TIA Column : บันทึกการเดินทาง…ตามความฝันที่แอนฟิลด์ (ตอนที่ 1)

by

 

ขึ้นชื่อว่าเป็น เดอะค็อป เชื่อเหลือเกินว่า หนึ่งในความฝันของพวกเราทุกคน คือ การได้มีโอกาสไปยืนเชียร์ทีมรักบนอัฒจันทร์ของสนามแอนฟิลด์ซักครั้งหนึ่งในชีวิต บางคนอาจใช้เวลาไม่นานเพื่อทำฝันนั้นให้เป็นจริง และบางคนอาจใช้เวลานานมาก หากคุณกำลังอยู่ระหว่างเส้นทางแห่งความฝันนั้น เราก็ขอเป็นกำลังใจให้คุณไปถึงเป้าหมายโดยเร็ว หรือบางคนอาจทำฝันนั้นสำเร็จไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมันอาจเป็นประสบการณ์ที่จะอยู่ในความทรงจำของคุณไปตลอดกาล

เราใช้เวลา 7 ปีในการสร้างฝันนั้นให้กลายเป็นจริง เกือบเท่ากับระยะเวลาที่เชียร์ทีมรักมา ครั้งแรกที่เราได้อ่านรีวิวของแฟนพันธ์แท้ลิเวอร์พูล ผู้มีโอกาสไปเยือนแอนฟิลด์ เมื่อ 7 ปีที่แล้ว มันได้เกิดคำถามในใจขึ้นมาว่า

…เราจะทำเช่นนั้นได้บ้างมั้ยนะ และเราจะรู้สึกยังไงเมื่อได้ไปยืนในสนามที่เป็นบ้านอันอบอุ่นของทีมรัก…

ThisIsAnfield

มันจินตนาการไม่ออกจริงๆว่า ผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งที่เพิ่งเรียนจบ ความรู้ความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษเข้าขั้นแย่ และเริ่มต้นทำงานได้ไม่นาน จะหาทางไปที่นั่นได้อย่างไร

แต่ผ่านไป 7 ปี มันเป็นความจริงแล้ว มันเกิดขึ้นจริงๆ เราเพิ่งได้ไปเชียร์ทีมรักบนอัฒจันทร์ฝั่งแอนฟิลด์ โร้ด ในเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาล 2013/14 กับนิวคาสเซิล เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2014 … ซึ่งเราต้องกล่าวคำขอบคุณคำโตที่สุดให้แก่ “คุณนายที่เจ็ด” พี่สาวที่เป็นผู้ทำให้เราได้มีโอกาสเดินทางตามฝันในครั้งนี้ (ถ้าไม่มีเจ้ น้องจอดไม่ต้องแจวตั้งแต่ขอวีซ่าแล้วจริงๆ), “หาดทราย สายลม แสงดาว” เพื่อนผู้ร่วมอุดมการณ์ และ ญาติสนิท มิตรสหายหลายๆคน รวมถึง “พ่อแม่” ของเราเองที่แม้จะห่วงใยลูกสาวคนนี้มากขนาดไหน ก็ไม่เอ่ยห้ามซักคำ (เพราะท่านอาจจะรู้ดีว่า มันห้ามกันไม่ได้ 555+)

อันที่จริง การตัดสินใจไปแอนฟิลด์ครั้งนี้มันเริ่มต้นอย่างกะทันหันเอามากๆ เพราะที่จริง พวกเราตั้งใจวางแผนที่จะไปกันในช่วงกลางเดือนเมษายน ปี 2015 แต่ด้วยความที่ “คุณนายที่เจ็ด” เธอจุดประเด็นขึ้นมาในช่วงกลางเดือนธันวาคม 2013 ว่า…

“อยากไปดูเกมกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ช่วงกลางเดือนเมษายนนี้เลย…”

