TL : ความรักของเจอร์ราร์ดไม่ควรจบด้วยความเกลียดชัง

by

 

สโมสรฟุตบอลประกอบด้วยอะไรบ้าง? เจ้าของทีม, เจ้าหน้าที่ทีม, โค้ช, นักเตะ หรือแฟนบอล ฯลฯ ทุกๆ อย่างล้วนเป็นองค์ประกอบที่ขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไปไม่ได้ คล้ายๆ กับหลายองค์กรที่มีเป้าหมาย แต่ในชีวิตจริงเราไม่มีทางทำให้ทุกฝ่ายมองเห็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด

ผมไม่แปลกใจเลยแม้แต่นิดเดียวเกี่ยวกับความเห็นที่ส่วนตัวผมมองว่าเป็นเหมือน อาฟเตอร์ช็อก หลังแผ่นดินไหวรุนแรงกับการประกาศอำลาลิเวอร์พูลหลังจบฤดูกาลนี้ของสตีเวน เจอร์ราร์ด

มันเป็นเรื่องบังเอิญเมื่อคืนก่อนหน้านั้นที่ลิเวอร์พูลทำได้เพียงเสมอเลสเตอร์ 2-2 ในแอนฟิลด์ในวันขึ้นปีใหม่ และผมเพิ่งคุยเรื่องนี้กับ Howk_ky ในค่ำคืนก่อนหน้านั้นเกี่ยวกับอนาคตของกัปตัน โดยผมเชื่อว่าเจอร์ราร์ดน่าจะย้ายไปอเมริกา ขณะที่ Howk_ky เชื่อว่าหากการย้ายทีมเกิดขึ้นเจอร์ราร์ดน่าจะยังเล่นในยุโรป(ตอนนี้คงรู้ว่าใครอาถรรพ์แรง โดยเฉพาะ Howk_ky เปเล่หญิง!) นาทีนั้นยังไม่มีการพูดถึงข่าวอำลาทีมตามสื่อต่างๆ แต่มันเป็นเหมือนหลายครั้งในชีวิตที่บางเรื่องของเหมือนมี ‘ลางสังหรณ์’ โดยเฉพาะกับสิ่งที่เราผูกพัน มันคือการทำนายอนาคตจากประสบการณ์ไม่ใช่สัมผัสพิเศษหรือเรื่องเหนือธรรมชาติทั้งหมด และเหลือเชื่อคือไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นมันเริ่มมีข่าวช็อกโลก

มันตามด้วยวันที่ว่ากันว่าทุกอย่างหยุดนิ่งในรอบทศวรรษ จนทำให้นึกถึงเรื่องราวในหนังสืออัตชีวประวัติของนักเตะเก่าๆ หลายคนรวมถึงหนังสือของบ็อบ เพสลีย์ ที่พูดถึงการอำลาทีมของ บิล แชงคลีย์ ว่าทั้งเมืองลิเวอร์พูลหยุดนิ่ง ช็อกกับข่าวดังกล่าวทั้งที่อย่าลืมว่าในยุคสมัยนั้นการสื่อสารยังไม่ก้าวหน้าเหมือนกับทุกวันนี้ กระแสข่าวทางวิทยุ และตามด้วยข่าวใหญ่บนหน้าหนังสือพิมพ์กระทบกับผู้คนมากมาย

ผมกล้าพูดได้เลยแฟนบอลลิเวอร์พูลในเมืองไทยไม่ได้รับผลกระทบอะไรในปี 1974 แต่ในยุค 2015 ข่าวนี้ส่งผลกระทบกับแฟนบอลหงส์แดงทั่วโลก มันราวกับคลื่นใหญ่ซึนามิรอวันถาโถมกระทบทีมลิเวอร์พูลไม่ช้าไม่นาน หรืออาจจะเหมือนแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่มีการทำนายล่วงหน้า

อะไรที่มีผลกระทบล่วงหน้า หากเรารู้ก่อน มันเป็นเรื่องดีกว่ามิใช่หรือกับการรับมือ?

aldo

โอเค พูดอย่างตรงไปตรงมา ผมเชื่อว่าหลายคนรู้ดีว่าเจอร์ราร์ดจะต้องเลิกเล่นไม่วันใดก็วันหนึ่ง แต่แน่นอนว่าแนวทางที่เห็นเขาเลิกเล่นกับสโมสรคงเป็น ‘คำตอบ’ ในฝันของหลายๆ คน เพียงแต่นาทีนี้คำตอบมันไม่เป็นอย่างนั้น

หากจะอ่านที่เหลือต่อไปทั้งหมดแบบเข้าใจ ผมอยากแนะนำให้คุณๆ ลองอ่านสัมภาษณ์เต็มๆ ของสตีเวน เจอร์ราร์ด ใน บทสัมภาษณ์ฉบับเต็มของ สตีเวน เจอร์ราร์ด อำลาสโมสร (วิดีโอ) จากเว็บไซต์ทางการ (http://thailand.liverpoolfc.com) ให้ละเอียดก่อน ไม่อย่างนั้นอาจจะมีบางส่วนรู้สึกเห็นค้านหลายๆ เรื่องอย่างรุนแรง หรือบางทีจะยิ่งไปสุมฟืนแห่งความเกลียดชัง

 

การประกาศอำลาทีมของเจอร์ราร์ดตีความทางเลือกในหัวของหลายคนหลักๆ เท่าที่เห็นตามโซเซียลมีเดียกลายเป็นสิ่งที่ผมมองว่า ‘สวนทาง’ กับเจตนาของเจ้าตัว

