This Is ANNfield by howk_ky, บทความ - Columns — February 27, 2014 at 10:53 pm

TIA Column : เกมรับ สามเหลี่ยมหัวกลับ และแชมป์พรีเมียร์ลีก

by

 

1809__3393__applause

สาบานได้เลยค่ะ ว่าในนาทีที่สวอนซี ตีเสมอลิเวอร์พูลที่แอนฟิลด์ ในเกมพรีเมียร์ลีก เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เรายังคงมีความเชื่อว่า “เราจะชนะ” แม้จะรู้สึกเซ็งไปบ้าง ที่อุตส่าห์ยิงประตูขึ้นนำผู้มาเยือนถึง 2-0 แต่กลับปล่อยให้ถูกตีเสมอ 2-2 และเมื่อยิงนำได้ 3-2 ยังถูกตีเสมอ 3-3 อีก แต่เพราะหลายๆเกมก่อนหน้านั้น ที่ทำให้เราเชื่อมั่นว่า แล้วทีมจะกลับมา อาการลนลาน เร่งรีบ และร้อนลน มันเริ่มจางหายไปจากบรรดานักเตะชุดสีแดงเพลิงในสนาม นักเตะลิเวอร์พูลนิ่งขึ้น เมื่อถูกตีเสมอ หรือโดนยิงนำ (อย่างเกมกับฟูแล่ม) มันทำให้เรามีความเชื่อมั่นในวิถีทางในการต่อสู้ของทีม และพวกเขาก็กลับมาได้จริงๆ

แต่ในม่านหมอกแห่งความปิติยินดีในชัยชนะของทีม เชื่อว่าแฟนหงส์หลายคนก็ยังคงมีความคลางแคลงใจอยู่ไม่น้อยกับเกมรับของทีม ที่เสียประตูไปไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อทีมไม่มีมิดฟิลด์ชาวบราซิเลียนอย่าง ลูคัส เลวา อยู่ในสนาม และเบรนแดน ร็อดเจอร์ส เลือกใช้สตีเวน เจอร์ราร์ด ยืนลึกหน้าแผงหลัง บวกกับปัญหาสลับหน้ากันบาดเจ็บของแผงหลังทั้งแผง ไม่ว่าจะเป็นจีเจ แอกเกอร์ เอนริเก้ และซาโก้ คงมีแค่สเคอเทลที่ได้ลงสนามอย่างต่อเนื่องกว่าคนอื่น นอกจาก ปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บ ยังมีเรื่องของแผนการเล่นที่ต้องบอกว่า เพราะเบรนแดน ร็อดเจอร์ส เลือกที่จะเสี่ยงเองกับแผนนี้

เสี่ยงอย่างไร…

เขาเลือกใช้ระบบ 4-3-3 โดยให้แบ็คเติมเกมสูง และลักษณะการยืนของมิดฟิลด์ 3 คน ก็เป็นแบบ สามเหลี่ยมหัวกลับ คือ มีมิดฟิลด์ตัวรับหน้าแผงหลังเพียงคนเดียว และใช้มิดฟืลด์ตัวรุก 2 คน โดยที่ก่อนหน้านี้ เราเคยยืนในลักษณะสามเหลี่ยมปกติมาก่อน ในช่วงต้นฤดูกาล ลูคัสจะยืนหน้าแผงหลังคู่กับเจอร์ราร์ด และในจังหวะเล่นเกมรุก กัปตันก็อาจจะยืนสูงกว่าลูคัส ขึ้นไปช่วยสนับสนุนเกมรุกเป็นส่วนใหญ่ คอยคอนโทรลเกม ถ่ายเทบอลไปยังพื้นที่ต่างๆ แต่ในเกมกับสโต๊ค ซิตี้ เมื่อเจอร์ราร์ดกลับมาลงเล่นเกมลีกเป็นเกมแรกหลังหายจากอาการบาดเจ็บ ร็อดเจอร์สเริ่มที่จะใช้แผงมิดฟิลด์สามเหลี่ยมหัวกลับ โดยให้เจอร์ราร์ดยืนหน้าแผงหลัง ลูคัสยืนสูงขึ้นมาและให้ทำหน้าที่ช่วยเกมรุก ร่วมกับเฮนเดอร์สัน ปรากฏว่า ลิเวอร์พูลเสียถึง 3 ประตู โดยประตูที่ 2 ที่ชาร์ลี อดัม ยิงตีเสมอ มาจากการจ่ายคืนหลังไม่รู้กันระหว่างเฮนเดอร์สันกับเจอร์ราร์ด ทำให้อดัมฉกบอลไปยิง และประตูที่ 3 ของสโต๊ค มาจากการตัดบอลของเจอร์ราร์ดที่ไม่เด็ดขาด และลูคัสเก็บบอลต่อไม่ได้ ทำให้ถูกสโต๊คได้โอกาสจนนำไปสู่ประตู

