TL : ร้อนแรงดั่งไฟในคืนที่พายุโหม(เมื่อเกมกับโอลิมเปียกอสแวบเข้ามาในหัว)

by

 

ผมย้ำมาตั้งแต่กลางฤดูกาลไม่ว่าจะเขียนใน lovelfc.com หรือส่งบทความไปลงเว็บฯ ทางการภาคภาษาไทย http://thailand.liverpoolfc.com/ เสมอตั้งแต่กลางฤดูกาลที่ผ่านมาว่าลิเวอร์พูลควรจะมองถึงการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกไม่ใช่แค่พื้นที่แชมเปียนส์ลีก อย่างที่ย้ำในเหตุผลว่าหากทีมเกาะกลุ่มลุ้นแชมป์(ได้ไม่ได้ก็อีกเรื่อง) หากพลาดทีมก็ยังอยู่ในพื้นที่แชมเปียนส์ลีก แต่หากเราสู้แค่หวังพื้นที่แชมเปียนส์ลีกสุดท้ายหากพลาดทีมอาจจะไม่ได้อะไรเลย(สำหรับผมยูโรปาลีกแทบจะใกล้เคียงกับคำว่าไม่ได้อะไรเลย) เหมือนสำนวนกอล์ฟที่ว่า ตีลูกให้ถึงดวงจันทร์ หากคุณพลาดก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว

แต่ถ้าถามว่าผมมั่นใจหรือเปล่า? ผมก็เหมือนกับแฟนบอลทุกคนนั่นแหล่ะ ผมไม่ได้เพ้อฝัน หรือมองโลกไกลกว่าความเป็นจริงของคนอื่น หรือคิดถึงเหตุผลเหนือธรรมชาติ ไสยศาสตร์ มากไปกว่าความน่าจะเป็นที่พิจารณา

เพียงแต่ความน่าจะเป็นของผมอาจจะเป็นในแง่ บวกมากหน่อยเมื่อคิดถึงลิเวอร์พูลก็เท่านั้นเอง…

จริงๆ แล้วลิเวอร์พูลขึ้นปีใหม่ด้วยตำแหน่งที่นับว่าดีมากๆ และยังมองถึงแชมป์ได้ แต่การทำแต้มหลุดมือในการเจอแอสตัน วิลลา และเวสต์บรอมวิช ความจริงแล้ว ผมว่าใครที่เป็นแฟนบอลลิเวอร์พูลมานานไม่ได้มองว่ามันเป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย แต่มันทำให้เดือนมกราคมต่อกุมภาพันธ์ เราอยู่ในจุดที่ห่างจากหัวตาราง จนทำให้บางคนอาจจะพาลคิดไปว่า มันไกลเกินไป และเหมือนกับหลายๆ ปีที่เรามักจะพูดซ้ำๆ ว่ารอปีหน้า

ปีไหนได้ลุ้นถึงธันวาคม หรือมกราคมก็นับว่าดีแล้วอะไรแบบนั้น แต่ความจริงฤดูกาลนี้มันต่างกันมาก

ผมเขียนมาหลายครั้งถึงโปรแกรมช่วงที่เหลือของฤดูกาลเทียบกับ 4 หรืออาจจะ 7 ทีมหัวตารางด้วยซ้ำว่าลิเวอร์พูลมีความได้เปรียบซ่อนอยู่มาก มากพอที่จะทำให้ทีมอาจจะทำได้เกินเป้าหมาย(เนื่องจากครึ่งฤดูกาลแรกเราทำแต้มบวกขึ้นมาเยอะด้วย)

อย่างไรก็ตามเกมกับอาร์เซนอลที่ผ่านมา มันเป็นโจทย์ที่อยู่ในใจลึกๆ แม้ว่าผมจะมั่นใจพอประมาณ แต่ก็กล้ายอมรับว่าหากไม่ชนะอาร์เซนอล ลิเวอร์พูลอาจจะหมดสิทธิ์ลุ้นแชมป์อย่างไม่เป็นทางการ แม้ว่าทางทฤษฏีจะเป็นไปได้ แต่การมองตามความเป็นจริงก็อยู่ในพื้นฐานที่ว่ามันยากจนเกือบจะใกล้เคียงกับเป็นไปไม่ได้