อย่างที่พูดถึงการเตือนภัย หรือเหตุการณ์หายนะล่วงหน้า หากคุณรู้ว่าจะมีแผ่นดินไหวเวลาไหน มันย่อมดีว่า แน่นอนว่าหลายๆ อย่างเราไม่สามารถรับมือกับมันได้ทั้งหมด มันอาจจะมีความสูญเสียเกิดขึ้นอยู่ดี เช่นคุณมีบ้านที่ไม่สามารถแก้ไข และปรับมือเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่จะเกิดขึ้นในไม่กี่วันได้ แต่อย่างน้อยคุณอาจจะนำของออกจากบ้าน, รักษาชีวิต และสิ่งของที่พอนำออกมาได้มากมาย

เจอร์ราร์ดให้สัมภาษณ์ว่าเขาไม่ได้ตระหนักว่ามันจะตามมารุนแรง เพราะความที่เขาเป็นคนถ่อมตัวอยู่เสมอ แม้ว่าหลายคนจะยกย่องว่าเขาเป็นนักเตะที่ดีที่สุด, ซื่อสัตย์ และภักดีที่สุดตลอดกาล แต่เขาถ่อมตัวตามความเป็นสตีเวน เจอร์ราร์ด เขาไม่เคยคุยโวโอ้อวด แต่แสดงออกในสนาม

ในบทสัมภาษณ์นั้นเขาพูดชัดเจนว่าทำไมเขาแถลงการณ์ในเวลานี้ เขาไม่ต้องการให้ผ่านเดือนมกราคมไปโดยมีข่าวที่ไม่แน่นอนเดี่ยวกับอนาคตของเขา และคนที่ลำบากก็คือเบรนแดน ร็อดเจอร์ส

ทั้งคู่ให้สัมภาษณ์อยู่เป็นประจำถ้าคุณใส่ใจอ่านการสัมภาษณ์หลังเกมจะชนะ หรือเสมอแบบแฟนบอลผิดหวัง หรือแพ้แบบหมดรูป

เจอร์ราร์ดพูดชัดเจนในบทสัมภาษณ์เดียวกัน ผมไม่ได้อายุ 24 ปี ผมหวังว่าจะได้พบกับเบรนแดนตอนที่ผมอายุ 24 ปี เพราะผมคิดว่าผมคงจะได้นั่งอยู่ตรงนี้ และพูดถึงแชมป์มากมายที่คว้ามาด้วยกัน แต่ความจริงคือเบรนแดนมาตอนที่ผมอายุ 32 ปี…

เขาไม่ได้พูดถึงร็อดเจอร์สแบบนี้ครั้งแรก เขาพูดมาในฤดูกาลที่แล้วที่เราคว้ารองแชมป์ และพูดในฤดูกาลก่อนหน้านั้นที่ลิเวอร์พูลไม่ได้สิทธิ์กระทั่งเล่นฟุตบอลยุโรป!

ในทางกลับกันร็อดเจอร์สก็ไม่เคยลดคำยกย่องที่มีต่อเจอร์ราร์ด แน่นอนว่าผมไม่ใช่เด็กน้อยที่เพิ่งตามดูฟุตบอล แต่จากประสบการณ์ในการทำงานในสื่อนี้เกือบ 10 ปี ไม่นับช่วงเวลาสมัครเล่น และการติดตามดูตั้งแต่เด็ก บางเรื่องมันเป็น ‘มารยาท’ อยู่แล้ว แต่หากเทียบยุคสมัยที่เจอร์ราร์ดอยู่กับทีมตั้งแต่อีแวนส์, อุลลิเยร์,เบนิเตซ, ฮ็อดจ์สัน, ดัลกลิช ในระยะเวลาเท่าๆ กันร็อดเจอร์สเป็นคนที่ได้รับคำชมจากเจอร์ราร์ดสูงสุดก็ว่าได้(ดัลกลิชอาจจะมีส่วนพูดถึงตอนเป็นนักเตะไอด้อลของเจอร์ราร์ดด้วย ส่วนฮ็อดจ์สันแทบไม่มี!)

ผมเห็นการยื่นเผือกร้อนไปให้ร็อดเจอร์ส ในช่วงเดียวกับที่ผลงานทีมย่ำแย่(กว่าในฤดูกาลที่ผ่านมา แต่หากย้อนเทียบกับ 2-3 ปีก่อนเขาจะเข้ามามันก็ไม่ได้ต่างกันมาก?) แน่ใจรึว่านั่นคือประสงค์ของเจอร์ราร์ด?

เขาสามารถแถลงข่าวได้ในเดือนนี้, เดือนหน้า, เดือนมีนาคม, เมษายน หรือพฤษภาคม คิดว่าตอนไหนจะมีผลกระทบมากกว่ากัน? แน่นอนคุณอาจจะตอบแตกต่างกันไป แต่เจอร์ราร์ดให้สัมภาษณ์ชัดเจนแล้วว่าเขาเลือกเดือนนี้

เขาไม่ได้ออกมาอำลาทีมด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ แต่เขายืนยันจะทำเต็มที่ในช่วง 5-6 เดือนที่เหลือเพื่อคว้าแชมป์ที่ยังมีลุ้นอีก 3 รายการ

