การเปลี่ยนแปลง

by

140811B4T83640

                ฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูล มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อดาวยิงตัวเก่ง “หลุยซ์ ซัวเรซ” ได้ย้ายไปอยู่กับบาร์เซโลน่า ทำให้มีการซื้อตัวนักเตะมาเสริมทีมหลายรายด้วยกัน และผลงานในช่วง 10 เกมส์แรกในศึกพรีเมียร์ลีกก็ดูเหมือนว่าจะเป็นสถานการณ์ที่ย่ำแย่ เมื่อเก็บได้เพียง 14 คะแนน จาก 30 คะแนนเต็ม อยู่อันดับ 7 ของตาราคะแนนในปัจจุบัน ทำให้เป็นที่วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางถึงสาเหตุต่าง  ๆ

การหายไปของ “หลุยซ์ ซัวเรซ”

               ทั้งเจอร์ราด และ ร็อดเจอร์ส ต่าง ไม่อยากจะเชื่อว่าปีนี้จะไม่มีชื่อของ  “หลุยซ์ ซัวเรซ” เข้าชิงรางวัลบัลลงดอร์ ทั้ง ๆ ที่คว้าตำแหน่งรองเท้าทองคำร่วมกันกับโรนัลโด้ เมื่อทำประตูในลีกได้ถึง 31 ประตู ซึ่งทุกประตูไม่ได้มาจากจุดโทษแม้แต่ลูกเดียว ทำให้ชื่อของหลุยซ์ ซัวเรส ถูกพูดขึ้นกันอย่างหนาหูมากขึ้นเรื่อย ๆ แปรผกผันกับผลงานในสนามของทีม ซึ่งผมมองว่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เราจะคิดถึง “ซัวเรซ” การมีเค้าในสนาม  ย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่าไม่มีแน่นอน แต่ผมก็ยังมองว่านั่นเป็นเพียงอีกแค่ปัจจัยหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด เพราะอย่างไรเสียฟุตบอลก็ต้องเล่นกันเป็นทีม จึงเป็นเหตุผลถึงปัจจัยอื่น ๆ อีก

227492-sas

อาการบาดเจ็บของนักเตะในทีม

               ฤดูกาลนี้มีนักเตะบาดเจ็บหลายราย โดยเฉพาะ “ดาเนียล สเตอร์ริด” ดาวซัลโวอันดับ 2 ของทีมเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคราวใดยามที่ทีมไม่มีซัวเรซ “สเตอร์ริด” สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ดังจะเห็นได้จาก 3 เกมส์แรกต้นฤดูกาล ลิเวอร์พูลเก็บได้ 6 จาก 9 คะแนน แพ้เพียงการไปเยือนแมน ฯ ซิตี้ เท่านั้น จากนั้นอีก 7 เกมส์ต่อมาที่ลิเวอร์พูลไม่มีสเตอร์ริดในสนามเราชนะเพียงแค่ 2 เกมส์เท่านั้น

sterling goal 1

ความเหนื่อยล้าและประสบการณ์ของสเตียริ่ง

               หากในฤดูกาลก่อน เราจะยกยอ ซัวเรส จะยกย่อง สเตอร์ริด เราก็ควรต้องไม่ลืม สเตียริ่งด้วย “สเตียริ่ง” ยกระดับตนเองขึ้นมาจากฤดูกาลก่อน  ๆ กลายมาเป็น “อาวุธลับ” ให้ “ร็อดเจอร์” เป็นส่วนเสริมชั้นดีให้ ซัวเรซ&สเตอร์ริด กลายเป็น 3 ประสาน (3S) ทะลุทะลวงคู่ต่อสู้ให้ย่อยยับ ได้หลายครั้งหลายคราในปีก่อน  เมื่อปีนี้นักเตะความหวังอันดับ 1 และ2 ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ ด้วยอายุที่ยังน้อยของ “สเตียริ่ง” ดูจะโหดร้ายเกินไปที่ต้องแบกรับภาระของทีม ความกดดัน และการกรำศึกหนักในฤดูกาลก่อน อีกทั้งขาดคู่หูที่รู้ใจ จึงทำให้ผลงานในฤดูกาลนี้ถูกหลายคนมองว่าตกลงไป  ซึ่งผมมองว่ามันไม่ยุติธรรมเลย

นักเตะใหม่

               เป็นที่ทราบกันดีว่า ปีนี้มีนักเตะใหม่เข้ามาร่วมทีมลิเวอร์พูลมากมาย บางทีเราอาจต้องไปเริ่มต้นในฤดูกาลแรกของร็อดเจอร์กันใหม่ ที่กว่าการประสานงานจะออกดอกเห็นผลก็ต้องรอถึงฤดูกาลที่ 2 อาจจะเป็นในแง่แท๊กติค หรือความเข้าใจของนักเตะก็ตามล้วนทำให้นักเตะลิเวอร์พูล ทุกคนดูเหมือนว่าจะต้องใช้เวลาในการปรับจังหวะเข้าหากัน20279-news-4074