เกมถัดมากับแอสตัน วิลล่า เกมที่อาจจะเป็นหนึ่งในเกมที่เลวร้ายที่สุดของกัปตันเลยทีเดียว และเกมนี้ไม่มีลูคัสลงมาช่วย เพราะบีร็อดเลือกดร็อปลูคัสเป็นตัวสำรอง การยืนตำแหน่งแบบสามเหลี่ยมหัวกลับในนัดนี้ เป็นการยืนตำแหน่งที่ไร้ความสมดุลโดยสิ้นเชิง มิดฟิลด์ 2 คนหน้าเจอร์ราร์ด คือ เฮนเดอร์สันและคูตินโญ่ ทั้งสองคนยืนห่างจากเจอร์ราร์ดมากเกินไป และเมื่อเสียบอลก็ลงมาช่วยไล่ไม่ทัน ประกอบกับแบ็คทั้งสองข้างที่เติมเกมค่อนข้างสูง เมื่อวิลล่าตัดบอลได้ เล่นเกมสวนกลับเร็ว จึงเหลือเพียงเซ็นเตอร์ 2 คนกับเจอร์ราร์ดเท่านั้น ทำให้เราเสียถึง 2 ประตู ดีที่สเตอร์ริดจ์ยิงคืนมาได้ลูกนึงก่อนหมดครึ่งแรก

และโชคดีที่บีร็อดไม่ดื้อรั้นใช้แผนเดิมต่อ เขารีบส่งลูคัสลงมาในครึ่งหลัง และเกมของเราก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะมีคนคอยชะลอเกม และทำให้เจอร์ราร์ดได้กลับไปคุมเกมในพื้นที่ที่สูงขึ้น และได้ลดความกดดันลงไปจนนำไปสู่การเปิดบอลยาวให้ซัวเรซ และได้จุดโทษในที่สุด ซึ่งเกมนี้เองที่นำมาสู่การวิพากษ์วิจารณือย่างกว้างขวางว่าเจอร์ราร์ดสามารถเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวรับหรือตัวคุมเกมหน้าแผงหลังได้หรือไม่กันแน่ อย่างไรก็ตาม เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ยังคงเลือกที่จะรักษาแผนการยืนตำแหน่งเช่นเดิม คือ สามเหลี่ยมหีวกลับ และเมื่อไม่มีลูคัส จึงเป็นเจอร์ราร์ดที่ต้องยืนหน้าแผงหลังต่อไป

จากเกมกับเอฟเวอร์ตัน, เวสบรอมฯ, อาร์เซน่อล, ฟูแล่ม จนถึงล่าสุดกับสวอนซี รวมถึงเกมบอลถ้วยในรายการเอฟเอ คัพ เจอร์ราร์ดยืนหน้าแผงหลังทุกเกม ร็อดเอจร์สใช้แผนการยืนแบบเดิมทุกเกม และและเรายังไม่แพ้ในเกมลีกเลย แต่ที่น่าห่วง คือ ประตูที่เสียไป ซึ่งอันที่จริงหลายลูกนั้นมาจากความผิดพลาดรายบุคคลมากกว่าแผนการเล่นและการยืนตำแหน่ง 

