TL Ep.1/2014-15 : ตราหมีโมเดล และการกลับมาของ 4-2-3-1

by

มีความเห็นที่หลากหลายในตลาดนักเตะช่วยซัมเมอร์ที่ผ่านมา ว่ากันด้วยเรื่องของปริมาณ และคุณภาพ ที่ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ย้ำตั้งแต่ก่อนปิดฤดูกาลว่าเขาต้องการนักเตะใหม่ 2-3 คนที่ดีพอจะเป็นตัวจริง มากกว่านักเตะหลายคนที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้…

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่คว้ารองแชมป์จนถึงในเวลานี้ ร็อดเจอร์ส คว้านักเตะใหม่เข้ามาร่วมทีมแล้ว 6 คน(ส่งให้ต้นสังกัดเดิมยืมกลับไป 1 คน เท่ากับว่าเหลือให้ใช้งานในฤดูกาลใหม่ 5 คน) เทียบกับการสูญเสีย หลุยส์ ซัวเรซ นักเตะที่มีมูลค่าสูงที่สุดในทีมออกไปย่อมเป็นธรรมดาที่จะทำให้แฟนบอลหลายคนหวาดหวั่น

มันเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่กังวลสำหรับทีมใดก็ตามที่เสียนักเตะที่เพิ่งทำไป 31 ประตูต่อฤดูกาลออกไป และแน่นอนว่าผมก็เป็นหนึ่งในนั้น!

เราได้งบประมาณ 75 ล้านปอนด์เข้ามา ซึ่งคุณค่าทางด้านจิตใจ หรือในสนาม ใช่ว่าจะคุ้มสำหรับบางคน ที่ยังอยากให้หลุยส์ ซัวเรซ อยู่กับทีมต่อไปมากกว่า

อย่างไรก็ตามการตัดสินใจของเบรนแดน ร็อดเจอร์ส และบอร์ดบริหารใช่ว่าจะไม่สมเหตุสมผลกับนักเตะวัย 27 ปีที่ต้องการย้ายทีม และมีวีรกรรมต่างๆ  มากมาย ที่สำคัญคือโทษแบน 4 เดือนจะทำให้เขาลงช่วยลิเวอร์พูลไม่ได้ 1 ใน 4 ของฤดูกาลนี้โดยประมาณ

ไม่ช้าก็เร็วเราคงไม่สามารถเหนี่ยวรั้งซัวเรซไว้ได้ ไม่นับว่าความกดดันจากสื่ออังกฤษ หรือเหตุผลอะไรก็ตามแต่ อย่างน้อยซัวเรซก็สร้างความสุขให้กับแฟนบอลิเวอร์พูลมากมายตั้งแต่เขาย้ายมาอยู่ในแอนฟิลด์

และที่สำคัญยังทำกำไรให้ทีมอย่างมหาศาล!

เราเห็นตัวอย่างจากท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ในฤดูกาลที่แล้วกับการทุ่มเงินมหาศาลในหลายตำแหน่งหลังจากขายแกเร็ธ เบล ออกไป แบบที่เรียกว่าหากมีนักเตะคนไหน‘Available’ คือไม่ได้กระแดะจะใช้ภาษาอังกฤษ แต่ถ้าเปิดพจนานุกรม แล้ว อาจจะเจอคำแปลว่า …เหมาะที่ใช้, มี, หาได้, หาง่าย, ใช้ประโยชน์ได้, เท่าที่จะหาได้ มันดูไม่ค่อยตรงกับศัพท์ฟุตบอลเท่าไหร่ คือประมาณว่าทีมต้นสังกัดพร้อมปล่อยตัว(เขียนมาก่อน เพราะเดี๋ยวจะพูดถึงอีกครั้ง)

ฤดูกาลที่แล้วสเปอร์สเล่นปาดหน้าหลายๆ ทีมทุ่มเงินตัดหน้านักเตะที่ต่างเคยเป็นข่าวกับลิเวอร์พูลหลายราย

สุดท้ายพวกเขาเปลี่ยนผู้จัดการทีมไป 2 คน และกำลังจะเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ด้วยผู้จัดการทีมคนใหม่ ขณะที่ผลงานในลีกแม้อันดับจะดีกว่าแมนฯ ยูไนเต็ด แต่ก็ไม่ถึงเป้าหมายไปเล่นแชมเปียนส์ลีกที่พวกเขาตั้งไว้

