรก็ตามแม้ว่าทั้งคู่จะทำผลงานร่วมกันได้อย่างสุดยอด แต่บางสถานการณ์ 3 ย่อมดีกว่า 2  ถ้าหากว่าจะมีตัวช่วย SAS เพิ่มขึ้นมาย่อมเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว อย่างเช่นในทีม “บาร์เซโลน่า”มี “ชาบี&อินเนียสต้า” เราก็ว่าสุดยอดแล้วและหากเป็น “ชาบี&อินเนียสต้า+เมสซี” ถ้าทั้ง 3 ลงสนามพร้อมกันเมื่อไหร่แทบจะการันตี “ประตู” ได้เลยในเกมส์การแข่งขันนั้น ๆ หรืออย่างในทีมชาติไทย “ซิโก้&ตะวัน” เราอาจจะเคยคิดว่ายอดเยี่ยมแล้ว เมื่อกลายเป็น “ซิโก้&ตะวัน+เนติพงษ์” ยิ่งทำให้เกมส์รุกสมบูรณ์ขึ้นไปอีก จึงเป็นที่มาของการพูดถึงอักษรย่อต่าง ๆ ในทีมลิเวอร์พูลไม่ว่าจะเป็น SSS หรือ SCS หรือบางคนอาจจะมองไปถึง SSCS ไปเลยทีเดียว และนั่นทำให้ผมรู้สึกแปลกใจไม่น้อยว่าทำไมถึงไม่ค่อยมีการพูดถึง SGS

Liverpool v Sunderland - Premier League-1515317Liverpool-v-Everton-Steven-Gerrard-second-goa_2732916

                แม้ว่าเกมส์รุกของลิเวอร์พูล จะทำผลงานได้ดีแล้วเพียงใด แต่ผมยังรู้สึกประหลาดใจอย่างบอกไม่ถูกกับลิเวอร์พูลชุดนี้ ผมจึงนั่งคิด ยืนคิดบางครั้งก็นอนคิด จึงทำให้นึกขึ้นได้ว่า บางทีมันอาจเป็นเพราะความ “เคยชิน” ส่วนตัวของผมเองก็เป็นได้  เพราะกว่า 10 ปีแล้ว ลิเวอร์พูลที่ผมติดตามหากจะนึกถึงนักเตะในเกมส์รุก หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของ “กัปตันG” อยู่ด้วย  ไม่ว่าจะเป็นคู่ของ “โอเว่น&เฮสกี” หรือยุคของแชมป์ยุโรป “บารอสหรือซิสเซ่” ถัดมาก็เป็น “เคราซ์,เค้าท์” และมาถึงยุคที่เด่นชัดที่สุดคือ “เจอร์ราด&ตอเรส”ที่ตลอด 3 ปีครึ่ง พวกเค้าทำรวมกันกว่า 150 ประตูจากการลงสนามทุกรายการ และสำหรับ “สตีเว่น เจอร์ราด” ตั้งแต่ฤดูกาล 2004/2005 เป็นต้นมา มีเพียงฤดูกาลเดียวคือ 2011/2012  ที่เจอร์ราดทำประตูไม่ถึง 10 ประตูต่อฤดูกาล แต่นั่นก็เป็นเพราะปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนทำให้ฤดูกาลนั้นได้ลงสนามในลีกเพียงแค่ 18 นัดเท่านั้น

                ด้วยอายุที่มากขึ้นของ “กัปตัน” อาจจะทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ?  ตำแหน่งที่มีการพูดถึงกันมากในช่วงนี้ คือ“ตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ” เป็นตำแหน่งที่ “ปีร์โล” ในวัย 34 ปีอายุไล่เลี่ยกันกับ “เจอร์ราด” ทำได้ดีกับทีมชั้นนำของอิตาลีอย่าง “ยูเวนตุส”  แม้ว่าเจอร์ราด จะมีคุณสมบัติในการอ่านเกมส์ได้เด็ดขาด การเปิดบอลที่แม่นยำ สามารถเปลี่ยนจากรับเป็นรุกได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็คงเป็นอย่าง “เจ้าของที่ดาวศุกร์และHowk_kyได้บอกไว้ในคอลัมน์“โจทย์ข้างหน้า และการบ้านของลิเวอร์พูล” และคอลัมน์ “เจอร์ราดเล่นหน้าแผงหลังไม่ได้จริง ๆ ใช่มั้ย”(ติดตามอ่านกันได้ที่ http://www.lovelfc.com/blogs/?cat=13) ว่าหากเจอร์ราดจะเล่นตำแหน่งนี้จริง ๆ ควรต้องมีตัวช่วยที่ดีด้วยไม่ใช่ถูกปล่อยไว้โดดเดี่ยวอย่างเกมส์ที่พบกับแอสตัน วิลล่า และผมยังเห็นต่อด้วยว่า การที่ “กัปตัน” จะต้องเปลี่ยนตำแหน่งจากนักเตะในเกมส์รุก ที่เล่นมากว่า 10 ปีแล้วให้มาเล่นเกมส์รับเป็นหลักนั้นต้องใช้เวลา เพราะเราต้องไม่ลืมว่า “ปีร์โล” เล่นตำแหน่งนี้มาเกือบตลอดการค้าแข่งของเค้า ไม่ใช่เพิ่งมาเล่นในวัย 33 ย่าง 34 อย่างเจอร์ราด