มันง่ายกว่าหากเขาแสดงความไม่พอใจออกมาโดยระบุว่าไม่พอใจค่าเหนื่อย หรือไม่พอใจตำแหน่งที่ตัวเองกำลังลงเล่น ผมจำต้นปีที่แล้วที่ร็อดเจอร์สจับเจอร์ราร์ดไปเล่นมิดฟิลด์ตัวรับครั้งแรกๆ และทีมแพ้ เจอร์ราร์ดยอมรับว่าไม่ใช่ตำแหน่งถนัดของเขา แต่หลังจากนั้นเขาทำได้ดีจนตัวเขาเองต้องทึ่ง และซูฮกกับร็อดเจอร์ส

แน่นอนผมพูดได้เหมือนกันว่าถ้ามันเป็นปัญหาเรื่อง ‘ค่าเหนื่อย’ อย่างที่หลายๆ คนหลายที่เขียนกัน นอกจากคำพูดนี้จะตำหนิไปถึงการบริหารทีมแล้ว ในความเป็นจริงคุณนั่นแหล่ะอาจจะกำลังดูถูกเจอร์ราร์ดเอง!

ใช่ ผมเห็นด้วยหากลิเวอร์พูลเสนอค่าเหนื่อยให้เจอร์ราร์ดตามที่เป็นข่าว และมันดูน้อยเกินไป แต่มันถึงกับไม่สมเหตุสมผลเลยผมว่าไม่ใช่

แต่อาจจะให้หลายคนที่สนใจตอบคำถามทางโซเซียลมีเดียล มันจะมีประเด็นที่ย้อนแย้งโดยไม่รู้ตัว

บางคนเซ็งเกี่ยวกับเรื่องเงินที่สโมสรเสนอให้ แล้วกลับกันมันแปลว่าคุณมองเจอร์ราร์ดเล่นเพื่อเงินเท่านั้นอย่างนั้นหรือ?

ร็อบบี ฟาวเลอร์เคยให้สัมภาษณ์ว่าพร้อมเล่นให้ลิเวอร์พูลฟรีๆ ในช่วงปลายอาชีพ ผมคิดว่าเงินไม่ใช่ประเด็นหลักทั้งหมด อาจจะมีส่วน ผมไม่ได้มองโลกด้านเดียว แต่ถ้าคุณคิดว่าสโมสรไม่พยายามรั้งเจอร์ราร์ดลองทบทวนบางอย่างดูว่าการมีเจอร์ราร์ดอยู่ส่งผลดีหรือเสียในแง่ธุรกิจกว่ากัน?

สตีเวน เจอร์ราร์ด เป็นนักเตะที่เสื้อถูกขายมากที่สุดอันดับต้นๆ ในพรีเมียร์ลีกทุกๆ ปี และไม่ต้องพูดถึงกับเสื้อลิเวอร์พูลจะได้รับการประทับตราเบอร์ 8 มากที่สุด

การทัวร์ทั่วโลกหากมีการันตีว่าเจอร์ราร์ดเดินทางไปด้วย แฟนบอลล้นสนาม ไม่นับการเจรจากับสปอนเซอร์ ฯลฯ

เจอร์ราร์ดไม่ทำเงินอย่างนั้นหรือ? ถ้าคุณตีค่าว่าเขาหมดประโยชน์แล้วต้องไป บางทีคนที่ลดคุณค่าของเจอร์ราร์ดอาจจะเป็นตัวคุณเองนั่นแหล่ะ!

ที่แย่กว่านั้นกับการตำหนิสโมสร(ถ้ามองข้ามร็อดเจอร์ส)ที่เจอร์ราร์ดรัก ไม่มีใครเคยเห็นสัญญาที่ลิเวอร์พูลยื่นให้เจอร์ราร์ดตามข่าวลือที่ออกมาด้วยซ้ำ บางคนเชื่อเป็นตุเป็นตะว่ามันเป็นอย่างนั้น 100% ทั้งที่ชีวิตนี้อาจจะไม่เคยเห็นสัญญาของนักฟุตบอลอังกฤษแท้ๆ ในระดับพรีเมียร์ลีกมาก่อน หรือต่อให้จริงผมเห็นหลายคนเทียบกับกรณี พอล สโคลส์ หรือไรอัน กิ๊กส์ ที่อยู่กับทีมจนเลิกของทีมแมนฯ ยูไนเต็ด(บางทีมีแฟนผีแอบเขามาตีเนียนด่าทีมของเราโดยอาศัยประเด็นเจอร์ราร์ดมาด้วย) สองรายนี้เป็นสัญลักษณ์ของทีม ต้องไม่ลืมว่าทั้งคู่ช่วงอายุมากๆ ลองไปขุดสถิติลงเล่นน้อยมากเจอร์ราร์ดจะรับสภาพนั้นได้หรือไม่ นอกจากนี้ผมไม่แน่ใจว่าทั้งคู่ได้สัญญาในฉบับสุดท้ายเท่ากับช่วงพีคหรือช่วงที่มูลค่าสัญญาสูงสุดหรือไม่? และเทียบกับในจุดของปีศาจแดงที่เล่นแชมเปียนส์ลีกสม่ำเสมอ(กว่าลิเวอร์พูล) เราพร้อมจ่ายแบบนั้นหรือไม่? มันสมเหตุสมผลเท่ากันหรือไม่? แล้วมันสมควรจะเปรียบเทียบกันหรือไม่?

แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ไม่สามารถรั้ง รอย คีน ในช่วงปลายอาชีพให้เลิกเล่นกับทีม หรือยืดเวลาการค้าแข้ง เอริค คันโตน่า ที่เป็นสัญลักษณ์ของทีมในยุค 90 ไว้ แต่พอเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดกับลิเวอร์พูลบางคนบอกว่า ‘ไม่พยายาม’ ตัดคำกล่าวอ้างเรื่องทุนนิยมไป เอาหลายๆ สโมสรที่บริหารงานแบบบ้านๆ หน่อย มีสักกี่ทีมที่ให้ค่าเหนื่อยนักเตะวัย 30 ปี เอาแค่ 30 ปีนะ เท่ากับตอน 29-28 หรือก่อนหน้านั้น ในทางกลับกันสัญญาของเจอร์ราร์ดมีมูลค่าสูงถึงวันที่เขาอยู่ในวัย 35 ปีในปิดฤดูกาล
ถ้ามองว่าให้เกียรติน้อยเกินไป ลองไปดูทุกๆ ทีมในพรีเมียร์ลีก, ลา ลีกา, บุนเดสลีกา หรือกัลโช่ เซเรีย อา มีน้อยกรณีมากๆ ถ้าคุณถามหาความยุติธรรมในเรื่องนี้ ต้องกลับไปมองว่าคุณยุติธรรมกับสโมสรที่ตัวเองเชียร์หรือไม่?

บางคนตำหนิความคิดโลกทุนนิยมแบบนี้ แต่หารู้ไม่ว่าตัวเอง ‘เสพ’ มันเข้าไปเต็มๆ นาทีที่คุณพูดถึงค่าเหนื่อยของบางคนที่ได้อยู่กับบางทีมต่อไป คุณได้ลดคุณค่าของนักเตะที่ตัวเองรักหรือตัวเองไปด้วยในตัว

ในทางที่ย้อนแย้งที่ต้องไม่ลืมคิด แน่ใจหรือว่าเจอร์ราร์ดจะยินดีรับเงินมหาศาลเท่าเดิม แต่บทบาทในสนามน้อยลง เจอร์ราร์ดจะยินดีหรือไม่? ในทางกลับกัน หรือจะให้เจอร์ราร์ดลงสนามเท่าเดิม? เกมในฤดูกาลนี้อาจจะเป็นกระจกสะท้อนได้ดี

ผมเคยคุยกับเพื่อนๆ บางคนว่าเจอร์ราร์ดถ้ามุ่งมั่นตั้งใจจริงๆ เขาน่าจะรักษาร่างกายเล่นจนถึง 40 ปีได้สบาย มันไม่ได้หมายถึงว่าเขาจะต้องลงเล่นทุกนัด กลับกันหลังจากเขาประกาศเลิกเล่นทีมชาติอังกฤษผมรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง ในมุมหนึ่งเหมือนกับการโตเป็นผู้ใหญ่ และในอีกทางหมายถึงการยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นบางอย่าง

ข่าวที่ลิเวอร์พูลพยายามจะต่อสัญญากับนักเตะ ผมเห็นเหมือนกับเจมี คาร์ราเกอร์ (อ่านบทความแปลของ Kenny7 ได้ตามนี้ บทความของคาร์ราเกอร์: สตีเว่น เจอร์ราร์ด ได้รับอนุญาตให้ลาจากลิเวอร์พูลไป…เขาควรที่จะได้รับการแสดงออกว่าเขาเป็นที่ต้องการจากสโมสร พวกเขาปล่อยให้กัปตันจากไปได้อย่างไร?) ที่ลิเวอร์พูลอาจจะขยับตัวช้าเกินไป แต่สัญญาที่วางไว้หลายเดือน และไม่มีการเจรจาเพิ่ม มันเป็นสัญญานแต่แรกว่าการตัดสินใจแบบนี้อาจจะเกิดขึ้น

เจอร์ราร์ดพูดมาตั้งแต่ตอนราวเดือนกันยายน-ตุลาคม(อันนี้ขออนุญาตเขียนจากความทรงจำถ้าผิดเดือนอภัย) ว่าเขายังไม่เลิกเล่นฟุตบอลแน่ หลายๆ คนคิดด้วยซ้ำว่าการอำลาทีมเมื่อจบฤดูกาลนี้พร้อมกับแขวนสตั๊ดอาจจะเป็นทางเลือกในฝันที่สวยงามสำหรับหลายคน ก่อนขึ้นเป็นโค้ช หรือผู้จัดการทีมในอนาคต แต่ชีวิตจริงไม่ใช่บทละครที่จะลิขิตกันให้ลงตัวล่วงหน้าได้ขนาดนั้น และสำหรับผมเจอร์ราร์ดเป็นคนค่อนข้างรักษาคำพูดหากเขากล้าพูดแม้มันจะไม่ถูกทุกครั้ง แต่มันสะท้อนสิ่งที่เขาตั้งใจ

ร็อดเจอร์สพูดมาตลอดว่าเขาคุยกับสตีวี่แทบทุกวันในช่วงเวลา 2 ปีครึ่ง และเจอร์ราร์ดกล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่าเขาพยายามปกป้องผู้จัดการทีมในการประกาศตอนนี้ และร็อดเจอร์สเป็นคนแรกๆ ที่รู้เรื่องจากเขา