สเปอร์สเป็นทีมที่เสียดาวดังอย่างต่อเนื่อง แต่พวกเขาซื้อนักเตะในฤดูกาลที่แล้วเยอะในตำแหน่งคล้ายๆ กัน แต่ผลลัพธ์ออกมาไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย และตอนนี้พวกเขาต้องสร้างทีมใหม่อีกครั้ง

อย่างไรก็ตามไม่ใช่ทุกทีมที่ปล่อยดาวดังแล้วทีมจะล้มเหลวเสมอไป…

 

ย้อนไปดูฤดูกาล 2012-13 แอตเลติโก้ มาดริด พุ่งขึ้นมารั้งอันดับ 3 ในลา ลีกา เป็นรองแค่เรอัล มาดริด และบาร์เซโลนา ก่อนที่พวกเขาจะปล่อยตัว ราดาเมล ฟัลเกา ศูนย์หน้าอันดับ 1 ในเวลานั้นออกไป(ฟัลเกาทำไป 28 ประตูในลีกา และ 32 ประตูทุกรายการ) และช่วยให้ทีมเป็นแชมป์ยูโรปา ลีก และโกปา เดล เรย์

พวกเขาดึงตัวนักเตะใหม่มาไม่กี่ราย รวมถึงมาร์ติน เดมิเคลิสแบบไม่มีค่าตัวก่อนปล่อยต่อทำกำไรอย่างรวดเร็วให้กับแมนฯ ซิตี้  ขณะที่ทีมใช้เงินคว้า ลีโอ บาปติสเตา, กีลาโวกุย, โทบี อัลเดอร์ไวรัล และดาบิด บีย่า ซึ่งไม่ใช่ว่าทุกคนจะย้ายมาแล้วกลายเป็นตัวจริงทันที แถมทั้งหมดไม่มีใครแพงกว่า 10 ล้านยูโรด้วยซ้ำ

น้อยคนที่เชื่อว่าทีมตราหมีจะยืนระยะจนคว้าแชมป์ในวันสุดท้ายของลา ลีกา ได้สำเร็จ แม้ว่าพวกเขาจะขึ้นนำตั้งแต่ช่วงกลางฤดูกาลก็ตาม และไม่ใช่แค่เป็นแชมป์ลา ลีกา พวกเขายังพลาดแชมป์ยูฟา แชมเปียนส์ลีก ในไม่กี่วินาทีสุดท้าย

มันตอบโจทย์ได้ว่าจำเป็นไหมที่เมื่อเสียนักเตะค่าตัวแพงออกไปแล้วจำเป็นต้องซื้อนักเตะแพงๆ เข้ามาแทน?

คำตอบชัดเจนกว่า‘ไม่จำเป็น’

มันก็ง่ายจริงๆ แหล่ะกับการที่คิดว่าเอาเงินโป๊ะๆ หรือคิดว่าอยากซื้อนักเตะดีๆ ดังๆ ชื่อเสียงดีๆ มีใบรับประกันต่อท้ายจากเกียรติประวัติมากมาย

แต่ถ้าคำตอบมันเป็นแบบนั้นทุกครั้ง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือเชลซี อาจจะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกทุกๆ ปีถ้าคิดว่าใช้เงินมากที่สุดแล้วประสบความสำเร็จ

แน่นอนว่ามันมีผลกระทบอย่างที่เราเห็นใน เปแอสเช, บาเยิร์น มิวนิก หรือในลีกอื่นๆ ที่ทีมที่ร่ำรวยก็มีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า แต่ในโมเดลแบบเดียวกัน ถ้าคุณตามรอยความร่ำรวยไม่ได้หรืออย่างน้อยๆ ก็ใช้เงินมากเท่าไม่ได้ในเวลานี้ แล้วคุณใช้วิธีเดียวกัน มันจะมีทางชนะหรือเปล่า?