เอาง่ายๆ ดูแมนฯ ยูไนเต็ด ตอนนี้พวกเขาหมดลุ้นแชมป์แล้วแน่นอน อันนี้เป็นการยกตัวอย่างไม่ใช่ดูถูก แม้ว่าตามทฤษฎีจะเป็นไปได้แต่ในทางปฏิบัติแต้มมันไกลเกินไป นอกจากที่พวกเขาต้องชนะรวดๆ ที่เหลือทั้งหมด ยังต้องลุ้นให้หลายๆ ทีมพลาดๆๆๆ มันเลยเรียกว่าเป็นไปไม่ได้แล้ว

กลับกันหากลิเวอร์พูลไม่ชนะ หรือแพ้อาร์เซนอล แต้มจะห่างไปไกลกว่านี้ และในสงครามที่มีม้า 4 ตัวการลุ้นให้หลายทีมพลาดมันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ

ลิเวอร์พูลชนะอาร์เซนอล ผมไม่ต้องพูดถึงความสมบูรณ์แบบในเกมดังกล่าว แต่ความรู้สึกร้อนแรง เหมือนมี ไฟเผาผลาญอยู่ในใจเวลานี้ คือการได้ชมเกมที่ลิเวอร์พูลบุกเอาชนะฟูแล่ม 3-2 เมื่อคืนที่ผ่านมา

มันเป็น จุดเปลี่ยนที่สมบูรณ์แบบในฤดูกาลนี้หากจะเกิดอะไรที่ยิ่งใหญ่เมื่อจบฤดูกาล…

 

ลิเวอร์พูลลงสนามอย่างเป็นต่อฟูแล่ม ในเกมคืนวันพุธ แต่ความจริงสถิติการเยือนคราเวน ค็อตเทจไม่เคยง่าย(เว้นแต่ที่แดเนียล สเตอร์ริดจ์มาทำแฮตทริกในฤดูกาลที่แล้ว) และท่ามกลางข่าวเรื่องสภาพอากาศที่อังกฤษมีปัญหา มันมีอันตรายซ่อนอยู่ ทั้งเหตุผลเรื่องการเลื่อนเกม และเหตุผลที่ผมจะพยายามกล่าวถึงให้มากที่สุด

เกมนี้เกือบถูกเลื่อนไปจากปัญหาคนงานรถไฟใต้ดินนัดหยุดงานประท้วง และเกือบเลื่อนอีกครั้งหลังมีพายุเข้าที่อังกฤษทำให้เกมในแมนเชสเตอร์ และลิเวอร์พูล(แมนฯ ซิตี้ และเอฟเวอร์ตันเป็นเจ้าบ้าน)ถูกเลื่อนออกไปจากหลายสาเหตุทั้งด้านความปลอดภัยของแฟนบอล สภาพสนาม และพายุลูกเห็บ

อย่างไรก็ตามเกมในลอนดอนตะวันตกไม่มีปัญหา สามารถดำเนินต่อไปได้ เพียงแต่ถ้าหลับตานึกภาพในฐานะกองเชียร์ลิเวอร์พูลการเดินทางไปในสภาพอากาศแบบนี้ มันมีผลรบกวนสมาธิหลายอย่าง ไม่นับว่ากองเชียร์ทีมเยือนในเกมนี้จะมีมากแค่ไหน และที่น่าห่วงไม่แพ้กันคือสไตล์การเล่น…

 