อย่างที่บอก ผมเชื่อคำพูดของเจอร์ราร์ด มันยังรวมไปถึงคำพูดที่เขาบอกว่าอยากให้ร็อดเจอร์สคุมทีมตั้งแต่เขาอายุ 24 ปี เพราะตอนนี้เขาคงมีถ้วยรางวัลมากมาย มันไม่ได้แปลว่าสิ่งที่ร็อดเจอร์สทำย่ำแย่ไปเสียทั้งหมด ส่วนตัวแล้วผมเองก็ไม่ได้ชื่นชอบแท็กติกของร็อดเจอร์สในฤดูกาลนี้มากมาย ร็อดเจอร์สไม่ใช่กุนซืออันดับต้นๆ ในประวัติศาสตร์ของลิเวอร์พูล หรือวงการฟุตบอลที่ผมชื่นชอบมากนัก แต่เขาอาจจะไม่เลวร้ายขนาดที่หลายคนตำหนิอย่าง ‘รุนแรง’ โดยเฉพาะกรณีของเจอร์ราร์ด

ในทางกลับกันผมเชื่อคำพูดของเจอร์ราร์ดที่เขาชมร็อดเจอร์ส มันมากกว่าคำว่า ‘มารยาท’ และการตัดสินใจของเขามันประกอบด้วยความรัก

มันน่าใจหายแม้จะเข้าใจได้กับอาฟเตอร์ช็อกเช่น No Gerrard, No Liverpool หรือบางคนตัดพ้อจะผ่านโซเซียล มีเดีย ว่าคงจะไม่ตามดูลิเวอร์พูลอีกแล้ว หรือเปลี่ยนทีมเชียร์ บลาๆๆๆ การระบายน่ะเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้ากลับไปอ่านสัมภาษณ์ของเจอร์ราร์ดอีก นั่นคือเจตนาที่เจอร์ราร์ดต้องการให้เกิดขึ้นจากการประกาศของเขาน่ะหรือ?

คุณตีความ ความรักของเจอร์ราร์ดต่ำเกินไปรึเปล่า?

17 ปีที่เขาทุ่มเทในทีมชุดใหญ่ของลิเวอร์พูล(รวมจนจบฤดูกาลนี้) เขาต้องการอำลาทีมโดยทำให้หลายคนด่าผู้จัดการทีมที่จะร่วมงานกันครบ 3 ปีในวันที่เขาอำลา หรือด่าสโมสร เกลียดสโมสรที่เขารักมาตั้งแต่เด็ก?

มันถูกต้องรึ?
article-0-02A70AC90000044D-357_634x362
คุณอาจจะเชียร์ลิเวอร์พูล เพราะเอียน รัช, จอห์น บาร์นส์, ร็อบบี ฟาวเลอร์ หรือสตีเวน เจอร์ราร์ด แต่คนเหล่านี้อยากให้คุณแช่งชักหักกระดูกทีมในวันที่พวกเขาอำลา?

ผมไม่รู้หรอกว่าทุกคนตีความคำว่า ‘รัก’ ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว แต่ผมมองการประกาศของเจอร์ราร์ดด้วยความรัก และเกียรติยศ ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ตลอด 17 ปีในอาชีพของเจอร์ราร์ด ผมพลาดดูเกมที่ลงเล่นไม่กี่นัด อย่างแย่ก็อาจจะมีบางเกมติดธุระได้ดูไม่เต็มเกม หรือดูแค่ไฮไลต์อยู่บ้าง แต่โดยรวมอาจจะพูดได้ว่าแทบไม่พลาดเลย

ผมเชื่อว่ายิ่งในยุค 3G หลายคนยิ่งมีโอกาสดูย้อนหลังถ้าไม่สะดวกดูสดจริงๆ เจอร์ราร์ดกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตแฟนบอลลิเวอร์พูล แต่ถ้าการอำลาทีมของเขากลายเป็นจุดที่สร้างความเศร้าเพียงอย่างเดียว ส่วนตัวผมคงไม่ยอมเป็นหนึ่งในนั้นเป็นแน่ นั่นคือความเคารพรักที่ผมมีให้กับเจอร์ราร์ด(ซึ่งคนเราคงไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกัน)

มีการให้ความเห็นว่าการถอยเจอร์ราร์ดไปเล่นมิดฟิลด์ตัวรับกลายเป็นดาบสองคมทำร้ายเจอร์ราร์ดให้ย้ายทีม ผมคิดว่าส่วนหนึ่งสำคัญกว่าอย่างที่คาร์ราพูดคือการปล่อยให้สัญญามันเหลือแค่ปีเดียวแบบนี้(ทั้งที่ปีที่แล้วทีมได้รองแชมป์ถ้าจะต่อเพิ่มคงมีจังหวะมากกว่านี้) ดูจะน่าพิจารณามากกว่าหากมองในแง่ความพยายาม แต่บางทีเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่านาทีนั้นข้างในเขาคุยกันยังไง และตอนนั้นเจอร์ราร์ดยังไม่แน่ว่าจะเลิกเล่นเร็วเหมือนคาร์ราเกอร์หรือไม่ เราควรจะเคารพการตัดสินของนักเตะเหล่านี้หรือไม่จริง?