ถ้าจีบผู้หญิงใช้เงินอย่างเดียวคนที่จนกว่าก็คงไม่มีวันได้แต่งงาน ประเทศร่ำรวยคงกวาดเหรียญโอลิมปิกไปทุกเหรียญ สถิติแชมป์โลกมากที่สุดไม่น่าจะเป็นบราซิลอย่างทุกวันนี้

แสดงว่าฟุตบอลยังมีวิธีการจะเอาชนะคู่แข่งได้มากกว่านั้นgerrard man city

ดูค่าตัวแดเนียล สเตอร์ริจด์ที่ลิเวอร์พูลซื้อจากเชลซี เทียบกับ เฟร์นานโด ตอร์เรส ที่เชลซีซื้อจากลิเวอร์พูล เป็นหนึ่งในตัวอย่างว่าลิเวอร์พูลจะทำยังไงให้ประสบความสำเร็จ

เราเห็นทีมอย่างดอร์ตมุนด์คว้าแชมป์เหนือ บาเยิร์น ทีมอย่าง มงต์เปลลิเยร์ คว้าแชมป์ลีก เอิง ในรอบหลายปีที่ผ่านมา บางทีแม้แต่การคว้ารองแชมป์ของ โรม่า หรือลิเวอร์พูล ในฤดูกาลที่แล้ว โดยเฉพาะลิเวอร์พูลเองที่พลาดแชมป์แบบเฉียดฉิวก็คงเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าต่อให้ไม่ได้ใช้เงินมากที่สุด ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จได้

ถึงเวลานี้จริงๆ ลิเวอร์พูลใช้เงินไปไม่น้อยในการคว้าตัว ชาน(10 ล้านปอนด์), อดัม ลัลลานา(25 ล้านปอนด์), ลาซาร์ มาร์โควิช(20 ล้านปอนด์), ริคกี แลมเบิร์ต(4 ล้านปอนด์) และเดยัน ลอฟเรน(20 ล้านปอนด์) *ค่าตัวจากการประมาณของสื่อต่างๆ รวมการซื้ออนาคตอย่าง ดิว็อค โอริกี(10ล้านปอนด์) ตอนนี้ทั้งหมดรวมกันถือว่าไม่น้อยแล้ว แม้ว่าบางคนอยากให้ทีมทุ่มเงินซื้อนักเตะดังๆ เข้ามาอีก แต่ลิเวอร์พูลบริหารจัดการทุกอย่างได้ดูน่าสนใจไม่น้อย

และ 6 คนที่ว่ามาลิเวอร์พูลจ่ายค่าเหนื่อยรวมกันต่อสัปดาห์น้อยกว่าหลุยส์ ซัวเรซคนเดียว(ที่ทีมต้องจ่าย 300,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ก่อนหักภาษี) อย่างน้อยๆ ลิเวอร์พูลไม่น่าเป็นห่วงกับหนี้สินระยะยาว

หลายๆ ปีหลังทีมปรับโครงสร้างปล่อยนักเตะค่าเหนื่อยแพงๆ ออกไปชัดเจน และการซื้อเข้ามาใหม่ในรอบนี้ นักเตะที่ย้ายเข้ามายังอยู่ในเกณฑ์รับค่าเหนื่อยไม่สูงนัก ซึ่งสามารถเช็กดูตามรายงานของสื่อต่างๆ ได้

หากคิดกันเล่นๆ ว่า บีย่า มีประสบการณ์มากมายแม้อาจจะในมุมที่แตกต่างจากริคกี แลมเบิร์ต แต่ลิเวอร์พูลก็ใช้เงินมากกว่าตราหมี แถมหลายคนอาจจะมีส่วนในทีมมากกว่านักเตะที่ตราหมีซื้อมาร่วมทีมในฤดูกาลที่แล้วด้วยซ้ำ

ด้วยโครงสร้างเดิมที่มี และทีมคว้าอันดับ 2 การเพิ่มจำนวนเพื่อรับมือกับเกมที่เพิ่มขึ้นในแชมเปียนส์ลีกใครที่กาชื่อลิเวอร์พูลทิ้งตั้งแต่ต้นลองรอดูผล 3 เกมแรกที่จะพบเซาท์แฮมป์ตัน ตามด้วยเยือนแมนฯ ซิตี้ และสเปอร์สดูก่อน

นอกจาก 31 ประตูที่ซัวเรซทำให้กับลิเวอร์พูลในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลที่แล้ว ยังมีอีก 70 ประตูที่ได้จากคนอื่นๆ ที่ยังอยู่….(ไม่รวมที่จะได้เพิ่มจากนักเตะใหม่เข้ามา)

ดังนั้นอาจจะไม่ต้องกลัวจนเกินไป

 

