TIA Column : บันทึกการเดินทาง…ตามความฝันที่แอนฟิลด์ (ตอนที่ 2)

by

 

หลังจากผ่านพ้นเรื่องน่าประทับใจในการไปเฝ้าหน้าประตูสนามซ้อมที่เมลวูดมาแล้วในตอนที่ 1 ตามลิ้งค์นี้เลยค่ะ

TIA Column : บันทึกการเดินทาง…ตามความฝันที่แอนฟิลด์ (ตอนที่ 1)

ตอนนี้ก็มาถึงมาถึงวันแข่งกันล่ะ

…11 พ.ค. 2014

แล้ววันแข่งซึ่งเป็นวันสุดท้ายของฤดูกาลก็มาถึง นอกจากการไปดูเกมแล้ว พวกเราก็ไม่ลืมจองทัวร์สนามด้วย และเพื่อไม่ให้เสียเวลามากนัก เราเลือกที่จะทัวร์สนามในวันแข่งกันเลย ซึ่งจะเป็นทัวร์แบบที่ได้เดินเข้าสนามทางเข้าที่นักเตะเดินเข้า แต่จะไม่ได้เข้าชมห้องแถลงข่าวและห้องแต่งตัวนักเตะ สำหรับติ่งกัปตันอย่างเรา แม้จะแอบเสียดายนิดหน่อยที่จะไม่ได้ถ่ายรูปกับเสื้อกัปตัน แต่เราตั้งใจจะไปทัวร์เวมบลีย์เป็นการชดเชยแทนอยู่แล้ว ดังนั้นเลยไม่เสียดายมากนัก

ก่อนที่จะไปทัวร์สนาม เราทั้งสามคนเดินวนรอบสนามไปที่ประตูแชงคลีย์ ซึ่งมีอนุสรณสถานฮิลล์สโบโร่ห์ตั้งอยู่ “คุณนายที่เจ็ด” เอาผ้าพันคอไปพันที่ประตูซึ่งเต็มไปด้วยผู้พันคอของบรรดาเดอะค็อปที่เคยมาเยือนสถานที่แห่งนี้ เราได้เจอพี่คนไทยคนหนึ่งที่มาถ่ายรูป เมื่อเขาได้ยินเราคุยกันด้วยภาษาไทย จึงรีบเดินเข้ามาทัก…

1554393_829774300366150_5321210743169753534_n

 

“คนไทยรึเปล่าครับ”

พวกเราตอบแทบจะพร้อมกันว่า “ใช่ค่ะ” แล้วก็คุยกันท่ามกลางลมหนาวอยู่ตรงประตูนั้นกันอยู่พักใหญ่ ถ่ายรูปร่วมกัน และเมื่อใกล้เวลาทัวร์สนาม เราจึงแยกจากพี่คนไทยคนั้นซึ่งเขากลับไปรวมกับกลุ่มทัวร์ที่มาด้วยกันจากเมืองไทย ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นทัวร์ของสเปอร์เซอร์ซักรายของสโมสร ส่วนพวกเราก็แยกเดินไปถ่ายรูปกันแถวรูปปั้นปู่แชงค์ที่หน้าทางเข้าพิพิธภัณฑ์ของสโมสร เมื่อถึงเวลา ไกด์สุดหล่อ นามว่า “น้องแจ็ค” ที่ “คุณนายที่เจ็ด” เล่าว่า นางมาทัวร์สนาม 2 ครั้งที่แล้วก็เจอไกด์คนนี้ นางเลยปลื้มปริ่มเป็นพิเศษ น้องแจ็คพากลุ่มแฟนบอลที่จะทัวร์สนามวนไปทางประตูด้านข้างอัฒจันทร์ฝั่ง Main Stand ไปยืนรอตรงบริเวณทางที่นักเตะจะเดินเข้า จากจุดนั้น คืออยากจะบอกว่า มันแทบจะติดห้องแต่งตัวเลยทีเดียว เปิดประตูแค่บานเดียว ก็จะเป็นทางเดินแคบๆ ด้านหนึ่งคือโซนให้สัมภาษณ์ที่กั้นเป็นโซนเล็กๆ เดินแค่ไม่กี่ก้าวก็ถึงห้องแต่งตัวทั้งทีมเหย้าและทีมเยือนที่อยู่ตรงข้ามกัน และมองเห็นบันไดทางลง และป้าย This is Anfield อยู่ตรงหน้า