ผมไม่ค่อยชอบที่ให้เจอร์ราร์ดมาเล่นเป็นกองกลางตัวรับตั้งแต่ต้น แต่ก็ยอมรับเช่นกันว่าร็อดเจอร์สทำได้เกินคาด เพราะผลงานที่ทีมชนะต่อเนื่องท้ายฤดูกาลที่แล้ว ผมปฏิเสธไม่ได้ และเถียงไม่ออกจน จนทีมเกือบได้แชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นเพราะเจอร์ราร์ดเล่นตรงนี้ และมันเป็นตำแหน่งที่อาจจะยืดเวลาการเล่นของเจอร์ราร์ดออกไปได้อีก

ต้นฤดูกาลนี้ค่าเฉลี่ยความสามารถของเจอร์ราร์ดในแต่ละนัดย่ำแย่มาก(ดูได้จาก whoscored.com) ผมนึกถึงตอนคุยกับแฟนบอลคนอังกฤษชื่อจอนซ์ที่ทำเกตเฮาส์อยู่ชะอำ เขาพูดถึงเจอร์ราร์ดในฟุตบอลโลก และแม้ใจผมอยากจะเถียงใจจะขาด แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเจอร์ราร์ดฟอร์มแย่ในฟุตบอลโลก และอาจจะต่อเนื่องมาจากนั้น

ฮ็อดจ์สันใช้เจอร์ราร์ดในตำแหน่งนี้ หากด่าร็อดเจอร์สก็ควรจะตำหนิฮ็อดจ์สันไม่ต่างกัน การส่งเจอร์ราร์ดลงเล่น 9-10 เกมแรก หลายคนยังไม่พูดถึงประเด็นนี้เท่าไหร่ด้วยซ้ำ จนเริ่มมาชัดเจนในระยะหลังโดยเฉพาะเกมกับเลสเตอร์ว่าเจอร์ราร์ดโรยราไปมาก และอาจจะรับมือเกมพรีเมียร์ลีกไม่ไหวอีกต่อไป(แม้ส่วนตัวผมยังคิดเหมือนกับหลายๆ คนคิดว่าการสลับให้เขาลงเล่นเข้าๆ ออกๆ ไม่เต็มเกม น่าจะทำให้บางช่วงเราดึงส่วนที่ดีที่สุดของเขาออกมา ผมว่าเขาจะกลับมามีช่วงฟอร์มดีในบางช่วงที่เหลือของอาชีพ แต่มันจะสม่ำเสมอแค่ไหนก็ไม่รู้ หรืออาจจะไม่ใช่กับลิเวอร์พูล)

บางคนเน้นว่าเป็นความผิดพลาดของร็อดเจอร์สในจุดนี้ และผมก็เห็นด้วยในฤดูกาลนี้ และเป็นหนึ่งในคนที่ไม่ชอบให้เจอร์ราร์ดยืนในจุดนี้ แต่ผมไม่แน่ใจเช่นกันหากจะดันเจอร์ราร์ดไปเล่นหลังกองหน้า หรือกองกลางตัวรุกแบบที่เล่นมาส่วนใหญ่ของอาชีพว่าเขาจะดีกว่าตัวเลือกที่เรามีตอนนี้? เอาอะไรมารับประกัน?

มันเป็นคำตอบที่เราไม่มีทางรู้เว้นแต่ร็อดเจอร์สจะทดลองใช้ในช่วงครึ่งฤดูกาลที่เหลือ และเราไม่รู้ว่าอิทธิพลในการซ้อม หรือปัจจัยอื่นๆ ทำให้เจอร์ราร์ดได้ลงสนามมากกว่าที่ควรจะเป็นจริงหรือ? หรือทุกคนเพิ่งมาเห็นพร้อมกันในฤดูกาลนี้เหมือนกับร็อดเจอร์ส?

ผมไม่เห็นด้วยกับการเรียกเจอร์ราร์ดกลับมาติดทีมในเกมล่าสุด เพราะทีมวันชนะสวอนซี 4-1 เล่นได้ดีมาก แต่คนละเรื่องกับจะบอกว่าร็อดเจอร์สตัดสินใจผิดทั้งหมด จริงๆ ในฤดูกาลที่แล้วเจอร์ราร์ดมาเล่นดีแบบเห็นเด่นชัดใน 6 เดือนหลังด้วยซ้ำ และเขาลงเล่นแทบทุกนัด

อยู่ดีๆ จะปรับเข้าๆ ออกๆ เลยหลังจากฤดูกาลที่เล่นเต็มๆ มันก็ควรต้องใช้เวลาพิจารณามิใช่หรือ โดยเฉพาะสำหรับนักเตะอย่างเจอร์ราร์ด?

ย้อนกลับไปให้คิดอีกครั้ง ฤดูกาลที่แล้วนอกจากลงสนามเกือบทุกนัดให้หงส์แดงแล้ว เจอร์ราร์ดยังเล่นให้ทีมชาติอังกฤษในฐานะกัปตันทีมอีกด้วย ในฤดูกาลนี้แม้จะมีเกมยุโรป แต่เขาก็ลดภาระในเกมทีมชาติไป ในลีก คัพ หรือแชมเปียนส์ลีกบางนัด ร็อดเจอร์สก็ค่อยๆ สลับให้เขาพักบ้าง แต่ด้วยสถานการณ์เกมที่หลายๆ นัดทีมเล่นไม่ดี และไม่ได้นำห่าง อาจจะเป็นปกติที่นักเตะที่น่าจะได้พักอาจจะได้พักลดลง หากเราเล่นเหมือนฤดูกาลที่แล้ว บางเกมนำห่าง เราอาจจะเห็นร็อดเจอร์สถอดเจอร์ราร์ดบ่อยๆ ตั้งแต่นาทีที่ 60 ก็เป็นได้

