TIA Column : เมื่อถึงวันที่กัปตันกำลังจะกลายเป็นความทรงจำสีจางๆ

by

 

เมื่อถึงเวลาที่เราเริ่มตระหนักว่า เรากำลังจะสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไป มันมักจะทำให้เรายิ่งคิดคำนึง วนเวียน และจมอยู่กับสิ่งนั้นมากขึ้นเป็นเท่าทวี

…เราไม่ได้เชียร์ลิเวอร์พูล เพราะนักเตะที่ชื่อว่า สตีเวน เจอร์ราร์ด แต่เขาเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ที่ทำให้เราซาบซึ้งกับความหมายของสโมสรแห่งนี้ ทำให้เราเข้าถึงและสัมผัสกับบางสิ่งอันสุดพิเศษที่เกิดขึ้นในสโมสรแห่งนี้ นั่นทำให้เรากล้าพูดได้ว่า เราคงไม่อาจรักและชื่นชมนักเตะคนไหนในโลกนี้ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตได้มากไปกว่าเขาอีกแล้วจริงๆ

2551__5604__489536959_10_513X307

…นับตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2010 วันที่เขาอายุครบ 30 ปี เราก็เริ่มตระหนักว่า อีกไม่นาน เขาจะไม่ได้เห็นนักเตะลิเวอร์พูลที่ชื่อ สตีเวน เจอร์ราร์ด ลงไปวิ่งในสนามอีกแล้ว นาทีนั้น ความปรารถนาที่อยากจะให้เขาคว้าแชมป์ลีกกับทีมได้ ดูจะแรงกล้าขึ้นยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา เพียงแค่ซักครั้ง …แค่ครั้งเดียว ก็เกินจะพอ มันคงจะเป็นความทรงจำอันล้ำค่าและเปี่ยมสุขเหลือเกิน เมื่อย้อนกลับมาคิดถึงในวันที่ไม่ได้เห็นเงาของเขาในสนามแล้ว

แต่มันคงเป็นสัจธรรมของชีวิต ที่ไม่มีใครจะสมหวังไปทุกสิ่งทุกอย่าง …เจอร์ราร์ดได้ลงเล่นให้กับสโมสรอันเป็นที่รัก ได้เป็นกัปตันทีมที่สวมปลอกแขนให้กับทีมยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร คว้าแชมป์ ยูฟา แชมเปียนส์ลีก, เอฟเอ คัพ, ลีก คัพ และยูฟ่า คัพ โดยสามารถยิงประตูในเกมนัดชิงชนะเลิศที่ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ได้ทั้งสามรายการ ได้รับเกียรติให้สวมปลอกแขนกัปตันทีมชาติอังกฤษ และจะกลายเป็นตำนานของสโมสรอย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น

บางทีกัปตันคงไม่มีทางคว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จในชาตินี้ และมันอาจเป็นความเสียใจที่มากที่สุดในชีวิตของเขา เพราะเขาทำมันหลุดมือไปจากความผิดพลาดของตัวเขาเอง ไม่ว่าจะมีกี่คนที่เจ็บปวดกับเรื่องนี้ก็ตาม เชื่อได้เลยว่า ไม่มีใครที่จะเจ็บไปมากกว่าเขา

เมื่อตอนที่เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เข้ามารับหน้าที่ผู้จัดการทีม เราคิดว่า เขาจะเป็นคนที่เข้ามาจำกัดระยะเวลาและจำนวนเกมของกัปตัน แต่เขากลับเลือกเปลี่ยนตำแหน่งกัปตัน เพื่อให้ใช้แรงวิ่งน้อยลง เล่นเกมช้าลงแทนการให้กัปตันเล่นโดยทุ่มเทแรงทั้งหมดที่มีในแต่ละเกมแทน และใช้งานกัปตันเต็ม 90 นาที ทุกเกมลีก มันได้ผลดีกับช่วงปลายฤดูกาลที่แล้ว เพราะทีมมักได้ครองบอลมากกว่าคู่แข่ง และคู่แข่งจะถอยร่นไปตั้งรับการโจมตีอันดุดันของแนวรุกที่มีทั้ง หลุยส์ ซัวเรซ, แดเนียล สเตอร์ริดจ์, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ราฮีม สเตอร์ลิง และเฟลิเป คูตินโญ