 

10305049_829774570366123_8939229661118015400_n

 

10401488_829778617032385_1763011953877437462_n

 

เนื่องจากพวกเราทั้งสามคนไม่ต้องการจะไปยื้อแย่งถ่ายรูปตอนแตะป้ายกับคนอื่นๆ เราก็เลยหลบมุมมาเล่นบ้าไปเรื่อย (อย่ารู้เลยว่าเล่นอะไรกันบ้าง คือมันบ้ามาก ไม่สามารถออกอากาศได้ 555+) และถ่ายรูปกับประตูห้องแต่งตัว (คือแบบ ไม่ได้เข้าห้องแต่งตัว ถ่ายกับประตูก็ยังดี 555+) จนเหลือเป็นสามคนสุดท้าย ที่เป็นคนแตะป้ายและเดินสู่สนาม

…อย่าให้บรรยายเลยว่ารู้สึกยังไงในนาทีที่ได้เขย่งเท้าเอามือแตะป้าย และเดินออกสู่สนามแอนฟิลด์ เอาเป็นว่า คนขี้หนาวอย่างเรา ลืมความหนาวไปชั่วขณะเลยก็แล้วกัน…

แอนฟิลด์เป็นสนามที่ค่อนข้างเล็ก และเมื่อเราก้าวขึ้นจากอุโมงค์ออกสู่สนาม สิ่งแรกที่ทำคือมองไปโดยรอบและสูดอากาศจนเต็มปอด ระลึกอยู่ในใจว่านี่คือสนามที่เป็นพยานในเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของสโมสรมากมายที่เราเคยรับรู้มา เราได้มายืนตรงนี้แล้ว เราจ้องมองผืนหญ้าเขียวขจี อัฒจันทร์ทุกด้านของสนามตั้งแต่ Anfield Road, Century, The kop และ Main Stand ไม่ค่อยได้ฟังที่ไกด์บรรยายเสียด้วยซ้ำ แต่พยายามซึมซับทุกความรู้สึกไว้ในความทรงจำมากกว่า

เมื่อไกด์บรรยายจบ (ซึ่งนางพูดเรื่องอะไรก็ไม่รู้แหละ 555+) พวกเราก็ได้เวลาเล็กน้อยในการเก็บภาพสนาม และเดินเรียงแถวไปยังอัฒจันทร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก …อัฒจันทร์ The kop… คราวนี้เราเงี่ยหูฟังไกด์บรรยาย (ในสิ่งที่รู้อยู่แล้ว อิอิ) ว่าประวัติของอัฒจันทร์แห่งนี้เกิดขึ้นจากอะไร จนถึงการเป็นเสมือนหนึ่งแท่นบูชา ระลึกถึงผู้จากไปในเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่ฮิลล์สโบโร่ห์ และวันสุดท้ายของอัฒจันทร์เดอะค็อปแบบยืน สิ่งหนึ่งที่คุณไกด์ภูมิใจนำเสนอมาก คือ ไม่ได้มีแค่ที่แอนฟิลด์เท่านั้นที่มีอัฒจันทร์ The kop แต่อัฒจันทร์ที่ The Kop ที่แอนฟิลด์นั้นมีบรรยากาศที่ยอดเยี่ยมที่สุดยิ่งกว่าที่ใดๆ …ทุกคนฟังคุณไกด์พูดด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความภาคภูมิใจจริงๆ

10299973_829778903699023_3294600936199040605_n

 

จากนั้นก็ถึงคิวของพิพิธภัณฑ์ของสโมสร …ประวัติศาสตร์อันน่าภาคภูมิใจในอดีต, จิตวิญญาณที่ทำให้ลิเวอร์พูลเป็นดังเช่นที่เป็นอย่างทุกวันนี้ ที่ซึ่งเก็บสะสมบรรดาของที่ระลึก เสื้อแข่ง ถ้วยรางวัล โดยเฉพาะถ้วยแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ทั้ง 5 ใบ

หลังจากนั้น พวกเราทั้งสามคนก็นัดเจอกับผู้ร่วมติ่งอีก 2 คนที่จะมานั่งเชียร์ทีมรักร่วมกับเรา แถวๆรูปปั้นปู่บิล น้องสาวทั้งสองคน ชื่อ น้องนกและน้องนุก