โคโล ตูเร สกัดบอลเข้าประตูตัวเองในแบบที่เกิดขึ้นอยาก เมื่อบอลปั่นไปคนละทิศทางกับหลังเท้า แน่นอนว่าอาจจะมีคนบ่นกับความผิดพลาดของกองหลังไอวอรี่โคสต์ แต่เกมคืนที่ผ่านมา มาร์ติน สเคอร์เทลกล่าวหลังเกมว่าเป็นเกมที่อยู่ท่ามกลางสภาพลมที่แรงผิดปกติ และแน่นอนว่าสำหรับกองหลังมันเป็นหายนะอย่างหนึ่ง และสองครั้งที่ทีมเสียประตูในเกมนี้เป็นจังหวังที่บอลลอยค่อนข้างผิดปกติ(แม้ว่าลูกตูเรจะเลียด แต่บอลกระดอนพื้นแปลกๆ และไม่แน่ว่าสภาพอากาศก่อนหน้านี้อาจจะมีผลต่อสภาพสนาม)

แม้สเคอร์เทลจะพูดเหมือนกับบางคนที่พูดว่าทั้งสองทีมก็เจอปัญหาเดียวกัน แต่ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่เล่นบนพื้น อาจจะได้รับผลกระทบน้อยในมุมหนึ่ง แต่วันซวยๆ แบบนี้สองประตูที่เสีย แน่นอนว่ามาจากความผิดพลาดส่วนบุคคล แต่ถ้าเรามองอย่างเข้าใจ มันก็มีส่วนที่เราพอจะ รับได้ในความไม่สมบูรณ์แบบ

 

ฟูแล่มเริ่มต้นเกมได้วูบวาบมาก มินโญเลต์ต้องออกแรงเซฟตั้งแต่เกมเริ่มต้นไม่กี่วินาที และช่วงต้นเกมลิเวอร์พูลตั้งเกมไม่ได้ หลายครั้งก่อนหน้านั้นกองหลังทุกคนต้องรับบทหนัก และสุดท้ายประตูที่เสียมาจากเกมรุกของฟูแล่มในช่วงเวลาดังกล่าวจริงๆ

ลิเวอร์พูลกลับมาตั้งเกมได้หลังจากนั้น และสตีเวน เจอร์ราร์ด เริ่มแสดงให้เห็นถึงบทบาท Holding midfielder ที่นอกจากจะแปลว่าตัวรับแล้วยังหมายถึงคนที่คุมจังหวะเกม จังหวะการจ่ายบอล เทียบกับลูคัส เลวา ในตำแหน่งเดียวกัน เกมรับเจอร์ราร์ดมีข้อผิดพลาดเยอะกว่า แต่การเปิดบอลจากหลังไปหน้า โดยเฉพาะวันที่ทำได้ดี เจอร์ราร์ด ครบเครื่องกว่า(แล้วที่สำคัญตอนนี้มีทางเลือกอื่นที่ไหน!) และหลังจากได้ลงเล่นต่อเนื่องจุดนี้ กัปตันทีมแสดงให้เห็นว่าเขาทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ

ลิเวอร์พูลเหนือว่าฟูแล่มหลังจากนั้น แม้ในรูปเกมที่อึดอัด แต่สุดท้ายเจอร์ราร์ดนั่นแหล่ะเป็นคนจ่ายบอลที่เรียกว่า Killer pass ให้แดเนียล สเตอร์ริดจ์ หลุดเดี่ยว

ณ ช่วงเวลาที่ดุจภาพสโลวโมชั่นผมว่าแฟนบอลลิเวอร์พูลเสี้ยววินาทีมีความมั่นใจท่ามกลางความหวาดเสียว และเมื่อบอลสัมผัสกับโคนเสาทุกคนใจหายแวบ(ไม่รู้คนอื่นเป็นหรือเปล่า) แต่มันเร็วเกินกว่าจะผิดหวังเมื่อบอลกระดอนซุกก้นตาข่ายให้สกอร์เสมอ 1-1

ผมตามผลงานฟูแล่มในหลายๆ เกมในฤดูกาลนี้ และค่อนข้างมั่นใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนั้น…

 