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ทดลองใช้ถึง 3 ระบบในเกมกับแมนฯ ซิตี้ แม้ว่าจะเป็นระบบที่เราเคยเห็นในฤดูกาลที่แล้วมาบ้าง แต่เราคงจะเห็นระบบหลักที่ใช้ในฤดูกาลที่แล้วคือ 4-3-3 และ 4-4-2 แบบกองกลางรูปเพชรที่มีสตีเวน เจอร์ราร์ดยืนอยู่หน้าแผงกองหลัง(และบางทีในบางจังหวะแทบจะกลายเป็นกองหลังตัวสุดท้าย)

4-2-3-1 เป็นระบบที่ราฟา เบนิเตซ ใช้จนประสบความสำเร็จในยูฟา แชมเปียนส์ลีก และเกือบคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก โดยช่วงที่พีคที่สุดทีมสามารถถล่มเอาชนะ เรอัล มาดริด หรือแมนฯ ยูไนเต็ด ได้ถึงโอลด์แทร็ฟฟอร์ดแบบติดตราตรึงใจกันมาแล้ว

ระบบดังกล่าวนักเตะชุดปัจจุบันหลายคนคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นสตีเวน เจอร์ราร์ด, ลูคัส เลวา หรือกองหลังคนอื่นๆ ที่เคยอยู่กับทีมในยุคนั้น

ผมไม่คิดว่าร็อดเจอร์สจะยึดแค่เพียงระบบใดระบบหนึ่ง สองฤดูกาลที่ผ่านมาเขาแสดงให้เห็นว่าเป็นกุนซือทีมมีความ ‘ยืดหยุ่น’ ไม่น้อย ในหลายๆ ครั้งทีมปรับมาเล่นเซนเตอร์ฮาล์ฟสามตัว กองหน้าคู่ หรือกองหน้าสามตัวในหลากหลายแผนการเล่น แต่สไตล์ของทีมไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก

ทุกๆ ระบบลิเวอร์พูลจะเน้นครองบอล และเน้นเกมรุกเป็นหลัก

อย่างไรก็ตามหลังพลาดตัว โลอิก เรมี และทำให้ร็อดเจอร์ส ยอมรับในการให้สัมภาษณ์ว่าพร้อมจะรอจนถึงมกราคมหากไม่สามารถซื้อนักเตะสเป็กที่ต้องการได้จริงๆ

นั่นทำให้ลิเวอร์พูลมีกองหน้าให้เลือกใช้งานเพียง 2 รายคือ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ และริคกี แลมเบิร์ต ที่สามารถยืนเป็นกองหน้าตัวเป้าตามธรรมชาติ ขณะที่อนาคตของฟาบิโอ บอรินียังลูกผีลูกคน แต่ถ้าไม่มีกองหน้าตัวใหม่เข้ามา ร็อดเจอร์ส น่าจะเลือกเก็บนักเตะรายนี้ไว้มากกว่า

ในฤดูกาลที่แล้วทีมมีปัญหาในแง่การเปลี่ยนตัว ไม่ใช่ว่าร็อดเจอร์สไม่อยากแก้เกมในหลายต่อหลายครั้ง แต่เมื่อเหลือบดูม้านั่งสำรอง คุณภาพนักเตะที่เปลี่ยนลงไปน่ากังวลเสมอว่าจะดีกว่านักเตะที่กำลังเล่นอยู่(ลองนึกภาพเปลี่ยนยาโก้ อัสปาส หรือวิกเตอร์ โมเซส ลงไปแทนที่ตัวรุกคนใดคนหนึ่งในสนามแทนที่ ราฮีม สเตอร์ลิง, สเตอร์ริดจ์ หรือซัวเรซ แม้แต่กองกลางตัวอื่นๆ ดู)

คราวนี้ลิเวอร์พูลมีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น แดนกลางมีเจอร์ราร์ด, คูตินโญ่, เฮนเดอร์สัน, ลูคัส, ลัลลานา, ชาน, อัลเลน, ราฮีม สเตอร์ลิง, ลาซาร์ มาร์โควิช และการกลับมาของซูโซ่ (ส่วนอุสซาม่า อัสไซดี้ทีมไม่นาจะอยากเก็บตัวไว้เท่าไหร่) นอกจากนั้นก็มีดาวรุ่งอย่างไอบ์, โคดี้, เตยเซยร่า โดยรายของ สเตอร์ลิง หรือมาร์โควิช อาจจะยืนสูงขึ้นไปได้อีก

นอกจากนี้ยังไม่แน่ว่าทีมจะหยุดซื้อนักเตะ แต่อย่างน้อยเราเห็นภาพการเปลี่ยนตัวนักเตะที่ทำได้มากขึ้นในแดนกลาง