พอใกล้เที่ยง พวกเราทั้ง 5 คนพากันเดินไปตามถนนแอนฟิลด์ (Anfield Road) ซึ่งติดกับสวนสาธารณะสแตนลีย์ (Stanley Park) ซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่คั่นกลางระหว่างแอนฟิลด์กับกูดิสัน พาร์ก เพื่อจะไปทานข้าวกลางวัน ปรากฏว่า มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมายืนกันเต็มสองข้างทาง เราพากันเข้าไปถาม ได้ความว่า ประมาณบ่ายโมงครึ่ง รถโค้ชนักเตะจะมาตามถนนเส้นนี้ เอาล่ะสิคะ ข้าวปลาอาหารถูกลืมไปชั่วขณะ พวกเรานั่งลงริมขอบฟุตบาทตรงนั้นเลย นั่งไปซักพัก แฟนบอลก็เริ่มทยอยเดินกันเข้ามามากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น จากทุกทิศทุกทางจนเต็มสองข้างทางของฟุตบาท และสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น ก็คือ เสียงเพลง …ใช่แล้วค่ะ พวกเขาร้องเพลงสโมสร เพลงเชียร์นักเตะ เพลงเชียร์ผู้จัดการทีม เพลงแล้วเพลงเล่าไม่หยุดไม่หย่อน หมดเสียงลงไม่ถึง 10 วินาที ก็จะมีต้นเสียงร้องเพลงใหม่ตลอดเวลา หัวหน้าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็ใช่ย่อย เชียร์ให้ร้องให้เสียงดังๆ เชียร์ให้สองฝั่งถนนแข่งขันร้องเพลง และไม่ใช่แค่เพลงเชียร์ อยู่ๆก็มีบอลชายหาดจากไหนก็ไม่รู้โผล่มา แฟนบอลก็เตะบ้าง ตีบ้าง ส่งกันไปมาระหว่างสองฝั่งของถนนอย่างสนุกสนาน เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ บอกได้เลยว่าเป็นบรรยากาศที่ยากจะลืมจริงๆ

1010715_829780973698816_6592858941822038160_n

 

…We are Liverpool tra la la la la

We are Liverpool tra la la la la la la la

We are Liverpool tra la la la la

We are the best football team in the land, YES WE ARE

ซักพักก็มาเป็นเพลง Fields of Anfield Road

… All round the Fields of Anfield Road

Where once we watched the King Kenny play (and he could play)

We had Heighway on the wing

We had dreams and songs to sing

Of  the glory round the Fields of Anfield Road

ตามด้วยเพลงเชียร์นักเตะ โดยเฉพาะเพลงของกัปตันและซัวเรซ แต่ที่ดังกึกก้องยิ่งกว่าเพลงใดๆ คือ เพลงของเบรนแดน ร็อดเจอร์ส ผู้จัดการทีมสุดมหัศจรรย์ของเรา

Brendan Roooodgers!

Brendan Roooodgers!

Brendan Rodgers Liverpool

We’re on our way to glory

Built the team like Shankly did

And kids will have a story…

และระหว่างที่ร้องเพลงกันอย่างสนุกสนานอยู่ตรงริมถนนแอนฟิลด์ รถคันหนึ่งก็ผ่านเข้ามา เสียงตะโกนดังต่อๆกันมาว่า “ดัลกลิช ดัลกลิช ดัลกลิช” …ใช่แล้ว เขาคือ คิง เคนนี่ ตำนานอันดับหนึ่งตลอดกาลของสโมสรลิเวอร์พูลของพวกเรา จากนั้น โค้ดปรบมือ 12123123412 ดัลกลิช ก็ดังก้องขึ้นมาทันที

จนกระทั่งถึงเวลาบ่ายโมงครึ่งเลยๆนิดหน่อย รถโค้ชนักเตะที่ติดฟิล์มดำสนิทก็ค่อยๆแล่นมาตามถนน เสียงเพลง …We are Liverpool tra la la la la  We are Liverpool tra la la la la la la la… ก็ดังขึ้น พร้อมกับกลุ่มแฟนบอลที่เดินตามรถมาอีกกลุ่มใหญ่