ลิเวอร์พูลเกือบขึ้นนำ 2-1 ก่อนพักครึ่ง และเริ่มต้นครึ่งได้ดีกว่าทีมบ๊วยอย่างพวกเขา ฟูแล่มเสียประตูง่ายในฤดูกาลนี้ เกมที่พวกเขาลงเล่นสกอร์มักจะสูง และผมค่อนข้างเชื่อมั่นในเกมรุกของลิเวอร์พูล

ในขณะที่ ตูเร อาจจะถูกแฟนบ่นในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ผมนับถือเขาหลังจากนั้น ถึงแม้จะดูเกร็ง และตะกุกตะกักอยู่บ้าง แต่กองหลังไอวอรี่โคสต์พยายามเน้นในทุกจังหวะจ่ายบอล และระวังขึ้นมาก

มันไม่ใช่เกมที่ดูมากของตูเร อย่างไรก็ตามหากตัดข้อผิดพลาดในการเสียประตู ผมว่าตูเรมีสมาธิกับเกมค่อนข้างดี เพราะหากเป็นคนอื่นหรือคุณหรือผมอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน และเพิ่งพลาดกับเวสต์บรอมวิชมาแบบนั้นอาจจะเตลิดไปแล้วก็ได้ แต่ตูเรกลับมาทำได้ดี

ลิเวอร์พูลขึ้นมาได้วูบวาบหลายต่อหลายครั้ง ก่อนที่หลุยส์ ซัวเรซ จะยิงโดนเสากระดอนออกมา…

 

ผมคาดผิดที่ประตูถัดมาของเกมเป็นของฟูแล่ม… และนั่นทำให้ลิเวอร์พูลเหลือเวลาไม่มากในการรักษาเป้าหมายที่ผมเขียนไว้ข้างต้น

ผมหวังสูง ผมยอมรับ แต่ผมก็ยอมรับเช่นกันว่าถ้าลิเวอร์พูลไม่ชนะฟูแล่มในเกมเมื่อคืนที่ผ่านมา ฤดูกาลของทีมก็จะจบ(สำหรับการลุ้นแชมป์) และนัดต่อนัดต่อจากนี้ความเร้าใจก็จะน้อยลงไป

ผมเหลือบดูเวลาเหลืออีก 20 นาทีเศษ ขณะที่สเปอร์สบุกนำนิวคาสเซิ่ล 4-0 ไปแล้วในเวลานั้น(คู่สเปอร์สแข่งก่อน 15 นาที) เท่ากับว่าลิเวอร์พูลมีแต้มเท่ากับสเปอร์สเท่านั้น มันเป็นหายนะชัดๆ และเท่ากับว่า 3 แต้มในเกมกับอาร์เซนอลอันสุดหรู ไม่ได้มีความหมายอะไรมากมาย

อย่างไรก็ตามปฏิกิริยาของนักเตะหลังจากนั้นทำให้ผมไม่ได้หวังแค่ 1 แต้ม ให้ตายสิ มันทำให้เราคิดถึงปีที่ลุ้นแชมป์ 2009 หรือย้อนไปไกลกว่านั้นในยูฟา แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2004-05 ปลายปี 2004 ที่เราเล่นกับโอลิมเปียกอส

ลิเวอร์พูลต้องการ 2 ประตูเพื่อเข้ารอบ และครั้งนี้เช่นกันทีมต้องการ 2 ประตูเพื่อรักษาความหวัง

ลิเวอร์พูละครองบอลราว 76 ต่อ 24 เปอร์เซ็นต์ในเวลานั้นจากกราฟฟิกที่ขึ้นมา(เฉพาะครึ่งหลัง) มันแสดงให้เห็นว่าเราบุกหนัก และพยายามกันแค่ไหน