และที่พวกเราไม่ได้เลือกเกมกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็เพราะกลัวว่ามันจะเลื่อน หากทีมใดทีมหนึ่งเขารอบเอฟเอ คัพ และคนที่เตือนก็ไม่ใช่ใครที่ไหน บอส kenny7 ของพวกเรานั่นเอง …แต่สุดท้าย บอสกลับเป็นคนเลือกไปดูเกมนั้นซะเอง เอิ่มมม….บอสเตือนน้อง ทำให้น้องกลัวเกมเลื่อน แต่บอสไม่กลัว 555+

กระนั้น เมื่อเกิดอาการกลัวเกมเลื่อน สุดท้าย เพื่อความชัวร์ เราเลยเสนอว่า “งั้นไปดูเกมสุดท้ายกับนิวคาสเซิลกันมั้ย นักเตะจะเดินขอบคุณแฟนบอลรอบสนามด้วยนะ และไม่มีทางที่เกมจะเลื่อนแน่ๆ”

เมื่อผู้ร่วมอุดมการณ์ทั้งสองเห็นชอบด้วย พวกเราจึงเริ่มดำเนินการ ตั้งแต่ จองตั๋วฟุตบอลเป็นสิ่งแรก ตั๋วประเภทที่พวกเราจอง เป็นแบบ Hospitality คือมันจะแพงกว่าตั๋วปกติ แต่เราไม่ต้องเสี่ยงรอตั๋วที่จะเหลือจากพวกถือตั๋วปีของสโมสรซึ่งอาจไม่เหลือเลย หรือถ้าเหลือก็อาจจะจองไม่ทัน ที่สำคัญ ไม่ต้องเป็นสมาชิกของสโมสรก็สามารถจองได้ จากนั้นเราจึงเริ่มหาที่พัก โดยพวกเราตกลงกันว่า ไหนๆก็ไปอังกฤษทั้งทีแล้ว จะไปเพื่อดูบอลอย่างเดียว ก็เสียดายค่าวีซ่ากับค่าตั๋วเครื่องบิน เราไปเที่ยวด้วยซะเลยดีกว่า ดังนั้น โปรแกรมของเราจึงเป็นการไปดื่มด่ำกับเมืองและสโมสรลิเวอร์พูล หลังจากนั้น เราจะมุ่งหน้าสู่ลอนดอน เพื่อไปเที่ยวสนามบอลอื่นๆเช่นเวมบลีย์, เอมิเรตส์ สเตเดียม และสแตมฟอร์ด บริดจ์ รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆที่น่าสนใจอย่าง มหาวิหารเวตส์มินเตอร์, โบสถ์เซนต์พอล, ทาวเวอร์ ออฟ ลอนดอน เป็นต้น และเป็นโชคดีของพวกเราที่วางแผนกันแต่เนิ่นๆ เลยหาที่พักได้ไม่ยากนัก เพราะมารู้เอาทีหลังว่า ที่พักในเมืองลิเวอร์พูลนั้นเต็มหมดทุกที่จริงๆ บางคนถึงกับต้องไปพักเมืองข้างๆแล้วนั่งรถไฟมาดูเกมแทน

เพียงแค่วันแรกที่ไปถึงประเทศอังกฤษ เราก็ต้องเหวอกันทั้งสามนางแล้ว เพราะ “กระเป๋าตกเครื่อง” ค่ะ 555+ เหตุมันเกิดมาจาก เครื่องที่ออกจากกรุงเทพฯมันเกิดการดีเลย์ถึง 2 ชั่วโมง ทำให้เราไปต่อเครื่องที่ดูไบล่าช้า คือพอถึงดูไบปุ๊บ พวกเราต้องวิ่งข้าม Gate ขึ้นเครื่องต่ออย่างเร็วที่สุดทีเดียว ซึ่งนั่นทำให้กระเป๋าของพวกเราวิ่งตามไปไม่ทัน (มันมีขาเมื่อไหร่หว่า 555) พอไปลงเครื่องที่แมนเชสเตอร์ กำลังจะไปเอากระเป๋า ก็มีเจ้าหน้าที่สาวสวยของสายการบินดักไว้ ตรวจสอบชื่อและแจ้งว่า กระเป๋าพวกเรามาไม่ทัน ให้ไปติดต่อแจ้งที่อยู่เพื่อที่สายการบินจะรับผิดชอบจัดส่งกระเป๋าให้ถึงที่พักภายใน 24 ชั่วโมง