เราทุกคนมองขึ้นไปที่รถโค้ชที่ติดฟิล์มดำสนิท ไม่มีใครมองเห็นอะไรหรือใครในรถคันนั้น แต่เราทุกคนรู้ดีว่าคนบนรถได้เห็นพวกเราทุกคน และอาจจะได้ยินเสียงเพลงที่พวกเราทุกคนตะโกนร้องอยู่ข้างรถนั้นด้วย …ทุกแรงใจ ทุกความรู้สึก ทุกความศรัทธา ได้เปล่งประกายออกมาจากหัวใจทุกดวงที่รักลิเวอร์พูล และทุกคนบนรถคันนั้นรู้ดีว่าพวกเราที่ยืนอยู่บนถนนรู้สึกอย่างไร มันคือสายใยที่เหนียวแน่นระหว่างแฟนบอลและทีมที่ไม่มีวันถูกทำลายลงได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม

เมื่อรถโค้ชผ่านไป พวกเราก็รีบไปกินข้าวกลางวันกัน เพื่อให้กลับมาทันเวลาแข่งตอนบ่าย 3 โมง

…อย่าถามเลยว่ากินอะไร รสชาติยังไง มันจำอะไรไม่ได้เลยนอกจากบรรยากาศที่เพิ่งเกินขึ้นไปก่อนหน้าที่ถนนแอนฟิลด์นั้นจริงๆ และเมื่อพวกเราเดินกลับมา เข้าสนาม เดินขึ้นไปจนถึงที่นั่ง สิ่งแรกที่เราทำเมื่อไปถึงที่นั่ง คือ การมองไปยังฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นอัฒจันทร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก …อัฒจันทร์เดอะค็อป…

ทั้งป้ายผ้า แบนเนอร์ ธง เสียงเพลง มันเริ่มมาจากจุดนั้นจริงๆ พวกเขาร้องเพลงตั้งแต่ยังไม่เริ่มเกมจนกระทั่งเกมจบลง และเสียงเพลงมันดังมาก เราจินตนาการถึงยามที่ได้ยินผ่านลำโพงทีวี ลำโพงโน๊ตบุ้ค แต่มันเทียบไม่ได้เลยแม้เพียงเศษเสี้ยวของการยืนอยู่บนอัฒจันทร์ในวันนั้น เพราะมันไม่ได้มีแค่เสียงเพลง เสียงปรบมือ แต่ยังมีเสียงกระทืบเท้าด้วย คือ บรรยากาศมันสุดยอดจริงๆ

และเมื่อยามที่แฟนบอลนิวคาสเซิลร้องเพลงแซวกัปตัน จากเหตุลื่นล้มในเกมกับเชลซี เดอะค็อปก็จะตะโกนร้องเพลงเชียร์กัปตันที่ดังยิ่งกว่ากลบเสียงพวกทูนอาร์มี่ …เราไม่ยอมให้ใครมารังแกคนของเราแม้เพียงแค่เสียงเพลงกระแนะกระแหนจริงๆ เหมือนอย่างที่กัปตันเคยให้สัมภาษณ์ว่า

“นักเตะที่นี่จะไม่ได้รับการเยินยอจนเกินควรเมื่อประสบความสำเร็จ ขณะเดียวกัน เมื่อคุณทำสิ่งผิดพลาด คุณจะไม่มีวันรู้สึกตกต่ำอย่างแน่นอน”

เพราะแฟนบอลจะอยู่ตรงนั้นกับทีมเสมอไป

และกัปตันก็ตอบแทนแฟนๆด้วย 2 แอสซิสต์ให้แอกเกอร์และสเตอร์ริดจ์ทำคนละประตู ให้เราชนะนิวคาสเซิลไป 2-1 อย่างที่ทุกคนก็รู้ผลกันไปแล้ว

10264280_829781243698789_8354799550215605560_n

 

