คะแนนความสามารถ และบทวิเคราะห์หลังเกมเวสต์แฮมชนะลิเวอร์พูล2-1

by

 

ก่อนเกม และ 11 ตัวจริง

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส มีปรับทัพอีกครั้งในเกมนี้เมื่อเรียก มาร์ติน สเคอร์เทล ที่เพิ่งหายเจ็บกลับมาเป็นตัวจริงแทนที่ มามาดู ซาโก้ ขณะที่แดนกลาง ลูคัส เลวา กลับมาเป็นตัวจริงแทน เฟลิปเป้ คูตินโญ่ ส่วนตัวรุก ฟาบิโอ บอรินี ได้เป็นตัวจริงแทน อดัม ลัลลานา จากเกมยุโรป แม้ตัวผู้เล่นจะเหมือนจัดหน้าคู่ได้ แต่การยืนช่วงต้นดูจะเป็น 4-3-3 มากว่า บนม้านั่งสำรองไม่มีรายชื่อของเฟลิปเป้ คูตินโญ่ที่ได้พักไป นอกนั้นยังเป็นขุมกำลังชุดเดิมที่ลงเล่นต่อเนื่อง

รูปเกม

เวสต์แฮมเหนือกว่าลิเวอร์พูลอย่างชัดเจนในช่วงราว 20 นาทีแรกที่ลิเวอร์พูลแทบไม่มีโอกาสเลย การเสีย 2 ประตูใน 7 นาทีแรกยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้เบรนแดน ร็อดเจอร์สต้องเปลี่ยน ฆาเบียร์ มานกิโย่ ที่มีปัญหาในการรับมือแรงปะทะของเวสต์แฮม จนร็อดเจอร์สต้องส่ง ซาโก้ ลงมายืนเป็น 3-5-2 แทน และเกมดีขึ้นจนได้ประตูตีไข่แตก

หลังจากนั้นครึ่งหลังทีมปรับอดัม ลัลลานา ลงมาแทนลูคัส แม้จะวูบวาบในช่วงต้น แต่ก็มีหลายจังหวะที่เกือบเสียประตูที่สาม เพียงแต่ยังไม่ถูกลงโทษ ในจังหวะที่เกมเปิดแลกทีมมีลุ้นตีเสมอมากขึ้น แต่สุดท้ายความผิดพลาดของซาโก้ก็ทำให้ทีมถูกฝังในที่สุด

คะแนนความสามารถรายตัว

มินโญเลต์ 4.5: แม้ว่าจะสามารถตำหนิจากการเสียประตูให้ ซาโก้ ของเวสต์แฮมกับจังหวะชิพที่เหนือชั้น และความผิดพลาดของมามาดู ซาโก้ ที่ปล่อยให้อัลมาฟิตาโน่ทำประตูที่ 3 แต่ก็ไม่สามารถเอาตัวรอดจากความรับผิดชอบในการเสียไปถึง 3 ประตูในเกมนี้ โดยเฉพาะเห็นได้ชัดว่าไม่สามารถบัญชาการกองหลังได้ดีพอสำหรับคนที่ยืนท้ายที่สุด จังหวะการป้องกันลูกเตะมุมเห็นได้ชัดว่ามีปัญหาในการสื่อสารกับกองหลังที่ต้องพัฒนาอีกมาก

โมเรโน่ 5 : แม้จะวิ่งเติมเกมรุก และเปิดบอลให้สเตอร์ลิง แต่ในฐานะกองหลังผิดพลาดอย่างมากในการเปิดพื้นที่ให้ ซาโก้ ของเวสต์แฮมได้มีเวลาทำประตูที่สองที่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ทีมกลับมาได้ยาก และยังทำหน้าที่หลักของกองหลังได้ไม่ดี