เป็นฤดูกาลก่อนๆ หรือหลายปีในพรีเมียร์ลีกจะยุคใครก็ตาม แม้แต่ช่วงต้นๆ ของร็อดเจอร์ส หรือไม่กี่เดือนก่อนในฤดูกาลนี้ เกมแบบนี้เราอาจจะแพ้ หรือเสมอเป็นอย่างมาก แต่เมื่อคืนมันแตกต่างออกไป

ลิเวอร์พูลบุกหาโอกาสแบบไม่หยุด พยายามแย่งบอลตั้งแต่แดนหน้าช่วยไล่ แดนหลังตั้งเกมขึ้นมาเรื่อยๆ หากเป็นทีมอื่นๆ หรือทีมเราในหลายครั้งเมื่อถูกลงโทษจากประตูที่ผิดพลาดแบบการสกัดไม่ดีของมาร์ติน สเคอร์เทล ไปเข้าทางริชาร์ดสันแบบนั้น(จะเป็นการแก้ตัวหรือไม่พิจารณาเองได้ แต่ประตูนี้ลมก็มีผลเช่นกัน) หลายๆ ทีมอาจจะท้อ หรือถอดใจ

แต่ลิเวอร์พูลไม่ใช่ และผมพอใจการตัดสินใจของร็อดเจอร์สที่ยังไม่เปลี่ยนตัวในเวลานั้น ผมคิดว่า 11 ตัวจริงทำได้ดีมากแล้ว เพียงแต่ขอแค่มีโชคอีกนิด และในที่สุดประตูที่รอคอยก็มาถึง…

 

คูตินโญ่ทำประตูทีแฟนบอลรอคอย เมื่อกองหลังฟูแล่มประกบเขาห่างให้มีจังหวะได้ยิงหลังจากไม่เข้าเป้าหมายหลายๆ ครั้งหลายๆ เกมก่อนหน้านี้ กองกลางบราซิลกำลังทำให้การเปรียบเทียบที่แฟนบอลทีมอื่นอาจจะหัวเราะ แต่สำหรับแฟนบอลลิเวอร์พูล คูตินโญ่ เทียบ เมซุต โอซิล ได้ อย่างน้อยๆ หากดูค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารพจาก www.whoscorded.com คูตี้เหนือว่าโอซิลด้วยซ้ำ

แน่นอนว่าความครบเครื่อง และการเล่นในระดับสูงสุดยังต้องการพิสูจน์ แต่เรื่องใจในเกมล่าสุด คูตินโญ่แสดงให้เห็นว่าสู้ดั่งไฟ ใจมันร้อนแรงดั่งไฟ…(มาเป็นเพลงของพาราด็อกซ์) เขาแย่งบอลทุกจังหวะที่ทำได้ และเข้าไปตัดเกมรับใบเหลืองแบบที่มิดฟิลด์ตัวรุกทีมอื่นๆ ไม่ทำงานที่เปื้อน ลุยโคลน สกปรก(หมายถึงเสื้อผ้า)แบบนี้

เขาล้มเหลวในความพยายามยิงประตูหลายครั้ง แต่เขาไม่เคยหยุดพยายาม ไม่เคยหยุดวิ่งเพื่อช่วยเหลือทีม และครั้งนี้มันเป็นประตูตีเสมอ 2-2!

 เทพเบอร์ 15

ลิเวอร์พูลเดินหน้าต่อหลังจากนั้น แม้แต่ตอนที่สกอร์ตามหลัง 1-2 นักเตะลิเวอร์พูลยังมีประกายตาแห่งความมุ่งมั่น และไม่ยอมแพ้ โอกาสในช่วงท้ายผ่านไปหลายครั้ง 20 นาทีสุดท้ายเราพยายามอย่างมากซัวเรซเกือบทำประตูได้แต่ยิงติดผู้รักษาประตูเจ้าถิ่นจนต้องมีการเปลี่ยนตัว การส่งโกลสำรองลงเล่นนับเป็นโอกาสช่วงท้าย (แต่สต๊อคเดลก็จัดเป็นผู้รักษาประตูแถวหน้า) คูตินโญ่ยิงหลุดกรอบไปอีก ยอห์น อาร์เน่ รีเซ่ทำงานอย่างมืออาชีพไม่ปล่อยให้เพื่อนร่วมทีมเก่าเล่นง่ายๆ แต่เราไม่เห็นสักวินาทีที่ลิเวอร์พูลหยุดพยายามจนตั้งแต่ราวนาที 86 บอลไปอยู่กับฟูแล่ม และหลายจังหวะติดๆ คัดๆ จนดูเหมือนเกมอาจจะจบที่สกอร์ดังกล่าว แต่ทุกคนยังวิ่งไล่