หลังจบเกม นักเตะทุกคนเดินขอบคุณแฟนๆรอบสนาม แต่ละคนต่างก็พาลูกเต้าลงมาเดิน เตะบอลกันอย่างชื่นมื่น …น้องเปโดร ลูกชายลูคัสกลายเป็นจุดสนใจ เพราะน้องพยายามจะเตะบอลให้เขาประตูฝั่งอัฒจันทร์เดอะค็อป และแฟนๆก็ส่งเสียงเชียร์กันยกใหญ่ เมื่อน้องเตะเข้าประตูไปได้จริงๆ สเคอเทลแอบเล่นกับลูกอย่างโหด คือ นางจับลูกโยนขึ้นฟ้า ไม่ใช่โยนครั้งเดียว โยน-รับ โยน-รับ ราวกับลูกเป็นลูกบอลก็ไม่ปาน แต่ลูกนางชอบซะงั้น หัวเราะเอิ๊กอ๊ากน่าเอ็นดูเป็นที่สุด เฮนโด้นี่ถึงกับลงไปนอนเกลือกกลิ้งบนพื้นสนามเล่นกับลูก ซัวเรซนี่เข้าทำนองชอบถ่ายรูป นางถ่ายรูปอย่างเดียวเลย ส่วนกัปตัน วันนี้ฉายเดี่ยว ไม่พาใครมาเลย อยากจะบอกว่า เรารู้สึกได้เลยว่า กัปตันผิดหวัง แม้ว่าความหวังที่จะได้แชมป์มันจะเหลือเพียงน้อยนิดเพียงใด แต่เรารู้ว่าเขายังหวัง และเมื่อมันจบลงโดยที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไม่พลาด เขาคือคนที่ผิดหวังมากกว่าใคร และเขาอาจยังคงคิดคำนึงถึงความผิดพลาดของตัวเขาเองในเกมกับเชลซีซ้ำไปซ้ำอยู่ในหัว ซึ่งมันทำให้เขาไม่มีรอยยิ้มบนใบหน้ามากเท่าไหร่นัก

แต่คนที่ทำให้เราน้ำตาเกือบไหล คือ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เขายิ้ม เดินโบกมือให้แฟนบอลทั่วทั้งสนาม ชูนิ้วโป้งให้ และเอามือขวาตบหน้าอกซ้ายของตัวเอง ท่ามกลางเสียงเพลงเชียร์ของเขา เราไม่รู้ว่าเขาต้องการบอกแฟนๆว่า “พวกคุณสุดยอดมาก” หรือบอกว่า “ผมขอบคุณพวกคุณจากหัวใจ” หรือทั้งสองอย่าง แต่มันซาบซึ้งมากกับภาษากายของเขา มันทำให้เรารู้สึกรักเขาขึ้นมาอย่างมากมาย และที่สำคัญที่สุดคือความรู้สึกที่สัมผัสได้ถึง ความมุ่งมั่น จริงใจ ของเขาที่มีให้แก่สโมสรแห่งนี้ …เขาเป็นคนที่ใช่จริงๆสำหรับลิเวอร์พูล

พวกเราทยอยเดินออกจากสนามเมื่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเริ่มไล่ต้อนให้แฟนๆออกไป เพื่อเคลียร์อัฒจันทร์ และเนื่องจาก “คุณนายที่เจ็ด” เธอรู้ดีว่า นักเตะจะขับรถกลับบ้านเองจากแอนฟิลด์ แม้ก่อนแข่ง บรรดานักเตะจะนั่งรถโค้ชมาสนามด้วยกันก็ตาม แต่พวกเขาจะขับรถมาทิ้งไว้ที่แอนฟิลด์ในวันก่อนวันแข่ง และรวมตัวกันไปพักที่โรงแรมในเมือง แล้วเดินทางมาสนามพร้อมกันในวันแข่ง เมื่อจบเกม จึงแยกย้ายกันขับรถกลับบ้านตัวเอง …เหมือนสมัยปู่บิล แชงคลีย์ ไม่มีผิดเลย (อันนี้เคยอ่านเจอจากหนังสือของคิง เคนนี่) “คุณนายที่เจ็ด” เธอรู้กระทั่งว่าบรรดานักเตะจะขับผ่านที่โค้งไหน เพราะนางเคยบังเอิญมายืนรอรถแล้วเจอรถหนุ่มๆที่มุมนี้พอดีในการมาเยือนแอนฟิลด์ครั้งก่อนของนาง ดังนั้น พวกเราจึงไปรอที่หัวมุมนั้นกัน ซึ่งก็คือมุมถนนแอนฟิลด์ติดสวนสาธารณสแตนลีย์ และมันคือจุดที่ดีจริงๆ เราได้เห็นนักเตะขับรถผ่านทางนี้ไปทุกคนและทุกคัน สิ่งที่พวกเราต้องการทำ คือ แค่โบกไม้โบกมือให้พวกเขา ซึ่งพวกเขาก็น่ารักเอามากๆ บ้างยิ้มตอบ บ้างโบกมือตอบ มีแฟนบอลหลายคนรอดักอยู่แถวๆนั้น และเมื่อรถของซัวเรซมาถึง พวกเขาแทบจะวิ่งเข้าไปขวาง และซัวเรซก็จอดรถ เท่านั้นแหละ “คุณนายที่เจ็ด” ก็ออกวิ่งไม่คิดชีวิตเลยทีเดียว และนางก็ได้แทรกตัวเข้าไปตรงข้างประตูรถ มีแค่ประตูรถกั้นระหว่างนางกับซัวเรซ นางเลยได้โบกมือให้ และซัวเรซโบกมือกลับ …ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านางจะฟินขนาดไหน 555+