สเคอร์เทล 5 : ดูจะยังไม่สมบูรณ์เต็มร้อย พยายามออกบอลง่ายๆ ใกล้ตัวช่วงต้นกลายเป็นจุดที่ทำให้คู่แข่งบีบพื้นที่เข้ามาได้เร็ว และไม่สามารถช่วยทีมได้เลยในช่วงต้น ปล่อยให้ เดยัน ลอฟเรนโดดเดี่ยวในหลายจังหวะ เล่นดีขึ้นหลังจากทีมปรับมาใช้เซนเตอร์ฮาร์ฟ 3 ตัว แต่เป็นช่วงที่เวสต์แฮมบุกน้อยลงแล้ว

ลอฟเรน 5 : รับมือ ซาโก้ และวาเลนเซีย อยู่คนเดียวในช่วงครึ่งแรก ดูจะแบกเกมรับของทีมมากเกินไปเมื่อบอลหลุดจากกองกลางตัวรับ แต่ยังชัดเจนว่ามีปัญหาในการสื่อสาร โดยเฉพาะจังหวะโหม่งชนกับซาโก้เต็มๆ เคลียร์บอลทิ้งมากไปเล็กน้อย แม้จะช่วยเกมรับเยอะที่สุด แต่ยังต้องเพิ่มการประสานงานกับเพื่อนร่วมทีม

มานกิโย่ 5 : เป็นเหยื่อการปรับระบบของร็อดเจอร์ส แม้ว่า 22 นาทีแรกไม่ได้เล่นแย่มาก แต่มีปัญหาในการรับมือสจ็วร์ต ดาวนิ่ง ยังต้องเรียนรู้การรับมือลีกอังกฤษ

ลูคัส 5 : เก็บบอล และผ่านบอลสั้นๆ แต่ไม่สามารถเบรกเกมของเวสต์แฮมได้เลย กล้าขึ้นเกมรุกอยู่บ้างในช่วงปลายครึ่งแรก แต่ส่วนใหญ่ฝากบอลไว้กับเจอร์ราร์ดอย่างเดียว สุดท้ายเลยได้เล่นแค่ 45 นาที ไม่ได้แย่มาก แต่ไม่มีประโยชน์กับทีมในช่วงเวลาที่ต้องการประตู

เจอร์ราร์ด 5 : มีประโยชน์ในลูกนิ่ง และการวางบอล แต่นอกนั้นแทบจะไม่มีส่วนในเกมนัดนี้ เพราะต้องตามไล่จังหวะที่เวสต์แฮมขึ้นบอลสวนขึ้นมาโดยเฉพาะด้านขวายามดาวนิ่งกระชากขึ้น นั่นทำให้อิทธิพลกับเกมรุกลดน้อยตามไปด้วย การที่เพื่อนฝากบอลที่เขาเป็นหลักทั้งเซนเตอร์ฮาล์ฟ, กองหลัง, แบ็ก, กองกลาง ทำให้หน้าที่ของเขามากไป และดูจะล้าเมื่อต้องเล่น 3 เกมติดต่อกันในรอบสัปดาห์ในวัย 34 ปี

เฮนเดอร์สัน 5.5 : พอจะขับเคลื่อนแดนกลางของทีมจากความขยัน และการออกบอลขึ้นหน้า แต่ขาดจังหวะสุดท้ายที่แม่นยำ และไม่ดีพอในเกมนี้

สเตอร์ลิง 7 : หลังจากไม่มีส่วนในช่วงต้นเกม แต่เด่นขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงครึ่งหลัง แม้จะต้องวิ่งมากหน่อยกับการถอยไปเล่นวิงแบ็กด้านขวา แต่เกมรุกของทีมขึ้นอยู่ที่เขาทั้งหมดในเวลานี้ ทำให้นึกถึงสมัยสตีฟ แม็คมานามานแบกเกมรุกของทีม กล้าเสี่ยง และพยายามพาบอลฝ่าแนวรับคู่แข่ง ทำได้ดีที่สุดเท่ที่จะทำได้แล้ว