…เอิ่มมมม สมบัติพัสถานของช้านนนนน

แต่พอขึ้นรถไฟจากแมนเชสเตอร์ เพื่อไปลิเวอร์พูลแล้วก็รู้สึกได้ว่า นี่อาจจะเป็นความโชคดีก็ได้ ที่ได้รับบริการส่งกระเป๋าถึงที่พัก (ไฮโซป่ะล่ะ 555) ก็ขืนให้ลากกระเป๋าขึ้นรถไฟหวานเย็นที่อังกฤษ มันคงลำบากทุลักทุเลกันไม่น้อยทีเดียว เพราะรถไฟมันแคบมว๊ากกกกกก

10295675_829771367033110_4300126539941244006_n

ดังนั้น การใช้ชีวิตในวันแรกที่ประเทศอังกฤษ จึงเป็นไปแบบเหมือนมาตัวเปล่าๆกับกระเป๋าส่วนตัวเล็กๆคนละใบ

และเรื่องยังไม่จบแค่นั้น เมื่อ “หาดทราย สายลม แสงดาว” หาโทรศัพท์มือถือของนางไม่เจอ และนางก็บอกว่าสงสัยลืมไว้ในกระบะใส่ของตอนเข้าเครื่องสแกนที่ดูไบ

เออ…นอกจากกระเป๋าหาย โทรศัพท์ยังหายด้วย แต่ของเรากับคุณนายที่เจ็ดยังปลอดภัยดีอยู่นะ 555+

สิ่งแรกที่ทำเมื่อไปถึงลิเวอร์พูล คือ การตามหาซิมโทรศัพท์ เพื่อจะได้สื่อสารกับโลกภายนอก และจะได้ติดต่อกับพี่บิ๊ก ซึ่งเป็นนักเรียนไทยที่เรียนอยู่ที่ลิเวอร์พูล และเป็นแฟนหงส์ตัวยงด้วย

และเมื่อได้ซิมมาแล้ว คุณนายที่เจ็ดก็โทรหาพี่บิ๊กทันที และนัดแนะมาเจอกัน ซึ่งพี่บิ๊กใจดีมากๆ อุตส่าห์หาตัวแปลงปลั๊กมาให้พวกเราด้วย …ราวกับรู้ว่านี่แหละ คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ขอบคุณอีกครั้งไว้ ณ ที่นี้ด้วยจริงๆค่ะ

แต่ที่น่ารักมากๆ คือ เพื่อนๆแฟนลิเวอร์พูลที่รับรู้การมาเผชิญโลกกว้างของพวกเราทั้งสามคน เมื่อเราโพสต์เล่าในเฟซบุ๊คว่ากระเป๋าตกเครื่อง ทุกคนดูจะเป็นห่วงเป็นใยสามสาวกันมาก บางนางถึงกับโทรทางไกลมาไถ่ถามข่าวสารกันเลยทีเดียว พวกเราซาบซึ้งมากๆ และรู้สึกว่า We’ll never walk alone. จริงๆ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนในโลกนี้ก็ตาม

รักทุกคนที่สุดเลยยยยยยยยย …เราผ่านพ้นวันนั้นมาด้วยความตื่นเต้น แต่วันรุ่งขึ้นมันยิ่งกว่าตื่นเต้นซะอีก…