 

10353048_829783900365190_2289545685622758088_n

 

สำหรับแม่ยกกัปตันอย่างเรา รอยยิ้มที่มีค่าที่สุด คือ รอยยิ้มของกัปตัน และอย่างที่เล่าไปแล้วว่า ตอนอยู่ในสนาม แทบจะไม่เห็นกัปตันยิ้มเลย แม้กระทั่งตอนเดินขอบคุณแฟนบอล ซึ่งมันทำให้แม่ยกอย่างเราใจเสียเล็กๆ …บางทีมันก็แปลก เราเคยคิดและยังคิดอยู่ว่า การเชียร์ทีมฟุตบอลที่ชื่อว่าลิเวอร์พูลของเรา มันคือการเชียร์อย่างมีความสุดในทุกๆนาทีที่ได้เห็นบรรดานักเตะในชุดสีแดงเพลิง ได้เห็นสตีเวน เจอร์ราร์ดลงไปวิ่งในสนาม จะได้แชมป์หรือไม่ เราไม่สนใจ แน่นอนว่าก็อยากได้ล่ะ แต่ถ้าไม่ได้ มันก็ไม่เป็นไรเลย และเราพร้อมรอคอย พร้อมสู้ใหม่ไปกับทีมเสมอ จนกระทั่งระยะเวลาในอาชีพของกัปตันมันเริ่มถึงคราวที่ต้องนับถอยหลังแล้ว และรู้สึกได้ว่า เขาจะผิดหวังไม่น้อย ถ้าพาทีมคว้าแชมป์ลีกไม่ได้ ความปรารถนาที่อยากจะได้แชมป์ลีกของเราก็พุ่งขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ ไม่ใช่เพราะตัวเองอยากได้ แต่เพราะกัปตันคนเดียว

และในวันนี้ เขาพลาดอีกครั้ง และมันเป็นความผิดพลาดที่เรารู้ดีว่าเขาจะโทษตัวเอง แม้เขาจะก้าวผ่านมันมาได้ ให้อภัยตัวเองได้ และแน่นอนว่าแฟนลิเวอร์พูลทุกคนก็จะไม่มีใครโทษเขา แต่มันก็ชดเชยกับความผิดหวังและเสียใจไม่ได้อยู่ดี เรารู้ว่าเขาเสียใจ รู้ว่าเขาผิดหวัง แต่เราอยากจะเห็นรอยยิ้มของเขาซักนิด รอยยิ้มที่บ่งบอกเพียงซักหน่อยว่า เขาจะโอเค

กัปตันขับรถออดี้คันเมื่อวานมา และด้วยความที่ตามปกติกระจกรถด้านหน้าจะติดฟิล์มใสกว่าด้านกระจกข้างอยู่แล้ว ทำให้เราเห็นหน้าเขาอย่างชัดเจนตอนที่เขาเลี้ยงตรงโค้งที่พวกเรายืนอยู่…

พวกเราทุกคนพร้อมใจกันโบกไม้โบกมือ ส่งรอยยิ้มที่สดใสที่สุดให้เขา และแน่นอนว่าเขามองเห็น (ก็แน่ละ ยืนอยู่มุมหัวโค้งแทบจะลงไปขวางรถอยู่ร่อมร่อ ถ้าไม่เห็นก็คงไม่ใช่แระ 555+) กัปตันยิ้ม…ใช่ค่ะ กัปตันยิ้ม เป็นยิ้มแรกที่เห็นตั้งแต่เริ่มเกมตอนบ่ายสามโมงเลยจริงๆ เขายกมือจากพวงมาลัยนิดนึง ไม่รู้ว่าไล่ให้ออกไปไกลๆ หรือโบกมือทักทายตอบกันแน่ แต่ขอคิดเข้าข้างตัวเองว่ากัปตันโบกมือตอบแล้วกัน 555+