ผมยืนยันว่าภาพเจอร์ราร์ดเล่นมิดฟิลด์ตัวรับในยุคของร็อดเจอร์สจะไม่อยู่ในความทรงจำหลักของนักเตะคนนี้ เท่าตอนที่ไล่ยันใส่คู่แข่งตอนขึ้นมาใหม่ๆ หรือตอนเป็นคู่หูของชาบี อลอนโซ่ และขึ้นไปทำเกมรุกร่วมกับเฟร์นานโด ตอร์เรส แต่ทุกเกมของเขาจะอยู่ในบันทึกของการเปลี่ยนแปลง

ผมไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล หากเจอร์ราร์ดย้ายไปอเมริกามันก็มีช่วงที่เรายังยืมตัวเขากลับมาได้ หรืออนาคตเขาจะกลับมาเป็นโค้ชหรืออะไรก็ตามแต่ แต่นาทีนี้มีหลายประเด็นให้พูดโต้แย้ง ผมก็อยากกลับไปที่ ‘เจตนา’ ของเจอร์ราร์ด

ผมไม่คิดว่าเขาจะดีใจหากเราเศร้าๆ กัน และใช้ความรักของเขาเป็น ‘ต้นทุน’ ของความเกลียด

ผมคิดเองมานานแล้ว โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุการณ์บางเฉียดตาย หรือตัวเลขอายุเริ่มขยับมากขึ้นในหลายปีหลัง เช่นเดียวกับเจอร์ราร์ดที่วัยไล่เลี่ยกัน ผมคิดว่าถึงจุดหนึ่งเราจะ ‘วาง’ บางเรื่อง และต้องยอมรับสิ่งที่ผ่านมา

วันเด็กเราอาจจะมีงานวันเกิด, โตมาอาจจะมีงานฉลองเรียนจบ, ทำงาน, แต่งงาน, มีลูก แต่จุดหนึ่งหลายคนจะเริ่มได้ไปงานศพเพื่อนๆ หรือคนที่รู้จักที่เริ่มจากไป
ในวงการฟุตบอลเราจะเห็นนักเตะที่เข้ามา และจากไปเร็วหรือกว่านั้นในวัฎจักรสิบกว่าปี แต่หลายคนควรจะยินดี และภาคภูมิใจกับช่วงเวลาที่เจอร์รร์ดอยู่กับทีม เราได้เชียร์หน้าจอ, บางคนข้างสนามตอนนักเตะมาเมืองไทย หรือบางคนตามไปถึงอังกฤษ ได้ตอบ ได้คุยทางโซเซียลมีเดีย

เอียน คัลลาแฮน นักเตะที่ลงเล่นมากที่สุด 857 เกมไม่ได้แขวนสตั๊ดกับลิเวอร์พูล, เรย์ คลีเมนต์, เอียน รัช, จอห์น บาร์นส์ ก็เช่นกัน ถึงแม้บางคนจะมองว่าการเป็นเด็กท้องถิ่นของเจอร์ราร์ดเป็นสิ่งที่ยิ่งกว่า และยิ่งเห็นกรณีของเจมี คาร์ราเกอร์ แต่คาร์ราเลิกเล่นในช่วงที่คนจดจำว่าเขายังเป็นตัวจริงของทีมในครึ่งฤดูกาลสุดท้ายก่อนเลิก และเขาไม่ได้เลิกในวัยที่ไปเกือบสุดทางเหมือนกับคลีเมนต์, รัช, บาร์นส์ หรือฟาวเลอร์

การตัดสินใจเลิกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน นักกีฬาบางคนชอบเลิกในจุดสูงสุด เบื่อแล้ว หรือบางคนยังอยากสนุกกับมัน

ลิเวอร์พูลไม่พยายามรั้งเจอร์ราร์ดหรือ? กลับกันเจอร์ราร์ดอยากเป็นสำรองเข้าๆ ออกๆ ทีมจริงหรือสนุกกับการเล่นฟุตบอลในช่วงปั้นปลายอาชีพ โดยเฉพาะถ้าในเมเจอร์ลีก เขามีเวลา เกมลงเล่นไม่เยอะ ภาษาก็ไม่ต้องห่วงในการปรับตัวกับครอบครัว อย่าลืมว่าถ้าทุกคนเล่นฟุตบอล ต้องมีความสนุกประกอบ ใช่อาจจะมีคนเหมือนกาเบรียล บาติสตูต้า ที่เผยว่าเขาเล่นฟุตบอลเพื่อเป็นอาชีพล้วนๆ แต่ไม่ได้ชอบฟุตบอล แต่เจอร์ราร์ดยังอยากสนุกกับมันอยู่

การนั่งข้างสนาม หรือลงไปเล่นแต่ทำผลงานได้ไม่น่าประทับใจ ให้แฟนบอลที่เพิ่งดูบอลใหม่ๆ ยุคนี้เห็นว่าเจอร์ราร์ดเล่นได้แค่นี้ นั่นคือภาพที่คุณที่บอกว่ารักเจอร์ราร์ดอยากเห็นเขาทำอย่างนั้นกับลิเวอร์พูลหรือ?