แต่กับฤดูกาลนี้ เมื่อทุกทีมรู้ดีว่าบอลเริ่มต้นที่เจอร์ราร์ด พวกเขาก็ตัดทางลำเลียงบอลที่ต้นทาง ด้วยการใช้นักเตะเข้าบีบพื้นที่ให้กัปตันออกบอลได้ยาก รวมกับการเปลี่ยนแปลงแผนการเล่นจาก 4-2-2 แบบ Diamond เป็น 4-3-3 ทำให้มิดฟิลด์ที่จะช่วยในเกมกลางสนามหายไป 1 คน บวกกับการจากไปของหลุยส์ ซัวเรซ และการบาดเจ็บของ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ที่ส่งผลให้ความน่ากลัวในแผงเกมรุกของทีมลดลงอย่างมาก และนั่นคือปัญหาที่เกิดขึ้นกับทีมในฤดูกาลนี้

อันที่จริง เจอร์ราร์ดเริ่มเล่นตำแหน่งนี้แย่มาตั้งแต่ช่วงฟุตบอลโลกกับทีมชาติอังกฤษแล้ว และด้วยความที่ไม่อาจรับมือกับการกดดันในพื้นที่กลางสนาม กลายเป็นจุดอ่อนของเขาที่ทุกคนในโลกนี้มองเห็น มันจึงไม่แปลกที่ทุกทีมที่ต้องเล่นกับลิเวอร์พูลที่มีเจอร์ราร์ดยืนในตำแหน่ง Deep-lying Midfielder จะเลือกโจมตีในพื้นที่ของกัปตันเสมอไป

แล้วมันเป็นความผิดของใคร?

มีเสียงเรียกร้องมากมายให้ร็อดเจอร์ส ขยับเจอร์ราร์ดขึ้นไปเล่นเกมรุก แทนที่จะให้รับภาระที่เขาไม่มีวันจะรับมือได้อีกต่อไปแล้วในตำแหน่ง Deep-lying Midfielder และเมื่อร็อดเจอร์สทำเช่นนั้นจริงๆในเกมกับลูโดโกเรตส์ ผลปรารกฎว่า เจอร์ราร์ดก็ไม่ได้เป็นนักเตะที่จะสร้างความแตกต่างหรือสร้างอันตรายในแนวรุกได้อย่างที่ใครต่อใครคาดหวัง บางที ข้อดีของการลงสนามของเขาในเกมนั้น ก็เพียงแค่ช่วยให้ ริกกี แลมเบิร์ต มีพื้นที่มากขึ้นในแดนหน้าเท่านั้นเอง

ดังนั้น มันอาจต้องย้อนกลับมาพิจารณาว่า เจอร์ราร์ดยังมีประโยชน์กับทีมจริงๆหรือเปล่า นอกจากการเป็นกัปตันทีมที่เหมือนเป็นสัญลักษณ์ของสโมสร เขายังคงมีประโยชน์อะไรในสนามอีกมั้ย…

บางคนอาจมั่นใจว่ามี บางคนอาจมั่นใจว่าไม่มีอีกแล้ว และบางคนอาจตอบเสียงอ่อยๆด้วยความเกรงใจว่า ก็พอมีบ้างแหละ แต่ไม่ว่าคำตอบจะเป็นไปในทางใด เราต้องยอมรับความจริงที่ว่า อิทธิพลต่อเกมในสนามของกัปตันมาน้อยลงไปมาก มากจนแทบมองไม่เห็นอีกแล้ว ในฐานะแม่ยก…เราจะไม่โกหกหรอกว่า ไม่รู้สึกอะไร …ใช่ เราเจ็บเล็กๆกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เราก็บอกตัวเองอยู่ทุกนาทีว่า มันคือสัจธรรม มันเป็นเรื่องปกติของความเปลี่ยนแปลงที่ต้องเกิดขึ้น และเราต้องยอมรับว่ามันต้องมีวันแบบนี้ เราควรจะตระหนักได้ตั้งแต่เมื่อ 4 ปีที่แล้วว่า ซักวัน เรื่องแบบนี้จะต้องเกิดขึ้น