แค่นั้น โลกก็สดใสที่สุดแล้วสำหรับเรา แค่นั้นเองที่เราต้องการ แค่อยากให้กัปตันรู้ว่ามีแฟนบอลตัวเล็กๆยืนอยู่ตรงนี้ และแฟนบอลอีกมากมายทั่วโลก มีความสุขอย่างไม่อาจจะบรรยายเป็นคำพูดออกมาได้กับฤดูกาลนี้ กับทุกสิ่งที่กัปตันเคยทำมาเพื่อทีม เรารู้ว่าคุณเจ็บปวดกับความผิดพลาด เราจะเจ็บไปกับคุณด้วยเสมอด้วยความเต็มใจเป็นที่สุด และเราจะดึงคุณขึ้นมาจากความหมองหม่นนั้นให้ได้ เพื่อก้าวต่อไปในวันข้างหน้าด้วยกันอีกครั้ง

เราไม่รู้ว่ากัปตันยิ้ม เพราะตลกกับการกระทำของพวกเราหรือยิ้มให้ตามธรรมชาติที่เห็นว่าเราเป็นแฟนบอลลิเวอร์พูล หรือจะเพราะอะไรก็ตาม ไม่สำคัญเลย…เพียงมันทำให้เขายิ้มออกมาได้ เราก็มีความสุขอย่างเหลือเกินแล้ว

กัปตันขา…ขอบคุณสำหรับรอยยิ้มในวันนั้น

คุณทำให้เรายิ้มมามากแล้ว ถ้าคุณจะยิ้มเพราะพวกเราบ้าง เราจะรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างที่สุด

บอกตามตรงว่าเมื่อกัปตันขับรถผ่านไปแล้ว เรายืนยิ้มแก้มแทบจะปริอยู่ตรงริมถนนนั้นเอง แต่เรื่องราวมันยังไม่จบค่ะ เพราะคนหนึ่งที่ยังไม่ออกมา คือ แดเนียล แอกเกอร์ รองกัปตันทีม

เราก็ไม่รู้ว่าจุดเริ่มต้นมันอยู่ตรงไหน แต่เราเห็นชาวแก๊งพากันวิ่งไปที่ประตูสนามด้านที่จอดรถติดถนนแอนฟิลด์ ซึ่งห่างจากหัวโค้งที่พวกเรายืนอยู่ไม่ไกลนัก พวกเราก็วิ่งตามสิคะ ปรากฏว่า ท่างรองเดินมาแจกลายเซ็นแฟนๆถึงประตูเลย โฮกกกกก…สิ่งแรกที่นึกได้คือ ต้องหาอะไรให้ท่านรองเซ็นให้ได้ สิ่งที่ถอดออกจากตัวได้ง่ายที่สุด คือ หมวกบนหัว เลยถอดออกเดี๋ยวนั้นเลย และยื่นผ่านลูกกรงให้ท่านรองเซ็น แต่ที่เด็ดกว่า คือ “คุณนายที่เจ็ด” กับ “น้องนกและน้องนุก” ยืนติดลูกกรงตรงประตูเล็กริมสุดแล้วปรากฏว่าประตูเล็กบานนั้นมันไม่ได้ล็อกกลอนเจ้าค่ะ ค่อยๆดันมันก็เปิดออก และเมื่อท่านรองเดินมาถึง “คุณนายที่เจ็ด” เธอก็ได้เข้าไปอยู่ด้านในประตูแล้ว และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็ไม่ได้ห้าม เมื่อเธอขอถ่ายรูปกับท่านรอง เขาก็ถ่ายให้แต่โดนดี แต่ดันถ่ายเสียซะงั้น พอจะขอให้ถ่ายใหม่ ปรากฏว่าแฟนบอลชาวจีนพุ่งเข้ามาทางประตูอย่างต่อเนื่อง แทรกตัว แซงทั้งฝรั่ง ทั้งไทยที่ยืนอยู่หน้าประตูอย่างไร้มารยาท คือ น่ากลัวมากจริงๆ และท่านรองก็จะกลับแล้ว “คุณนายที่เจ็ด” ก็เลยอดถ่ายรูปกับท่านรองใหม่ แต่ถึงอย่างนั้น พวกเราทุกคนก็ปลาบปลื้มมากกับสิ่งที่ท่านรองทำ