บอรินี 5 : พยายามลงมาช่วยแดนกลางในช่วงครึ่งแรก แต่ขาดๆ เกินๆ และโชคร้ายในหลายจังหวะ อย่างเช่นถูกจับแฮนด์บอลทั้งที่คู่แข่งแฮนด์บอล เกือบทำประตูได้จากจังหวะได้ปั้นโค้งในครึ่งหลัง ขยัน แต่ยังขาดประสิทธิภาพ และน่าจะเสียตำแหน่งคืนให้แดเนียล สเตอร์ริดจ์ในไม่ช้า

บาโลเตลลี 6.5 : วู่วามในหลายจังหวะ โดยเฉพาะการไปปะทะกับอาเดรียนรับใบเหลืองแบบไม่จำเป็นในครึ่งแรก อย่างไรก็ตามต้องนับว่าขุมอารมณ์ได้ดี ในรายละเอียดของเกมเป็นคนที่สร้างโอกาสยิงประตูจากที่ไม่มีอะไร และเปิดบอลให้เพื่อนร่วมทีมในพื้นที่สวยๆ หลายครั้ง แม้ไม่ใช่เกมที่ดีมากแต่ไม่ใช่คนที่เล่นแย่

สำรอง

ซาโก้ 5.5 : ลงมามีส่วนในการปรับเกมของลิเวอร์พูลให้ดีขึ้น และช่วยเกมรับของทีมได้ดีพอสมควร แม้จะชนกับลอฟเรนในช่วงครึ่งแรก แต่โดยรวมเกมรับแน่นขึ้นกว่าตอนไม่มีเขาในช่วงต้นเกม น่าเสียดายมาตกม้าตายตอนสุดท้ายทำให้ทีมเสียประตูที่ 3 อาจจะเพราะถูกบีบจากเวลาที่เหลือน้อย และต้องการประตูคืน

ลัลลานา 6 : เล่นดีกว่าเกมก่อนๆ วูบวาบในช่วงต้นครรึ่งหลัง พยายามหาช่องจ่ายบอลให้เพื่อนทำประตู และสลับมาเป็นคนเปิดฟรีคิก แต่ยังไม่ดีพอจะได้คะแนนมากกว่านี้

แลมเบิร์ต -: ได้เวลาน้อยเกินไป

ผู้จัดการทีม

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส 5.5 : แยกเป็นสองส่วนตั้งแต่การวางแผนก่อนเกม กับระหว่างเกม ที่อาจจะให้ 4 กับ 7 การจัดทัพปรับ 3 ตำแหน่งจากเกมเพิ่งชนะลูโดโกเร็ตส์ ที่เห็นว่าเกมรับดีขึ้นแล้ว แต่เสี่ยงปรับมาร์ติน สเคอร์เทลที่เพิ่งหายเจ็บลงเล่นเกมนี้อาจจะเร่งรีบเกินไปหน่อย การให้โอกาสบอรินีหรือลูคัส เลวา อาจจะสมเหตุสมผลหากเป็นการวางแผนมาตั้งแต่การฝึกซ้อม อย่างไรก็ตามมันพิสูจน์ว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดในเวลาต่อมา และเมื่อทีมตามหลัง 2 ประตูการเสี่ยงปรับมาเล่น 3-5-2 เห็นผลเมื่อทีมตีไข่แตก และการเสี่ยงใช้ลัลลานาเกือบตอบแทนด้วยการทำประตูคืนในช่วงต้นครึ่งหลัง ข้อดีคือเห็นความยืดหยุ่น และการกล้าตัดสินใจในการปรับเกม แต่ข้อเสียคือเห็นถึงความลังเลในเรื่องของความ เชื่อมั่น ที่ต่างจากฤดูกาลที่แล้วชัดเจน เมื่อเห็นนักเตะเตะทิ้งเตะขว้างจากแดนหลัง แทนที่จะพยายามเซตบอลขึ้นมาแบบฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งบางครั้งเกิดข้อผิดพลาดทำให้เสียประตู แต่ก็ทำให้นักเตะเชื่อมั่นในวิธีการเล่นมากขึ้น เราเห็นริคกี แลมเบิร์ต วอร์มตั้งแต่นาทีที่ 60 แต่กว่าจะได้ลงเล่นก็ 15 นาทีสุดท้ายอาจจะเพราะช่วงนั้นบอรินีเล่นดีขึ้นมา ก็แสดงให้เห็นถึงความลังเลในตัวร็อดเจอร์ส อย่างไรก็ตามจะโทษการแก้เกมทั้งหมดที่โค้ชคงไม่ได้เสียทีเดียว เพราะการตามหลัง 2 ลูกตั้งแต่ต้นเกมก็ยากสำหรับทุกทีม อย่างน้อยก็พยายามจะหาจุดเปลี่ยนอย่างเต็มที่แล้ว