สเตอร์ริดจ์ไล่ตั้งแต่แดนหน้า ซัวเรซไล่ตั้งแต่แดนหน้า สเตอร์ลิงไล่ตั้งแต่แดนหน้า และขณะที่เวลากำลังจะหมดพวกเขาก็ยังไล่(แน่นอนว่าอาจจะเพราะมีแรงจากการได้เปลี่ยนออกมาพักปลายเกมกับอาร์เซนอล ฮา…) แต่จริงๆ ทุกคนพยายามมากๆ

ย้อนไปไม่กี่นาทีก่อนหน้านั้นเล็กน้อย เชา คาร์ลอส เตยเซยร่า ที่มีข่าวตั้งแต่ก่อนเกมว่าได้ลงซ้อมกับทีมชุดใหญ่ และมีชื่อเป็นตัวสำรอง ในสถานการณ์แบบนี้ยากจะคาดคิดว่าร็อดเจอร์สจะกล้าส่งเขาลงสนาม

มันทำให้นึกถึงปี 2004 ปลายปีที่นีล เมลเลอร์ถูกส่งลงเล่นในเกมกับโอลิมเปียกอส

 

ร็อดเจอร์สไม่ได้ส่งกองหน้าลงไป แม้จะเป็นแค่ช่วงท้าย แต่เขาก็เห็นแล้วว่าราฮีม สเตอร์ลิงไม่มีพื้นที่ในเกมนี้ การส่งเตยเซยร่าที่เป็นกองกลางตัวรุกลงไปมีผลสำคัญหลายอย่างต่อการตัดสินผลแพ้ชนะ

เตยเซยร่ามีส่วนกับทีมใน 8 นาทีสุดท้าย(จริงๆ ต้องบอกว่า 13-14 นาที รวมทดเจ็บ) เขาขึ้นไปจ่ายบอลเกมรุก ซึ่งแม้ว่าดูจะมีนิดๆ หน่อยๆ ที่ต้องจูนกับนักเตะรุ่นพี่ แต่เขาเล่นอย่างไม่ขาดเกินมากมาย และยังได้ลุ้นยิงประตูด้วยตัวเองหนึ่งครั้ง รวมถึงยังช่วยป้องกันประตูช่วงท้ายเกมจริงๆ ได้ดีอีกด้วย

 

ผมคุยกับเพื่อนทางเฟซบุ๊กบ่นเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของฟิล ดาวน์ช่วง 3-4 นาทีสุดท้าย และก็คุยกันเล่นๆ ว่าถ้าได้จุดโทษจะให้อภัยทั้งหมดแบบขำๆ(จริงๆ ก็หวัง) และบังเอิญอีกครั้งจังหวะเปิดบอลเข้าไปในเขตโทษของเตยเซยร่า และความพยายามของสเตอร์ริดจ์ทำให้ทีมได้จุดโทษอย่างชัดเจน

 

มันเป็นหนึ่งในจุดโทษที่บีบหัวใจที่สุดเท่าที่เคยดูบอลมาลูกหนึ่ง แต่เมื่อเจอร์ราร์ดยิงในนาทีแบบนี้มันมีความมั่นใจอยู่ไม่น้อย ก่อนที่เสียววินาทีที่ผู้รักษาประตูพุ่งถูกทาง แต่เจอร์ราร์ดยิงมุมพอไปด้านซ้ายที่จะเป็นประตู