…เดินแจกลายเซ็นตลอดแนวประตู คือ เขาไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ แต่ท่านรองก็ทำ มันซึ้งเลยจริงๆ

ติ่งขอต่อต้านการขายท่านรองไม่ว่ากรณีใดๆนับจากนี้จนกว่าท่านรองจะอยากไปเอง

หลังจากนั้น พวกเราก็พากันกลับเขาเมืองไปด้วยความฟินเหลือจะกล่าว เราพลาดแชมป์ แต่เรากลับเห็นแต่รอยยิ้มของทุกคน แม้แต่กัปตันที่กำลังเศร้าก็ยังยิ้มตอนเห็นพวกเราโบกไม้โบกมือ

ทุกอย่างที่เราได้ทำ ได้เห็น ได้สัมผัส และได้รู้สึก มันเต็มอิ่มในหัวใจถึงที่สุด เราเคยคิดว่า ถ้าเราได้ไปซักครั้ง คงจะพอแล้วและไม่คิดกระตือรือร้นที่จะไปอีก เพราะมันก็ใช้เงิน เวลา และความพยายามไม่น้อย แต่ในตอนนี้ ที่ความฝันของเราเป็นจริงแล้ว เรากลับยังคงรู้สึกอยู่ทุกนาทีว่า ถ้ามีโอกาส เราก็อยากจะกลับไปเดินตามรอยเส้นทางแห่งความฝันที่แอนฟิลด์เช่นนั้นอีกในวันข้างหน้า มันคงเหมือนกับที่เรากระตือรือร้นที่จะดูทีมลงเล่นในทุกนัดอย่างไม่มีความเบื่อหน่าย และไม่ว่าจะง่วงแค่ไหน เรามักจะหายง่วงทันทีที่เสียงนกหวีดเริ่มเกมดังขึ้น หรือต่อให้เกมจะน่าเบื่อแค่ไหน เราก็ไม่เคยหลับคาจอเวลาดูลิเวอร์พูลลงแข่ง

“สิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารัก” …รักลิเวอร์พูล… มันดึงดูดหัวใจของเราอยู่เสมอ ให้มีความรู้สึกซาบซึ้งกับทุกสิ่งที่ประกอบขึ้นมาเป็นสโมสรฟุตบอลแห่งนี้

และบางที สิ่งเล็กๆที่เรียกว่า “รัก” ของเรา อาจนำพาเรา ให้ได้กลับไปเหยียบแอนฟิลด์อีกในวันข้างหน้าก็ได้ ใครจะไปรู้

ถ้าคุณ “รัก” สโมสรแห่งนี้ อย่างที่เรา “รัก” …หาโอกาสไปแอนฟิลด์ให้ได้นะคะ เมื่อคุณได้ไปยืนที่นั่น มันจะเป็นความรู้สึกที่คงอยู่กับคุณไปตลอดกาลจริงๆ

เราต้องขอบคุณทุกคน และทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ทำให้เราได้เดินตามความฝันในครั้งนี้ …ความฝันที่กลายเป็นจริงและจะคงอยู่กับเราไปตลอดกาล

อ่อ…ภารกิจติ่งที่ลิเวอร์พูลจบลงแล้ว แต่ยังมีภารกิจติ่งเล็กๆสุดเซอร์ไพรส์ที่ลืมไม่ลงเกิดขึ้นในอีก 3 วันข้างหน้า เมื่องานมอบรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของ FWA ถูกจัดขึ้นที่โรงแรม Lancaster ในลอนดอน ที่ซึ่งน้องนกและน้องนุก สองสาวผู้ร่วมติ่งกับเราสามคนพักอยู่…

ติดตามตอนจบในโอกาสหน้าจร้า ^ ^

 

เล่าเรื่องโดย : howk_ky

ผู้ร่วมติ่ง : คุณนายที่เจ็ด, หาดทราย สายลม แสงดาว น้องนก และน้องนุก

 

10330304_829784057031841_2620712434505770360_n

 

2 Comments

  • เขียนให้อ่านได้เพลินเลยครับ
    ขอบคุณที่แบ่งปันครับ

  • รบกวนถามเรื่องที่นั่งในสนามแอนฟิลด์หน่อยค่ะ Block 228 เห็นชัดไหมคะ กำลังเลือกระหว่าง Block 126 ข้างล่าง อยู่ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

Leave a Reply