แมน ออฟ เดอะ แมตช์ : ราฮีม สเตอร์ลิง

วิเคราะห์หลังเกม

ลิเวอร์พูลเจอ วิกฤติอย่างชัดเจนตั้งแต่ 5 เกมแรกในลีก เพราะความพ่ายแพ้ถึง 3 นัดเป็นสัญญานว่าทีมเหลือโอกาสให้ผิดพลาดไม่มากแล้วหากจะหวังอะไรในฤดูกาลนี้

สองเกมล่าสุดที่พ่ายแพ้ในพรีเมียร์ลีก จุดชี้เป็นชี้ตายเหมือนกันคือคู่แข่งได้ประตูเร็วในช่วงต้นเกม และครั้งนี้หนักกว่าเมื่อทีมเสียไปถึง 2 ประตู มันอาจจะไม่ใช่ทฤษฎีง่ายๆ ที่บอกแค่ว่าเปลี่ยนคนนี้ลงแทนคนนี้แล้วทีมจะดีกว่านี้ แต่มันเป็นเรื่องของความ เชื่อมั่น

เซนเตอร์ฮาล์ฟสามคนสลับหน้ากันลงสนามในช่วงต้นฤดูกาล ต่างไม่สามารถสื่อสารกันได้ดี และที่สำคัญที่สุดคือการสื่อสารกับผู้รักษาประตู ที่อาจจะเพราะว่า 5-6 คนที่ได้ลงเล่น ก็ใช้กันคนละภาษา! แต่นั่นอาจจะเป็นเพียงข้อแก้ตัวเล็กๆ แต่ละคนต่างเป็นนักเตะมีประสบการณ์ระดับนานาชาติ ประตูที่ทีมเสียไปส่วนใหญ่มาจากลูกตั้งเตะ และอีกจังหวะคือการที่มิดฟิลด์ตัวกลางปล่อยให้บอลมาถึงกองหลังเร็วเกินไป และเราจะเห็นในหลายๆ เกมรวมถึงเกมนี้ที่ลอฟเรนต้องเป็นตัวเข้าสกัดก่อน ทั้งที่เขาน่าจะเป็นตัวสุดท้ายหรือตัวรอสุดท้าย

ประสบการณ์ของฟูลแบ็กสองฝั่งก็เป็นสิ่งที่น่ากังวลในเรื่องของเกมรับ แม้จะเด่นในการเล่นเกมรุกทั้งคู่แต่ในสภาพที่เกมรับทีมยังไม่ลงตัว การเล่นเกมรุกของฟูลแบ็กยิ่งเป็นดาบสองคม

พื้นที่หลังกองหน้า หรือเหนือมิดฟิลด์ขึ้นไปก็กลายเป็นจุดโหว่สำคัญที่แดนกลางไม่สามารถลำเลียงบอลขึ้นไปได้ ในขณะที่เจอร์ราร์ดต้องถอยต่ำ หลายๆ เกมคนที่พอจะขึ้นบอลได้จึงมีแค่จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ขณะที่ครึ่งหลังเกมล่าสุดเราเห็นบอรินีเด่นขึ้นมา เพราะเขาถอยลงมาแดนกลางมากขึ้น และแน่นอนว่าคนที่แบกเกมรุกของทีมที่สุดกลายเป็นน้องเล็กอย่าง ราฮีม สเตอร์ลิง