จุดโทษในเวลาแบบนี้ไม่ง่าย คนยิงต้องใจแข็งมากพอ เราได้เห็นมาแล้วว่าจอน วอลเตอร์สพลาดในเกมแรกของฤดูกาลยังไง และคราวนี้เจอร์ราร์ดไม่พลาด

 

ร็อดเจอร์สเปิดเผยหลังเกมว่าเขาให้แอ็กเกอร์เตรียมลงทันทีเมื่อจุดโทษเข้าไป และแอ็กเกอร์ช่วยโหม่ง 3 ครั้งในช่วงหลังจากนั้นที่โมเมนตัมมาอยู่กับทีม และโอกาสทำประตูที่สี่ในจังหวะโต้กลับพอมีให้เห็น แต่นาทีนั้นทุกคนไม่มีใครสนใจอะไรมากไปกว่านาฬิกา

แน่นอนว่าถ้าเกมแบบนี้ลิเวอร์พูลนำไปก่อน มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่สกอร์อาจจะออกมาขาดลอย และการยิงอีกสักประตูอาจจะมีความสำคัญอยู่บ้างเมื่อคิดว่าประตูได้-เสียของทีมเป็นรองแค่แมนฯ ซิตี้ แต่นาทีนี้ 3 แต้มเป็นทุกสิ่งทุกอย่างจริงๆ และหลายคนอาจจะบ่นตอนเจ้าหนูอายุไม่เกิน 23 ปีสามคนอย่างเตยเซยร่า, คูตินโญ่ และเฮนเดอร์สันขึ้นไปเล่นเกมรุกแต่ไม่ยอมครองบอล และไปลุ้นทำประตูที่สี่แทนที่จะฆ่าเวลาให้หมดง่ายๆ และทำให้ฟูแล่มมีโอกาสบุกเล็กน้อย

 

มันไม่ทันแล้วสำหรับฟูแล่ม ลิเวอร์พูลโชคร้ายที่เสียประตูจากตูเร แต่ก็โชคดีมีเวลาให้ไล่ทัน โชคร้ายจากจังหวะสกัดผิดพลาดของสเคอร์เทล แต่ก็มีความมุ่งมั่น และความพยายามจะตอบโต้ให้เห็น

 

เตยเซยร่ากลายเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนตัวที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในฤดูกาลนี้ของร็อดเจอร์ส เมื่อเทียบกับการส่งอัสปาส, อัลเบร์โต้, โมเซส หรือคนอื่นๆ ก่อนหน้านี้หลายครั้ง อย่างไรก็ตามจากจังหวะประตูชัยเราไมได้เห็นความแตกแยกหรือแตกต่างบนม้านั่งสำรอง

อัสปาสโวยผู้ตัดสิน และยินดีเมื่อทีมยิงประตูได้ไม่แพ้ทุกคนในสนาม ทุกคนดูเหมือนว่าจะมีศูนย์รวมใจอยู่ที่เดียวกัน ทุกคนมีความสามัคคีอยากเห็นทีมชนะ

 

ผลการแข่งขันในคู่อื่นๆ ทำให้ลิเวอร์พูลลดช่องว่างเหลือ 4 แต้มจากจ่าฝูงที่เรายังมีเกมในบ้านเจอกับพวกเขาปลายฤดูกาล มันไม่ใช่การคุยโวโอ้อวด แม้แต่การให้สัมภาษณ์ของนักเตะอย่างเจอร์ราร์ดที่โดดเด่นมากทั้งรุก-รับในเกมนี้ก็ยอมรับว่ามองทีมเป็นม้ามืด ทุกคนไม่เสียสมาธิมองไกล ขอสู้ไปทีละนัดแต่มันเป็นการกระตุ้นกำลังใจ ศรัทธา และความเชื่อมั่น