แน่นอนว่าวิธีการเล่นที่เน้นเกมรุก ใช้ทั้งแบ็คสองข้าง และมิดฟิลด์ตัวรุกสองตัว ทำให้แผงหลังเหลือพื้นที่ที่ต้องรับผิดชอบเยอะมาก และมันก็ยากที่จะปิดมิด อย่างไรก็ตาม ลองย้อนรำลึดถึง 3 ประตูในเกมล่าสุดที่เสียให้สวอนซีดู เราคิดว่า ล้วนแล้วแต่มาจากข้อบกพร่องรายบุคคลทั้งสิ้น ประตูแรกที่จอนโจ เชลวียิงได้ ขอบอกเลยว่าในนาทีที่เสียประตูนี้ เรานึกโทษกัปตันที่ไม่ตามไปบล็อกลูกยิง แต่เมื่อดูคลิปอีกครั้งก็เห็นว่า กัปตันตามกดดันดายเออร์อยู่ที่เลี้ยงบอลเลาะมาตามริมกรอบเขตโทษ ก่อนจะไหลให้เชลวีที่ยืนโล่งๆ ไม่มีใครตามเข้าประกบ ทั้งเฮนเดอร์สันและฟลานาแกนที่ยืนใกล้เชลวียิ่งกว่ากัปตัน และนั่นทำให้เชลวียิงได้ทันที ซึ่งต้องชมการยิงที่ดีพอของเขาด้วย ประตูที่สอง เราคิดว่ามันออกจะเป็นลูกที่ซวยไปนิดที่บอลไปแฉลบสเคอเทลเข้าประตู แต่ที่จริงควรมีคนตามประกบโบนี่ไม่ให้ขึ้นโหม่งง่ายขนาดนั้น และประตูนี้อาจเป็นความคิดของเจอร์ราร์ดที่ไม่ตามประกบเอาเสียเลย และประตูสุดท้ายมาจากจุดโทษ ที่สเคอเทลต้องเรียนรู้ที่จะไม่ไปรั้งตัวนักเตะคู่แข่งเช่นนั้น ที่จริงเขาหวุดหวิดจะโดนหลายครั้งแล้ว แต่ก็รอดมาได้ทุกครั้ง จนในที่สุดครั้งนี้ไม่โชคดีอย่างครั้งก่อนๆแล้ว

มันก็ดูน่ากลัว เมื่อคิดว่า ความผิดพลาดในเกมรับมันเกิดขึ้นเกือบทุกนัด และเราคิดว่า มันก็เป็นบทเรียนที่นักเตะทุกคนต้องเรียนรู้ เพื่อแก้ไข ที่สำคัญ ร็อดเจอร์สเลือกแล้วที่จะใช้มิดฟิลด์แบบสามเหลี่ยมหัวกลับ ไม่ว่าใครจะเป็นมิดฟิลด์ที่ยืนหน้าแผงหลัง สิ่งที่ร็อดเจอร์สต้องการ ไม่ใช่การเข้าแทคเกิ้ลอย่างดุเดือด เขาต้องการคนคุมพื้นที่ รอมิดฟิลด์อีกสองคนและแบ็คถอยลงมาช่วยไล่บอล และเล่นเกมรับ ต้องการคนที่จะคอยควบคุมจังหวะเกม วางบอลยาวเมื่อมีโอกาส และกัปตันก็อาจเป็นคนที่เหมาะสมที่สุดแล้วที่จะทำหน้าที่ตรงนี้ แน่นอนว่ามันยังไม่สมบูรณ์แบบและอาจไม่มีวันที่จะสมบูรณ์แบบ แต่มันน่าจะดีพอสำหรับทีม