“บาโลเตลี” ชื่อนี้อาจจะดูเหมือนเป็น “แพะ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะสไตล์การเล่นของ “ซัวเรซ” และ “มาริโอ้” คนละสไตล์กัน ที่ทำให้ผลงานทั้งส่วนตัวและส่วนทีมออกมาไม่ดี จนกระทั่งทำให้กลายเป็นความกดดันในที่สุด ทั้ง ๆ ที่เกมส์กับสเปอร์ “บาโลเตลี” คือชื่อที่ถูกชื่นชมมากคนหนึ่งในเกมส์นั้น

ปัญหาเกมส์รับ

               ในแผงหลัง “ลิเวอร์พูล” ถูกมองว่าเป็นจุดอ่อนที่สุดในฤดูกาลก่อน และดูเหมือนว่าตอนนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ แม้จะได้นักเตะใหม่เข้ามาหลายราย แต่ความเข้าใจกันมันอาจจะต้องใช้เวลา การพลาดของกองหลังไม่เหมือนกับกองหน้า ที่เมื่อพลาดแล้วก็รอโอกาสใหม่ได้ แต่กับกองหลังการพลาดนั้นหมายถึง “ประตู”  และเมื่อใดที่กองหลังพลาด  กองหน้าที่ยังมีปัญหา ก็จะยิ่งทำให้ปัญหานั้นทวีคูณมากกว่าเดิม เนื่องจากคู่แข่งเมื่อขึ้นนำแล้วก็จะลงไปตั้งรับกันลึก

- – - – - – - -  – - – - – - – - – - – - – - – - – — – - – - – -  – - – - – - –  –  – - -

            จริง ๆ แล้วก็น่ามีปัญหาอื่น ๆ อีก ที่ทำให้ผลงานในฤดูกาลนี้ของลิเวอร์พูลออกมาในรูปแบบนี้  จึงไม่อยากให้ไปโทษใครคนใดคนหนึ่ง เชื่อว่า “ร็อดเจอร์ส” ก็พยายามสร้างทีมอย่างเต็มที มีหลายคนบอกว่าแทนที่จะทุ่มเงินซื้อนักเตะเกรด A มาแทนซัวเรส มากกว่าไปกระจายซื้อนักเตะหลายคนแบบนี้ ในเรื่องนี้ผมกลับมองว่าการที่ทีมขาย “ซัวเรซ” แล้วได้เงินก้อนโตมานั้น ถือเป็น “โอกาส” ที่จะได้สร้างทีมในจุดอื่น ๆ ทีมีปัญหา เพราะในฤดูกาลก่อนส่วนหนึ่งที่เราไปไม่ถึงเส้นชัย เพราะ “ขุมกำลังสำรอง” นักเตะตัวสำรองที่เรามียังห่างจากตัวจริงอยู่พอสมควร สโมสรจึงเห็นสมควรว่าควรซื้อนักเตะหลายคนมากกว่าคนเดียว อีกทั้งการทุ่มเงินก็ไม่อาจการันตีความสำเร็จได้ทุกครั้งไป ถ้าไม่เชื่อก็ขอให้กลับไปมองตารางคะแนนอีกครั้ง จะทำให้เราพบว่าทีมที่เรากำลังพูดถึงทีมที่ทุ่มซื้อตั้งแต่ผู้จัดการทีมชื่อดัง นักเตะชื่อดัง ตอนนี้อยู่อันดับ 10 ของตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกใช่หรือไม่  ต่ำกว่าลิเวอร์พูลใช่หรือไม่ และจากนัดล่าสุดหากใครได้ชมเกมส์ “แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้แมทต์” จะเห็นได้เลยว่าการทุ่มซื้อนักเตะตัวหลักอย่างเดียวของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในปีนี้ ทำให้ขาดความ “สมดุล” ในเรื่องขุมกำลังสำรอง  ทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เมื่อตอนที่ต้องเปลี่ยนเอาเพอร์ซี่ หรือ โรโฮออกในเกมส์นั้นที่ม้านั่งสำรองไม่มีใครที่จะพลิกเกมส์ได้สักคน มีแต่ดาวรุ่งที่ลงมาทำหน้าที่แทน ด้วยระดับนักเตะของตัวจริงและตัวสำรองที่ต่างกันเกินไปผมเชื่อว่าก็ยากที่จะประสบความสำเร็จกับแชมป์พรีเมียร์ที่แข่งกันยาวนานเกือบปีได้อยู่ดี