10376948_829769747033272_6796300893957458736_n

10 พ.ค. 2014

มันคือวันก่อนวันแข่ง พวกเราตัดสินใจไปเฝ้านักเตะกันที่หน้าเมลวูด สนามซ้อมของทีม พวกเราทั้งสามคนเรียกแทกซี่ไปกันราวๆเกือบเที่ยง ไปถึงก็เห็นกลุ่มแฟนบอลหลากหลายเชื้อชาติปีนถังขยะ ปีนกำแพง ปีนรถดูนักเตะซ้อมกันอยู่ก่อนแล้ว หลังจากเดินวนไปวนมา ส่องตามรูกำแพงที่มองไม่ค่อยจะเห็นอะไร

…เราตัดสินใจทำกระทั่งขอปืนหลังคารถฝรั่งนางหนึ่งที่มีหลายคนปีนขึ้นไปยืนอยู่ก่อนแล้วเพื่อดูนักเตะซ้อมเบื้องหลังกำแพง คุณฝรั่งคนนั้นก็ใจดี ยอมให้พวกเราขึ้นไปแออัดเพิ่มบนหลังคารถ แล้วยังช่วยดึงพวกเราทั้งสามคนขึ้นไปยืนดูนักเตะด้วยกัน ซักพัก นางคงต้องไปทำงานต่อหรือไปธุระก็ไม่ทราบได้ พวกเราก็จำใจต้องลงจากหลังคารถของนาง กล่าวคำขอบคุณคำโต และหาทางอื่นต่อไป ตาเหลือบไปเห็นรถบรรทุกเปิดหลังคา (น่าจะเป็นรถเก็บขยะด้วย สังเกตจากสรรพสิ่งที่กองอยู่ในกระบะหลังรถด้านหนึ่ง) จอดอยู่ริมถนนฝั่งตรงข้าม ก็เอาว่ะ…พยายามปีนขึ้นไป แต่พวกเราดันเตี้ยเกิน (ผิดอีกสินะ T T ) ยืนในกระบะแล้วก็ยังไม่พ้นกำแพง ต้องปีนขึ้นไปยืนบนขอบกระบะ ราวกับซ้อมยิมนาสติกอย่างนั้นเลย ผลัดกันปีน ผลัดกันดู ช่วยกันจับไม่ให้คนที่อยู่บนขอบกระบะหน้าทิ่มลงถนนไป คุณฝรั่งข้างๆตะโกนเรียก “สตีวี่ๆๆๆ” แล้วกัปตันก็หันมา

อ๊ากกกกก ตื่นเต้นนนนน (บ้าไปแล้วนั่นเอง)

เราไม่รู้ว่า “คุณนายที่เจ็ด” กับ “หาดทราย สายลม แสงดาว” สองผู้ร่วมทริปของเราได้เห็นอะไรบ้าง เพราะมันต้องคอยสลับกันขึ้นไปดู เชื่อว่า “คุณนายที่เจ็ด” คงส่องแต่ซัวเรซ ส่วน “หาดทราย สายลม แสงดาว” อาจกำลังมองหาคูตินโญ่ แต่เราได้เห็นกัปตันทำแอสซิสต์จากลูกเตะมุม 1 ลูก และทำประตูจากการซ้อมจุดโทษ 1 ลูก …ฟินเว่อร์อย่าบอกใคร อิอิ