                ผมมองแง่ดีว่าตำแหน่งHolding Midfielder” ที่เน้นการเล่นเกมส์รับเป็นหลักนั้น ไม่จำเป็นต้องวิ่งขึ้นวิ่งลงตลอดเวลาน่าจะเหมาะกับนักเตะที่มีอายุมากขึ้นอย่างเจอร์ราดและการเปลี่ยนตำแหน่งตอนอายุหลักสามแล้วใช่ว่าไม่มีในโลกฟุตบอล “โลห์ธ่า มัสเธอุส” นักเตะเยอรมันตะวันตก เป็นตัวอย่างที่ดีของการเปลี่ยนแปลง โดยเปลี่ยนจากกองกลางมาเล่น “ลิเบอโร่” จนอายุเกือบ 40 โดยวัตถุประสงค์หนึ่งในการเปลี่ยนตำแหน่งของนักฟุตบอลก็เพื่อให้นักเตะที่ดีที่สุดได้อยู่กับเรานานที่สุด แต่บางครั้งผมยังมองว่ามันใช้ไม่ได้ทุกกรณีเสมอไป  นักเตะบางประเภทเกิดมาพร้อมพลังเพื่อทำลายล้างคู่แข่งเท่านั้น และเจอร์ราดคือนักเตะประเภทนั้น ทุก ๆ ครั้งที่ลูกออกจากเท้า “กัปตัน” แล้วไปซุกอยู่ที่ก้นตาข่าย ทุก ๆ ครั้งที่เราได้เห็น “กัปตัน” แสดงอาการดีใจ มันคือความสุขและเป็นสิ่งกระตุ้นเพื่อนร่วมทีมรวมไปถึงแฟนบอลทั่วโลกเพราะมันคือสิ่งหล่อเลี้ยงให้เจอร์ราดและลิเวอร์พูลมีชีวิตชีวามาถึงทุกวันนี้  เพราะที่ผ่านมา “เจอร์ราด” ก็เปรียบได้เสมือนกับ “หัวใจ” ในการขับเคลื่อนของลิเวอร์พูล แต่วันนี้ “ซัวเรซ” คือ “สมอง” ของลิเวอร์พูลที่คอยบัญชาการและเป็นส่วนสำคัญของทีม แม้ว่าผมจะมองว่านั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วที่ชีวิตของเราทุกคนไม่ว่าจะกระทำการสิ่งใด ๆ ก็ควรต้องผ่านกระบวนการคิดของสมองเสียก่อน  แต่นั่นอาจจะยังไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไปเพราะในชีวิตจริงก็มีหลาย ๆ ครั้งเช่นกันที่เรากลับเลือกที่จะทำตาม “หัวใจ” ไม่ใช่ “สมอง”  …จะดีสักเพียงไรหาก “ หัวใจ และ สมอง”  สั่งให้เราได้ทำในสิ่งเดียวกัน  เพราะนั่นคงเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด

                หลังเกมส์กับแอสตัน วิลล่า “เจอร์ราด” ให้สัมภาษณ์ในทำนองที่ว่า เค้าเล่นได้ไม่ดีในตำแหน่งนี้ ในอนาคตยังไม่แน่ใจว่าเค้าจะได้เล่นเกมส์รุกมากขึ้นหรือต้องไปอยู่ที่ม้านั่งสำรองแทน จากประโยคข้างต้นคงมีการนำไปตีความได้หลากหลาย แต่สำหรับผมขอเลือกมองในมุมมองที่ว่า “เจอร์ราดต้องการเล่นเกมส์รุก” แต่ว่าด้วยอุปนิสัยของ  “กัปตัน” ย่อมมองประโยชน์ของทีมเป็นอันดับแรกเสมอ จะไม่มีการกระทำใด ๆ ที่เป็นปัญหาของทีมแน่ หากการเล่นเกมส์รับแล้วเป็นประโยชน์กับทีมเค้าจะทำ หากต้องนั่งม้านั่งสำรองแล้วทีมได้ประโยชน์เค้าก็จะทำเช่นกัน  ซึ่งการที่ “ร็อดเจอร์ส” ให้ สเตอร์ลิง และ คูตินโญ่ลงสนามสม่ำเสมอนั้นก็เพื่ออนาคตของทีม และผมคิดว่านักเตะทั้ง 2 คน หากยกระดับการเล่นของตนได้ในเร็ววัน  โดยเฉพาะการจบสกอร์ พวกเค้าจะกลายมาเป็นกำลังหลักให้ลิเวอร์พูลในอนาคตอันใกล้นี้ได้ไม่ยาก

ad_121203937.jpg w=1000&h=716 Liverpool v Norwich City - Premier League-1545588

                จากคำสัมภาษณ์ข้างต้นของ “กัปตัน” ไม่รู้ว่าจะมีผลต่อส่วนผสมของ “ร็อดเจอร์ส” หรือไม่ ? ส่วนผสมที่ลงตัวที่สุดของลิเวอร์พูลจะเป็นเช่นไร ?   SCS หรือ SSS จะลงตัวในฤดูกาลนี้เลยหรือไม่ ?  นั่นก็ยังคงเป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบในตอนนี้ ผมเองก็ได้แต่หวังว่า “ร็อดเจอร์ส” จะหาสูตรที่ลงตัวที่สุดให้ลิเวอร์พูลได้ในเร็ววัน แต่ถ้าหากว่า SSCS ยังไม่พร้อมในฤดูกาลนี้จริง ๆ  ผมอยากให้ลองเติมส่วนผสม G ใส่ใน SAS ดูสักครั้ง เพราะนั่นคือส่วนผสมที่สำคัญชิ้นหนึ่งที่ทำให้ลิเวอร์พูล “อร่อย” มาร่วมทศวรรษ ที่ทำให้ผมและหลาย ๆ คนติดอกติดใจมาจนถึงทุกวันนี้

4 Comments

Leave a Reply