แนวรับไม่ต้องพูดถึง นี่คือ‘จุดอ่อน’ ของทีมอย่างไม่มีข้อโต้แย้งในฤดูกาลที่แล้ว การได้เดยัน ลอฟเรน เข้ามาถือว่าเกาถูกที่คัน แม้ว่ามันอาจจะหมายถึงการย้ายออกของ แดเนียล แอ็กเกอร์, โคโล ตูเร หรืออาจจะมีนักเตะคนอื่นๆ เพิ่มก็ตาม

ทีมยังพลาดตัวแบ็คซ้าย แต่การได้โฆเซ่ เอ็นริเก้ กลับมาจากการบาดเจ็บ ก็เหมือนกับได้นักเตะใหม่ที่น่าจะดีกว่าอาลี ซิสโซโก เช่นเดียวกับเซบาสเตียน โคอาเตสที่ได้โอกาสช่วงปรีซีซั่น แต่ไม่แน่ว่าจะอยู่ในแผนการทำทีมหรือไม่ ส่วน มามาดู ซาโก้, เกล็น จอห์นสัน, มาร์ติน สเคอร์เทล หรือจอน ฟลานาแกน ก็พอไหว(รายของจีเจอาจจะอยากขายแต่ไม่มีใครซื้อ!) นอกนั้น ติอาโก้ อิลอรี, มาร์ติน เคลลี หรือแจ็ค โรบินสัน ยังต้องดูว่าจะเป็นยังไงต่อไป

ในส่วนของผู้รักษาประตูตราบใดยังปล่อยตัว โฆเซ่ เรน่า ไม่ได้ ก็อาจจะต้องรอไปก่อนสำหรับผู้รักษาประตูคนใหม่ที่จะเข้ามาแย่งตำแหน่งกับมินโญเลต์

ดูโครงสร้างทีมแล้ว หากทีมจะเล่นระบบหน้าคู่ตอนที่มีคู่หน้า SAS มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะคงเป็นการยากจะดร็อปใครคนใดคนหนึ่งไว้ข้างสนาม อย่างไรก็ตามกับฤดูกาลที่ยาวนานขึ้น เกมมากขึ้น แค่กองหน้าที่มีอยู่ในเวลานี้มันน่ากังวลไม่น้อย เหมือนกับสตีฟ นิโคล อดีตตำนานทีมให้ความเห็นว่าถ้าไม่ได้กองหน้าเพิ่ม แค่ติด 1 ใน 4 ยังเหนื่อย

อย่างไรก็ตาม จากเกมปรีซีซั่น ผมคิดว่าร็อดเจอร์สน่าจะมีแผนสำรองอยู่บ้าง นั่นก็คือระบบ 4-2-3-1 แม้โครงสร้างระบบการเล่นนี้ เอื้อให้เล่นเกมโต้กลับมากกว่าการเล่นเกมรุกเต็มตัว และไม่น่าแปลกที่ช่วงเวลานั้นเฟร์นานโด ตอร์เรส ประสบความสำเร็จกับการเล่นในรูปแบบนี้

ร็อดเจอร์สให้สัมภาษณ์ชื่นชมมาร์โควิชอย่างมาก และความเร็วของเขาจะเป็นอาวุธเด็ดในการโต้กลับ ขณะที่ฤดูกาลนี้ทีมอาจจะลดระดับการเล่นเกมรุกเป็นบ้าเป็นหลัง เพื่อทำให้ทีมมี ‘สมดุล’ มากขึ้น

การเสียประตูมากมายในฤดูกาลที่แล้ว ส่วนหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเพราะความผิดพลาดในแนวรับ แต่อีกส่วนหนึ่งคือการที่ทีมมุ่งมั่นเล่นเกมรุกมากเกินไป แม้แต่จังหวะพลาดของเจอร์ราร์ดในเกมกับเชลซี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขามองไปข้างหน้า และพร้อมจะออกบอลขึ้นหน้า เช่นเดียวกับ ตูเร ที่พลาดในการจ่ายบอล เพราะนั่นเป็น ‘ปรัชญา’ การทำทีมของร็อดเจอร์ส