นอกจากเรื่องในสนามที่เป็นปัญหาแล้ว ยังมีเรื่องการต่อสัญญาที่ดูจะยังไม่คืบหน้าไปไหน เมื่อสัญญาของกัปตันกำลังจะหมดลงในซัมเมอร์นี้ และถ้าหากไม่มีการต่อสัญญาออกไปก่อนวันที่ 1 มกราคม 2015 เขาก็จะมีสิทธิเจรจาย้ายทีมล่วงหน้าได้ ถ้าถามถึงความกังวลใจแล้ว เรากล้าบอกได้ว่า ไม่กังวลเลย

การย้ายทีมของกัปตัน เป็นสิ่งที่ไม่เคยเฉียดเข้าใกล้ความคิดของเรามาตั้งแต่วันที่เขาตกลงอยู่กับทีมต่อไปในเดือนกรกฎาคม ปี 2005 เราคิดว่ามันคือการก้าวผ่านทางเลือกที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขา และเขาเลือกเส้นทางแห่งชีวิตของตัวเองอย่างแน่วแน่ และชัดเจนแล้ว ซึ่งเราคิดว่า เขาจะไม่เสียใจกับมันด้วย แม้ว่าเส้นทางนี้จะต้องแลกกับแชมป์ลีกก็ตาม แต่เพราะบางสิ่งมันอาจมีค่ากว่าแชมป์สำหรับคนบางคน ดังนั้น ถ้าสโมสรยังต้องการเขาอยู่ เขาจะไปจากไปไหนเป็นอันขาด เพราะงั้น เราเลยคิดว่า ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับสโมสรทั้งหมด

กระนั้น บางที การเก็บเขาไว้ มันก็อาจเป็นดาบสองคม ….หลายคนคิดว่า เขาคืออิทธิพลที่ไม่ควรมีในสโมสร ทุกสิ่งทุกอย่างที่เจอร์ราร์ดทำมา มันได้ทำให้เขากลายเป็นสัญลักษณ์ของสโมสร เป็นเหมือนศูนย์รวมใจของทีม และที่ผ่านมาหลายๆครั้ง ทุกคนจะพบว่า ถ้าเจอร์ราร์ดเล่นดี ลิเวอร์พูลก็เล่นดี ถ้าเจอร์ราร์ดเล่นไม่ดี ลิเวอร์พูลก็เล่นไม่ดีไปด้วย ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องดีเลย ที่ฟอร์มการเล่นของทีมจะขึ้นอยู่กับนักเตะเพียงคนเดียว และอย่างที่บอกไป เราคิดว่าใน 2 ปีที่ผ่านมา อิทธิพลนั้นมันน้อยลงไปเรื่อยๆ จนน่าจะพูดได้ว่า หมดสิ้นไปแล้วในวันนี้ เลยกลายเป็นว่า เจอร์ราร์ดกำลังจะหมดประโยชน์ต่อทีม ฟังดูน่าหดหู่นะ แต่มันก็เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับนักฟุตบอลทุกคน ไม่มีข้อยกเว้น

เมื่อวันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบการลงสนาม 16 ปีของเขากับสโมสร แบรนแดน ร็อดเจอร์ส ได้บอกกับกัปตันในวันก่อนแข่งว่า เขาจะไม่ได้ลงตัวจริง จากนั้นจึงมารับรู้เมื่อเดินเข้าห้องแต่งตัว และเห็นภาพจากหนังสือโปรแกรมว่า วันนี้เป็นวันครบรอบ 16 ปีของกัปตันในการลงสนามให้ทีมชุดใหญ่