หลังจากนี้ไม่ว่าจะตามหลังกี่ครั้งลิเวอร์พูลชุดนี้จะไม่ยอมแพ้จนกว่าเสียงนกหวีดยาวจะสิ้นสุด ไม่ว่าสุดท้ายมันจะเหมือนเกมที่อิสตันบูลหรือไม่ก็ตาม

ผมได้ตามสัมภาษณ์หลังเกมของสเตอร์ริดจ์ ขณะที่ที่นักข่าวกำลังพูดคุยกับเขาเสียเพลง You’ll never walk alone ยังดังกระหึ่ม และร็อดเจอร์สอวยพรให้แฟนบอลเดินทางกลับบ้านโดยปลอดภัยท่ามกลางสภาพอากาศแบบนี้เดอะ ค็อป ยังอยู่เคียงข้างทีม

 

 With Hope in Your Heart….ด้วยความหวังที่เต็มเปี่ยมในหัวใจ สถานะในเฟซบุ๊กที่ผมขึ้นตอนสกอร์ยัง 2-2 คุณคงรู้ว่าผมหวังอะไรในตอนนั้น

ภาพที่เจอร์ราร์ดถอดเสื้อแสดงความดีใจหลังยิงจุดโทษที่กดดันเข้าไป ซึ่งน่าจะเป็นการถอดเสื้อดีใจที่รู้ดีว่าจะตามมาด้วยใบเหลืองเป็นครั้งแรกนับจากนัดชิงชนะเลิศ ลีก คัพ กับแมนฯ ยูไนเต็ดในปี 2003(ในมีข้อมูลนอกจากนี้แจ้งมาได้)

มันแสดงให้เห็นว่าเขาสะใจ และมีความหมายแค่ไหน…

 

อีกไม่กี่วันจะมีการพิจารณาคดีโศกนาฎกรรมฮิลสโบโรห์ครั้งใหม่ และครบรอบ 25 ปีของหายนะดังกล่าว ในขณะที่มีผู้รอดชีวิต และครอบครัวผู้เสียชีวิตพยายามต่อสู้เพื่อความยุติธรรมมาตลอด 25 ปี ขณะที่เสื้อขงลิเวอร์พูลจะมีคบเพลิงแห่งไฟลุกโชนอยู่

ลมพายุนอกจากจะดับไฟได้ แต่ก็ทำให้ไฟลุกโชกช่วงยิ่งกว่าเดิมได้เช่นกัน การต่อสู้ไม่มีทางจบสิ้นในชีวิตของเราตราบเท่าที่มีลมหายใจ และลิเวอร์พูลมีตัวอย่างจากความพยายามมากมาย ทั้งนักเตะ, ทีมงานสต๊าฟฟ์โค้ช และแฟนบอล

 

อีกนิดจะเข้าสู่โค้งสุดท้ายของพรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูลกำลังอยู่ในช่วงร้อนแรง และยังไม่แพ้ใครทุกรายการตั้งแต่ขึ้นปี 2014 เบรนแดน ร็อดเจอร์ส สร้างทีมแบบที่เขายอมรับว่าเกมเมื่อคืนหากเป็น 4-5 เดือนแรกทีมอาจจะแพ้ แต่ตอนนี้ทีมไม่มีคำว่ายอมแพ้

หากเราสู้ไปด้วยความรู้สึกนี้จนวันสุดท้าย ก็ไม่มีคู่แข่งรายใดที่ต้องหวั่นเกรง และสุดท้ายคำตอบจะออกมาเองในท้ายที่สุดเหมือนจุดโทษของเจอร์ราร์ดในเกมเมื่อวันพุธที่ผ่านมา

ความพ่ายแพ้เกิดขึ้นได้ เรายอมรับมันได้ แต่เราไม่ยอมรับคำว่ายอมแพ้ในสนามตราบที่เกมยังดำเนินอยู่

แพ้ได้แต่จะไม่มีวันยอมแพ้…

เจ้าของที่ดาวศุกร์

https://www.facebook.com/jintapanya

 

 

2 Comments

Leave a Reply