ไม่ต้องกังวลว่าร็อดเจอร์สจะเปลี่ยนวิธีการทำทีม หรือเล่นเกมรุกน้อยลง เพราะนั่นคือเครื่องหมายการค้าของเขา แต่การที่ทีมมีนักเตะแดนกลางมากขึ้น อย่างที่กล่าวไว้ว่าเราอาจจะเห็น 4-2-3-1 มากขึ้นหากทีมไม่ได้กองหน้าเข้ามาเพิ่ม การใช้กองหน้าตัวเดียวในบางสถานการณ์อาจจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสม

เช่นเดียวกับการที่ทีมมีนักเตะที่สามารถเล่นเป็น‘False 9’ อย่าง มาร์โควิช, ราฮีม สเตอร์ลิง, คูตินโญ่ หรือแม้แต่กองหน้าตัวเป้าธรรมชาติอย่างสเตอร์ริดจ์ หรือแลมเบิร์ตก็ยังถอยมาทำหน้าที่ในบทบาทนี้ได้ แต่เชื่อว่าหลังการจากไปของซัวเรซ สเตอร์ริดจ์น่าจะขยับไปยืนเป็นหน้าเป้าเต็มตัว แต่โดยนิสัย และวิธีการทำทีมเชื่อว่าร็อดเจอร์สยังมีโอกาสให้คนอื่นๆ ได้สลับตำแหน่ง

การใช้กองกลางตัวรุก 3 คน เรายังสามารถเพิ่ม เฮนเดอร์สัน หรืออัลเลน ในบทบาทตัวริมเส้นจอมขยันได้ ไม่นับลัลลานา(เสียดายเจ็บเร็วไปนิด), สเตอร์ลิง, คูตินโญ่, มาร์โควิช ที่ยืดหยุ่นในตำแหน่งเหล่านี้อยู่แล้ว ในบางสถานการณ์ของเกม เจอร์ราร์ด จะสามารถขึ้นไปได้หากทีมใช้มิดฟิลด์ตัวกลาง 2 ตัว ซึ่งแน่นอนว่าหากมีอัลเลน, ลูคัส หรือเฮนเดอร์สันยืนอยู่ข้างๆ ก็น่าจะทำให้ทีมเล่นได้แน่นอนขึ้น และเจอร์ราร์ดมีภาระลดลง

และยังเสี่ยงน้อยลงที่จะเกิดความผิดพลาดกับนักเตะใหม่อย่างเอ็มเร ชาน หากต้องเล่นในตำแหน่งนี้

ความเร็วของ สเตอร์ลิง, สเตอร์ริดจ์ และมาร์โควิช ยังเหมาะกับระบบนี้อย่างมาก ขณะที่การมาของลัลลานา และแลมเบิร์ต เข้าไปดูได้ในรายการ moneyball http://www.youtube.com/watch?v=WN1vOE8QHVk&feature=youtu.be ทีพี่ก้องกับพี่ต้นได้วิเคราะห์ไปแล้วกับการหาช่องเจาะรถบัส

ระบบ 4-2-3-1 น่าจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับฤดูกาล 2014-15 ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น โดยเฉพาะการเล่นกับทีมภาคพื้นยุโรปที่ไม่ใช่ทุกครั้งที่ลิเวอร์พูลจะครองบอลได้เหนือกว่าตลอด 90 นาที

ลิเวอร์พูลจะเดินหน้าขายใคร และอาจจะมีผลต่อการซื้อใครเข้ามาเพิ่มเติมที่รออยู่ในอนาคตอันใกล้ และมันอาจจะเปลี่ยนโฉมฤดูกาลของทีมไปทั้งหมดทันที

ทุกทีมอาจจะต้องการซูเปอร์สตาร์ แต่นักเตะที่สวมชุดลิเวอร์พูลสามารถเป็นซูเปอร์สตาร์สำหรับแฟนบอลลิเวอร์พูลได้ หากทีมเลือกระบบการเล่นที่ถูกต้องเหมาะสมในแต่ละเกม และทีมเวิร์กของทีมแข็งแกร่งพัฒนาขึ้นจากฤดูกาลที่แล้ว

ทีมเต็ง 6-7 จากฤดูกาลที่แล้วยังจบด้วยอันดับ 2 ของตารางได้ แล้วตอนนี้ใครจะวิจารณ์ในแง่บวกหรือในแง่ลบอย่างไรก็ตาม สุดท้ายคำตอบจะออกมาเอง…

จินตะปัญญา

https://www.facebook.com/loveLFCdotCom

2 Comments

Leave a Reply