ระหว่างเกม บรรดาเดอะ ค็อป ร้องเพลงเชียร์กัปตันดังก้องแอนฟิลด์ ร้องเชียร์ให้ผู้จัดการทีมเปลี่ยนตัวเขาลงสนาม โดยไม่สนใจว่ากัปตันกำลังฟอร์มตก …สิ่งเหล่านี้มันไม่อาจเอาเงินหรือแชมป์มาแลกกันได้ แม้มันจะเป็นแค่ความทรงจำที่น่าซาบซึ้งเล็กๆในหัวใจ และไม่ใช่เรื่องที่สลักสำคัญอะไร แต่มันก็ทำให้กัปตันมีรอยยิ้ม แม้ขณะเผชิญหน้ากับเพลงล้อเลียงอันไม่มีวันหยุดสิ้นจากการลื่นพลาดแชมป์ที่แฟนบอลสโต๊ก ซิตี้ ร้องก็ตาม

984254_945298888813690_5310318535094717864_n

หลังเกม ร็อดเจอร์สกล่าวว่า เขาไม่รู้เลยว่า วันนี้จะเป็นวันครบรอบการลงสนามครบ 16 ปีของกัปตันกับสโมสร เพราะกัปตันไม่ได้บอกเขาซักคำเมื่อตอนที่รู้ตัวว่าจะถูกดร็อป …มันหมายความว่าอย่างไร…

ถ้าจะมีนักเตะระดับท็อปซักคนที่มีอีโก้น้อยที่สุด เราคงจะเทคะแนนให้กัปตัน เพราะไม่ว่าผู้คนในโลกฟุตบอลจะให้คำชื่นชม ยกย่องเขามากเพียงใดก็ตาม แต่เขาก็ยังเป็นคนที่เท้าติดดินเสมอ ไม่เคยวางตัวเหนือกว่าคนอื่น ไม่เคยสร้างความลำบากใจให้ผู้จัดการทีมคนไหน ดังนั้น มันจะไม่มีวันมีปัญหาถ้าร็อดเจอร์สจะดร็อปกัปตัน จนถึงบางที ต่อให้สโมสรลดค่าหนื่อยของเขาลง เขาก็ยังอาจจะโอเคกับมันอยู่ดี

สิ่งหนึ่งที่เจอร์ราร์ดยึดถือมาโดยตลอด คือ “คุณจะได้รับจากฟุตบอล เท่าๆกับที่คุณทุ่มเทลงไป”

และเขาไม่ใช่คนโง่ เขารู้ตัวว่าเมื่อไหร่ที่เล่นดี เมื่อไหร่ที่เล่นแย่ และเขาก็รู้ดีว่า ผลจากการเล่นดีและเล่นแย่นั้นมันมีความแตกต่างกันเสมอ

อีกไม่นาน กัปตันจะต้องเลิกเล่น เราไม่รู้ว่าเขาจะได้จบอาชีพนักฟุตบอลในบ้านอันเป็นที่รักหรือไม่ แน่นอนว่า หากเป็นไปได้ เราก็อยากให้เขาได้เขียนตอนจบของอาชีพที่นี่ ที่แอนฟิลด์ แต่ถ้ามันจะไม่เกิดขึ้น แม้จะเสียดาย แต่เราก็พร้อมเข้าใจและยอมรับ แน่นอนว่า ในวันที่เขาเดินจากสโมสรแห่งนี้ไปไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ตาม คงเป็นอีกวันที่เราจะเสียน้ำตาแน่ๆ แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่ามันจะต้องเกิดขึ้น

และแม้ว่าเขาจะกลายเป็นอดีตไปในวันใดวันหนึ่ง อดีตนั้นจะยังคงสดใสอยู่ในความทรงจำของเราไปตลอดกาล

 

howk_ky

12 Comments

Leave a Reply