4 แต้มตามหลังจ่าฝูง ถ้าบอกว่า “ไม่หวัง” คงจะเป็นการโกหกคำโต แต่เราต้องหวังอย่างมีสติ ลิเวอร์พูลชุดนี้ได้สร้างแอนฟิลด์ให้กลายเป็นป้อมปราการอันยากจะทำลายลงได้แล้ว 14 นัดในลีก ชนะ 12 แพ้และเสมอไปอย่างละนัดเท่านั้น และถึงเวลาที่จะต้องมาพัฒนาเกมเยือนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยที่ผ่านมา ลิเวอร์พูลเล่นเกมเยือนไป 13 นัด ชนะ 5 เสมอ 4 และแพ้ 4 ซึ่ง 4 เกมที่แพ้นั้นเป็นการพ่ายแพ้ 3 ทีมนำอย่างเชลซี อาร์เซน่อลและแมน ซิตี้ ส่วนอีกทีมได้แก่ การพ่ายแพ้ฮัลล์ ซิตี้

ที่สำคัญ หากเราดูที่คะแนนในตารางที่ใครต่อใครชอบพูดกันว่า “ตารางคะแนนไม่เคยโกหก” ล่ะก็ หลังผ่านมา 27 นัด ลิเวอร์พูลมี 56 แต้ม มากกว่าฤดูกาลที่เข้าใกล้แชมป์ลีกมากที่สุดอย่างฤดูกาล 2008-09 ที่ผ่านไป 27 นัด ลิเวอร์พูลมีอยู่ 55 แต้ม แถมทีมนำจ่าฝูงของฤดูกาลนี้ยังมีคะแนนน้อยกว่าฤดูกาล 2008-09 ถึง 6 แต้ม โดยในปี 2009 ผ่านไป 27 นัด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนำจ่าฝูงที่ 65 แต้ม ขณะที่ปีนี้เป็นเชลซีซึ่งนำจ่าฝูงด้วยคะแนน 60 แต้ม

ตามจ่าฝูง 10 แต้ม ในฤดูกาล 2008-09 โดยเมื่อเราสามารถบุกไปเอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดถึง 4-1 ทำให้แต้มไล่ขึ้นมาห่างที่ 7 แต้ม รวมถึงแมนยูพลาดพ่ายฟูแล่มทำให้ลิเวอร์พูลตามเพียง 4 แต้มและกลับมามีความหวังอีกครั้ง แต่อย่างไรก้ต้องคอยแช่งให้แมนยูพลาดอยู่ดี แต่ในฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูลตามเชลซีเพียง 4 แต้ม และยังเหลือเกมที่จะเจอกันที่แอนฟิลด์อีก 1 นัด ซึ่งหากลิเวอร์พูลชนะได้ โอกาสของเราจะเปิดกว้างยิ่งกว่าในฤดูกาล 2008-09 มากนัก เพียงแต่ในเวลานี้ เราต้องเล่นให้ทุกนัดเสมือนหนึ่งเป็นนัดชิงชนะเลิศบอลถ้วย

11 นัดที่เหลือในลีก …เราไม่ควรคิดว่ามีเกมไหนที่ง่ายที่ยาก เราควรจะหยุดคิดกันเรื่องยากเรื่องง่าย แต่เราต้องคิดเพียงว่า ทำให้ดีที่สุด ทุ่มเทอย่างเต็มที่ทุกๆนาทีในสนาม และในฐานะแม่ยกกัปตัน นี่อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายแล้วจริงๆ ที่กัปตันจะทำฝันให้เป็นจริงได้