               กลับมามองลิเวอร์พูลกันบ้าง  ลองมาตั้งเป้าหมายที่ไม่ไกลตัวกันดีกว่าจะได้ไม่เครียด ใช่แล้ว “อันดับ 4” ไง !! พื้นที่ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกไง !!   ปัจจุบันลิเวอร์พูลมีคะแนนตามหลัง อาร์เซน่อล ทีมอันดับ 4 อยู่ 3 คะแนน ในระยะนี้ที่เราดูไปบ่นไป ขอให้เราเกาะกลุ่มกันไปเรื่อย ๆ บางทีหากอะไรเข้าที่เข้าทางแล้ว “ร็อดเจอร์ส” อาจจะเสกให้ลิเวอร์พูล ชนะรวด 12 เกมส์ติดต่อกันได้เหมือนฤดูกาลก่อนก็ได้ หากวันใดสถานการณ์ดีขึ้น เราจะคาดหวังอันดับที่สูงกว่าอันดับ 4 ก็ค่อยว่ากันอีกที ในตอนนี้เพิ่งผ่านมา 10 เกมส์การแข่งขัน รูปเกมส์อาจจะน่าเกลียด หรือไม่ได้ลุ้นในหลาย ๆ เกมส์ แต่ผมก็มองว่าเร็วเกินไป คนทำดีมาทั้งปีก่อน จะมาตัดสินกันแค่ 10 เกมส์ในปีนี้ กับปัญหาของทีมที่มีในตอนนี้ อยากให้โอกาส “ร็อดเจอร์ส” ได้แก้ไขปรับปรุงทีมไปก่อน อยากให้เชื่อในแนวทางของ “ร็อดเจอร์ส” ต่อไป แม้แต่ในหนังสือ “Crossing The Line : My Story” ของซัวเรซ  ก็ได้เขียนถึงความชื่นชอบในแนวทางการทำทีมของ “ร็อดเจอร์ส” เรื่องการเล่นบอลกับพื้น การผ่านบอล การกดดันสูง การเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว การหาพื้นที่ว่าง หรือการเน้นการครองบอลรวมไปถึงการพูดถึง “จิตวิทยา” เรื่องจดหมาย 3 ซองที่ ร็อดเจอร์ส เคยบอกว่า ได้ใส่ชื่อนักเตะ 3 คนในซองจดหมาย เป็นนักเตะที่คาดว่าจะทำผลงานแย่ในปีที่แล้ว  แต่จนแล้วจนรอดบัดนี้ก็ยังไม่เคยมีใครเปิดซองจดหมายนั้น ซึ่งซัวเรซเชื่อว่าเป็นจดหมายเปล่า ที่คอยกระตุ้นผลงานนักเตะในปีทีแล้ว ทุกอย่างล้วนเป็นปรัชญาที่ร็อดเจอร์สนำมันมาใช้ได้อย่างดีเยี่ยม

Newcastle-United-v-Liverpool-Premier-League-1857411

                มีสถิติเล็ก ๆ น้อย ๆ ในยุคพรีเมียร์ลีกมาฝากกันก่อนจากวันนี้นะครับ ว่าเมื่อใดก็ตามหากมีการขับเคี่ยวแย่งแชมป์แบบยังไม่รู้ผลแบบแน่นอนจนถึงวันสุดท้ายของฤดูกาล ทีมที่พลาดแชมป์ในปีนั้น จะกลับมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ในอีกไม่กี่ปีต่อมา เช่น

                ฤดูกาล 1994/1995 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดพลาดแชมป์ให้แบล็คเบิร์น โรเวอร์ แต่ ฤดูกาลถัดมาก็สามารถแก้ตัวได้สำเร็จ

ฤดูกาล 1998/1999 อาร์เซน่อล พลาดท่าให้ ยูไนเต็ด และใช้เวลาอีก 3 ปี (2001/2002) กลับมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ

ฤดูกาล2007/2008 เชลซี ไม่สามารถความแชมป์ได้ในปีนั้น แล้วใช้เวลาอีก 2 ปีต่อมากลับมาคว้าแชมป์ได้สำเร็จ

ฤดูกาล 2009/2010 แมน ฯ ยู ฯ เสียแชมป์ให้เชลซีในวันสุดท้าย แต่ ฤดูกาลต่อมาก็กลับมาคว้าแชมป์ได้

ฤดูกาล 2011/2012 แมน ฯ ยู ฯ เสียแชมป์ให้แมน ฯ ซิตี้ ในนาทีสุดท้าย แต่ปีถัดมาก็กลับมาคว้าแชมป์ได้อีก

ฤดูกาล 2013/2014 ลิเวอร์พูล ไม่สามารถคว้าแชมป์ได้ในวันสุดท้าย แล้ว … ถัดมาก็คว้า………………………..

            บางทีอาจจะรวมฤดูกาลก่อนพรีเมียร์ลีก 1988/1989 ที่อาร์เซน่อลบุกมาชนะลิเวอร์พูล 0-2 แล้วคว้าแชมป์ ก่อนที่ฤดูกาลถัดมา 1989/1990 ลิเวอร์พูลจะกลับมาคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้อีกครั้ง เอ๊ะหรือว่านี่ใกล้เป็นเวลาของลิเวอร์พูลแล้วหรือ ? !!!

 

//hero

No related content found.

Leave a Reply