10155444_829772173699696_6229006048273041735_n

และเพราะเป็นการซ้อมก่อนนัดสุดท้ายของฤดูกาล เลยมีบรรดาแฟนบอลจากทั่วสารทิศเดินทางมารอกันเต็มหน้าเมลวูดไปหมด ทำให้รู้เลยว่า วันนี้ คงจะหมดสิทธิ์ได้เห็นใครจอดรถแจกลายเซ็นหรือถ่ายรูปกับแฟนๆ เพราะถ้าขืนจอด คงจะยาวมิใช่น้อย ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ แทบไม่มีนักเตะจอดรถซักคน แม้แต่โคโล ตูเร่ ที่ขึ้นชื่อว่ามีความเฟรนลี่กับแฟนบอลที่สุดคนหนึ่ง ก็ยังเลือกที่จะไม่จอดที่หน้าประตู แต่พอเขาเลี้ยวรถออกไปแล้ว กลับไปจอดไกลออกไป แฟนบอลนี่วิ่งตามกันเกรียวกราว ส่วนอีกคนที่น่าตกใจไม่แพ้กัน คือ วิกเตอร์ โมเซส พี่แกจอดรถ หยิบสตั๊ดส่งให้แฟนบอลซะงั้น  แต่เพราะเป็นโมเซสล่ะมั้ง ทำให้เขาไม่โดนคุกคามมากนัก (พี่แกจะดีใจรึเปล่าหว่า 555+)

วินาทีที่ประตูเมลวูดเปิดขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้เป็นรถของเบรนแดน ร็อดเจอร์ส เราหันไปมอง และในที่สุดก็เห็นเขาจอดและลดกระจกรถลง

…ไม่มีนักเตะคนไหนกล้าจอดรถ เผชิญกลุ่มแฟนบอลที่เยอะมากกว่าปกติ แต่บอสใหญ่ของเราจอดครับ

โห…นาทีนั้น ช็อกซินีม่า คือ ก็พอรู้มาบ้างว่าบีร็อดจะเป็นคนที่ให้เวลากับแฟนบอลมาก พี่แกเคยจอดรถลงมาคุยกับแฟนบอลเลยด้วยซ้ำในวันที่คนไม่เยอะ แต่วันนี้ คนมันเยอะและมีหลากหลายเชื้อชาติมาก คนมีมารยาทก็มี ไร้มารยาทก็มาก แต่บอสจอดรถครับ ทีนี้เลยเหมือนฝูงแร้งลงรถบอสเลยทีเดียว ทั้งฝรั่ง จีน แขก ไทย พุ่งเข้าหาบอสราวกับห่าฝน มีคนทำโทรศัพท์มือถือตกใส่กระโปรงรถบอสด้วย เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรีบตะโกนอย่างดังว่า “Be Careful!!!” ด้วยความเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ เราก็เลยได้แต่ยืนมองอย่างอึ้งๆอยู่ข้างรถด้านคนนั่งที่มีใครก็ไม่รู้นั่งมากับบอสด้วย และภาวนาให้บอสรีบปิดกระจกเสียด้วยซ้ำ กลัวมีคนทำร้ายบอส 555+ (คิดไปนั่น) เมื่อรถบอสเริ่มเคลื่อนออกไปอย่างช้าๆ “หาดทราย สายลม แสงดาว” รีบข้ามมาหาและเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นๆว่า

“เมื่อกี้โบกมือให้ บีร็อดเอื้อมมือมาจับมือเค้าด้วย”

นางดูตื่นเต้นมาก พวกเรากรี๊ดกร๊าดกันใหญ่ เราหันไปมองตามรถบอส บอสยังจอดอยู่แม้จะเลี้ยวพ้นปากประตูไปแล้ว เพราะมีแฟนบอลไปขอลายเซ็น ขอถ่ายรูป ขอจับมือ

…เท้าไวเท่าความคิด เราออกวิ่งทันที ใจก็คิด ขอให้ทัน ขอให้ทัน ขอให้ทัน และมันก็ทัน เอื้อมมือไปขอจับมือบอส เขายิ้ม เป็นมิตรสุดๆ ที่สำคัญ มือบอสนิ่มและอุ่นมว๊ากกกกกกก นิ่มจนเราแทบไม่อยากเชื่อว่านี่คือมือผู้ชาย 55555+