มันเป็นความจริงที่ว่า ไม่มีทีมไหนที่จบฤดูกาลก่อนด้วยตำแหน่งต่ำกว่าอันดับ 3 พุ่งขึ้นมาคว้าแชมป์ได้ในฤดูกาลถัดไป ลิเวอร์พูลจบฤดูกาลในอันดับ 7 เมื่อปีที่แล้ว และเมื่อเราคิดถึงแชมป์ในฤดูกาลนี้ …แน่ล่ะ ใครๆก็คงหาว่าเราบ้า แต่เราคิดว่า ฤดูกาลนี้มันก็เป็นฤดูกาลที่บ้าจริงๆ เมื่อเรามีข้อได้เปรียบหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น การไม่มีโปรแกรมบอลยุโรปมาตัดกำลัง และนี่คือปีที่สองของเบรนแดน ร็อดเจอร์ส ซึ่งเขาได้ปรับทีม เสริมทัพ ให้เล่นในวิถีทางที่เขาต้องการแล้ว อีกทั้งหลายๆทีมก็เปลี่ยนผู้จัดการทีม ที่ทำให้แม้จะเป็นทีมที่มีนักเตะระดับโลกอยู่ล้นทีม ก็ยังต้องใช้เวลาปรับทีม ปรับตัว และหาทีมที่ใช่สำหรับแนวทางของตัวเอง ทั้งมูรินโญ่และเปเยกรินี่ ส่วนอาร์เซน่อลที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร แต่พวกเขาก็ขาดขุมกำลังในแดนหน้า ซึ่งกลับเป็นจุดแข็งที่สุดของลิเวอร์พูล ส่วนแชมป์เก่าอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้นก็ถึงเวลาที่ต้องผลัดใบ เปลี่ยนถ่ายทั้งผู้จัดการทีมและนักเตะตัวหลัก ซึ่งทำให้พวกเขาหลุดวงโคจรลุ้นแชมป์ไปอย่างสิ้นเชิง ซ้ำยังทำท่าจะหลุดพื้นที่แชมเปี้ยนส์ลีกในฤดูกาลหน้าด้วย

ดังนั้น…โอกาสดีกว่านี้ ไม่มีอีกแล้ว แน่นอนว่าเราไม่ใช่จ่าฝูงในตอนนี้ แต่ทุกอย่างยังอยู่ในกำมือเรา เรากำหนดชีวิตเราเองได้ ขอเพียงจงทำให้ดีที่สุด

พฤษภาคมนี้ ไม่ว่าลิเวอร์พูลจะอยู่ตรงไหน สำหรับเราแล้ว มันจะเป็นดือนพฤษภาคมที่มีความหมายมากที่สุดปีหนึ่งในชีวิต เพราะเราจะได้เดินทางไปทำตามความฝัน ไปยืนเชียร์ทีมรักที่แอนฟิลด์เป็นครั้งแรกในชีวิต เป็นเกมกับนิวคาสเซิล ในวันสุดท้ายของฤดูกาล 2013-14 

เราจะไปยืนปรบมือ ร้องเพลงขอบคุณนักเตะ และถ้าเราโชคดีมากพอ เราคงจะได้ฉลองการกลับไปเล่นแชมป์เปี้ยนส์ลีกของทีมรักอีกครั้งร่วมกับทุกๆคน หรือถ้าเป็นโชคดีที่สุดในชีวิต เราอาจจะได้เห็นกัปตันสตีเวน เจอร์ราร์ด ชูถ้วยพรีเมียร์ลีกสมัยแรกให้แก่สโมสรอันเป็นที่รักของเราก็ได้ ใครจะไปรู้ล่ะ

หวังไปเถอะค่ะ ความหวังทำให้ชีวิตมีความหมาย ไม่ว่าสุดท้ายแล้ว ความหวังจะเป็นจริงหรือไม่ ก็ไม่สำคัญเท่ากับได้ทำตามความฝัน ความหวังนั้นอย่างเต็มกำลัง นั่นต่างหาก คือ สิ่งที่มีค่ามากที่สุด

 

howk_ky

19 Comments

Leave a Reply