จริงๆ ทีมเริ่มปรับจุดนี้ได้ดี และสัญญานดีจากเกมกับสเปอร์สคือ โจ อัลเลน ทำหน้าที่ได้ดี แต่ถ้าจะบ่นหรือโทษฟ้าโทษดินคงเป็นความซวยจากเกมทีมชาติที่ทำให้อัลเลนบาดเจ็บ และนั่นเป็นแผลฉกรรจ์ในขณะที่ลัลลานายังปรับตัวเข้ากับทีมได้ไม่เต็มที่ ซ้ำร้ายคือแดเนียล สเตอร์ริดจ์ที่ลงมาช่วยทีมได้เยอะ และเป็นนักเตะที่ขาดไม่ได้ของทีมคนหนึ่งในเวลานี้ดันเจ็บจากทีมชาติ

บางทีถ้าจะโอดครวญคิดถึงอดีตนักเตะอย่างหลุยส์ ซัวเรซ ตอนนี้ภาวนาให้สเตอร์ริดจ์หายเจ็บ และสมบูรณ์ทั้งซีซั่นจะดีกว่า!

มันไม่ง่ายเลยที่จะประคองผลการแข่งขันไปพร้อมกับการใช้ทีมสภาพนี้ และแท็กติกที่ไม่ลงตัวทั้งรับ และรุกรับมือการเล่น 3 รายการในช่วงนี้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามร็อดเจอร์สพิสูจน์ให้เห็นในฤดูกาลที่แล้วว่าเมื่อทีมเล่นได้ลงตัวเมื่อไหร่ก็สามารถเก็บแต้มเป็นกอบเป็นกำอย่างต่อเนื่อง กลับกันถ้ามาช้ามันอาจจะเห็นหายนะ!

หากถึงตุลาคม, พฤศจิกายนทีมยังเล่นทรงนี้ และคาดความ เชื่อมั่น บางทีอาจจะต้องหันไปลุ้นบอลถ้วยแทน แต่นาทีนี้ยังมีเวลาอยู่ อย่าเพิ่งถอดใจอะไรกันง่ายๆ เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง เริ่มต้นแย่ก็แพ้ไปกว่าครึ่งแต่ 5 จาก 38 นัดยังไม่ถึง 1 ใน 7 ของฤดูกาล แม้ว่าจุดนี้จะดูแย่ แต่อีกมุมหนึ่งแปลว่าไม่มีอะไรจะเสีย

แฟนบอลลิเวอร์พูลเองก็ต้องเชื่อมั่นในนักเตะที่เรามี เพราะอย่างน้อยต้องรอจนถึงมกราคมกว่าจะเสริมทัพเพิ่มได้อีก ยังไงก็ต้องพยายามใช้ และดึงส่วนที่ดีที่สุดของแต่ละคนออกมาให้ได้ การตัดสินใครแค่ 5-6 นัดไม่น่าจะแฟร์นัก และเดอะ ค็อปขึ้นชื่อว่าอยู่ข้างนักเตะของตัวเองเสมอ เมื่อใดที่ล้มก็ต้องลุกให้เร็วที่สุด…

เจ้าของที่ดาวศุกร์

*ลิเวอร์พูลทำสถิติใหม่ของสโมสรในการยิงประตูนอกบ้าน 19 นัดติดต่อกัน แม้ว่าจะเป็นสถิติในรอบ 122 ปีในวันที่ไม่น่าจดจำ อย่างน้อยร็อดเจอร์สก็แสดงให้เห็นถึงการทำทีมที่เน้นเกมรุกที่น่าจะเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ใครหลายคนเลือกเชียร์ลิเวอร์พูล และสำหรับคนที่จะเชียร์ลิเวอร์พูลในอนาคต

 

12 Comments

Leave a Reply