ฟินสุดๆล่ะ

ถัดไป คนสุดท้ายที่เรายืนรอมากว่า 2 ชั่วโมง ใช่แล้วค่ะ …กัปตันทีมของพวกเรา สตีเวน เจอราร์ด คือ กัปตันเนี่ยยยย โฉบเข้าโฉบออกตรงที่จอดรถไม่รู้กี่รอบ นางอาจจะกำลังเล็งว่าจะผ่านด่านฝูงแฟนบอลวันนี้ออกไปยังไง นางปล่อยให้ทุกคนออกไปก่อน แล้วก็เริ่มตั้งหลัก หาทางของตัวเอง 5555+

ด้วยตัวตนของกัปตัน เรารู้อยู่แล้วว่า เขาไม่จอดรถแน่ๆ แต่ก็อยากจะยืนมองหน้าซักนิดก็ยังดี (วิญญาณติ่งเข้าสิงร่างเต็มที่แล้ว ตอนนั้น) ก็ยืนรอจนรถผ่านออกมา คราวนี้ตั้งใจเต็มที่ว่าจะยืนฝั่งคนขับให้ได้ ขอส่องหน้านางให้ชื่นใจซักนิด ปกติรถนางจะติดฟิล์มค่อนข้างใส ถ้าเป็นแลน โรเวอร์ส กับ เบนท์ลี่ย์ แต่วันนี้นางขับออดี้คันใหม่มา ติดฟิล์มซะมืด (ติ่งแอบผิดหวังเล็กๆนะคะ กัปตันขา)

ถึงงั้นด้วยความมุ่งมั่นมากถึงมากที่สุดในการยืนอยู่แถวหน้าสุดติดด้านคนขับ ทำให้พอจะมองเห็นกัปตันอมยิ้มน้อยๆขณะเลี้ยวรถออกจากเมลวูดไป

….แอร๊ยยยยยยย ติ่งจะตายคาประตู

เราคงไม่มีวันลืมการปีนหลังคารถและปีนรถบรรทุกเพื่อดูนักเตะซ้อมเบื้องหลังกำแพงที่เมลวูด ได้เห็นนักเตะทุกคนขับรถผ่านหน้าไป โอกาสที่ได้จับมือกับบีร็อดในวันนั้นไปตลอดชีวิตของเราเลยทีเดียว

มันเหนื่อยไม่น้อยกับการเฝ้ารอในวันนั้น วิ่งส่องรูตามกำแพง และปีนรถ แต่เราทั้งสามคนต่างก็มีความสุขและรู้สึกเต็มอิ่มในหัวใจอย่างที่สุด

ที่สำคัญอีกประการ คือ เมื่อกลับถึงที่พัก กระเป๋าก็มาถึงเรียบร้อยแล้ว YESSSS….

ถัดไปจะเล่าถึงเรื่องราวในวันแข่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกครั้งที่นึกถึง เรารู้สึกว่าเหมือนมันเพิ่งเกิดขึ้นไปเมื่อวานนี้เองจริงๆ เพราะความอิ่มเอมมันไม่มีที่สิ้นสุดเลยยยยยยย

รอตอนหน้านะจ๊ะ (แอบยาว อิอิ)

เล่าเรื่องโดย : howk_ky

ผู้ร่วมติ่ง : คุณนายที่เจ็ด และ หายทราย สายลม แสงดาว

10331775_10203541036024766_691106415_n

9 Comments

  • เออ รัดนึกภาพแอนนอนฟิน(แต่ยังไม่)ตายออกเลยอ่ะ 5555

  • เป็นห่วงตอนกระเป๋าไม่มาเนื่ยแหละ

  • โอ๊ยเห็นภาพน่าสนุกอยากร่วมทริปด้วยจริงๆ

  • สวดยวดดดดดดดดดดด ^^V

  • เรื่องราวสนุกมาก ตื่นเต้นกับตอนต่อไปจริงๆ

  • อยากคอมเม้นท์บ้าง

  • เดี๋ยวกลับมาอ่านแบบฉบับยาว ก๊อปปี้เก็บไว้อ่านต่างหาก อยากไปบ้าง

Leave a Reply