การนั่งข้างสนามคงเป็นสิ่งที่ทรมาณมากๆ สำหรับคนที่วิ่งมา 17 ปี และอยากจะวิ่งต่อ พร้อมกับมีเวลาให้ครอบครัวได้ เราควรตอบแทนด้วยความเศร้าอย่างนั้นหรือ?
ไม่ว่าจะมีองค์ประกอบเบื้องลึก วงใน ส่วนที่ไม่ดีอะไรแล้วแต่ใครจะจินตนาการ หรือคิดว่ารู้ หรือรู้ดี แต่อย่างน้อยถ้าอ่านใจเจอร์ราร์ด และความรัก ภักดี และซื่อสัตย์ต่อทีมมาตลอด คุณคิดว่าเขาอยากให้คนประณามสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลกับการตัดสินใจอำลาทีมของเขารึ

ถ้ารักเจอร์ราร์ดอาจจะต้องทำเรื่องกลับกันด้วยซ้ำ

หากบทความนี้โผล่มาตั้งแต่ 1-2 วันแรกมันอาจจะทำให้หลายคนเห็นค้านอย่างรุนแรง แม้เวลาจะไม่ช่วยทุกอย่าง แต่ ‘สติ’ หลายคนอาจจะดึงกลับมามากขึ้น

นาทีนี้หากเปลี่ยนผู้จัดการทีมเจอร์ราร์ดจะอยู่ต่อไหม? ถ้าตั้งใจตอบแบบตรงไปตรงมาก็จะรู้ว่าคำตอบอาจจะเหมือนเดิมอยู่ดี หรือถ้าใครฝันถึงการเป็นโค้ชของเจอร์ราร์ดนาทีนี้ไม่น่าจะใช้สำหรับลิเวอร์พูล แม้แต่การเป็นผู้จัดการทีม เจอร์ราร์ดเรียนอบรมโค้ชขั้นต้น แต่ยังไม่มากถึงระดับเดียวกับเจมี คาร์ราเกอร์ หรือใกล้เคียงกับ เอ ไลเซนส์ ด้วยซ้ำ สำหรับผมเขาเป็นคนที่วางแผนชีวิตพอสมควร หากเขาหวังจะคุมทีมหรือรับงานโค้ชในระยะใกล้ๆ เจอร์ราร์ดน่าจะสอบเพิ่มไปหลายปีแล้ว แปลว่าเขามองงานนี้อยู่แต่ยังไม่ได้รีบอะไร

แน่นอนว่ามันอาจจะมีคำตอบที่แตกต่างออกไป หากตอนนี้ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลเป็นคนอื่น หรือเจ้าของทีมเป็นคนอื่นๆ แต่สถานการณ์ของทีมอาจจะแตกต่างจากนี้เช่นกัน เจอร์ราร์ดอาจจะย้ายไปตั้งแต่หลายปีก่อนหน้านี้หรือบางทีอาจจะไม่กลับมาพีคแบบในฤดูกาลที่แล้ว และช่วยให้ทีมคว้ารองแชมป์แบบพลาดหวังอย่างหวุดหวิดก็เป็นได้

ไม่มีอะไรต้องเสียดายเกี่ยวกับอาชีพของเขาไม่ว่าใครจะว่ายังไงกับการไม่เคยได้แชมป์พรีเมียร์ลีก หรือบางคนอาจจะคิดถึงบางช่วงของอาชีพที่เขาอาจจะย้ายไปเชลซี หรือเรอัล มาดริด และอาจจะได้ถ้วยรางวัลมากกว่าการอยู่กับลิเวอร์พูล แต่สิ่งที่เขาได้ตอบแทนกลับไปก็ไม่มีอะไรแลกได้ และเจอร์ราร์ดพูดเสมอว่ามันเป็นเกียรติแค่ไหนที่ได้เล่นให้กับลิเวอร์พูล

แม็ทธิว เลอ ทิสซิเอร์ เป็นตำนานของเซาท์แฮมป์ตัน เขาเคยปฏิเสธลิเวอร์พูล และอยู่กับทีมเล็กๆ ทางตอนใต้ของอังกฤษ(โดยเฉพาะเวลาทีใช้สนามเก่าเล็กมาก) เขาเป็นตำนานในวงการฟุตบอลเมื่อคิดถึงเซาท์แฮมป์ตัน แต่ช่วงท้ายของอาชีพเขาก็ย้ายไปเล่นให้กับทีมอื่นๆ อีกสองสโมสร แต่ไม่มีใครพรากคำว่าตำนานไปจากเขา
1649__5497__stemadrud1000
อย่างที่เคยพูดถึงคัลลาแฮน, รัช, บาร์นส์ แม้แต่เคนนี ดัลกลิชก็เคยอยู่กับสโมสรอื่นๆ มาก่อน ไม่มีใครมาเอาความทรงจำของเจอร์ราร์ดทั้งช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการชูถ้วยแชมเปียนส์ลีกในปี 2005 และการโลดแล่นกับทีมหลังจากนั้น แม้ว่าจะเป็นยุคตกต่ำ แต่เขาพิสูจน์ให้เห็นทุกอย่างโดยการไม่ไปไหน และเขารักทีมแค่ไหน

ผมคิดว่าเขารู้ดีว่าอาจจะต้องถึงเวลาอำลาลิเวอร์พูล(ชั่วคราว) และอาจจะกลับมามีบทบาทอะไรในอนาคต แต่บางเรื่องก็อาจจะเป็นชะตา เพราะก่อนหน้านี้เจมี คาร์ราเกอร์ ก็เคยมีแคนติเดตจะขึ้นมาทำงานโค้ช หรือผู้จัดการทีม แต่เขาก็เลือกทำงานทีวีในช่วงเวลานี้ แต่อนาคตก็อีกนั่นแหล่ะไม่มีใครรู้ ส่วนเจอร์ราร์ดเราแยกเขากับลิเวอร์พูลไม่ได้หรอก ยังไงก็อาจจะมีวันที่เขากลับมาเป็นประธานสโมสรด้วยซ้ำ!

ที่แน่ๆ ในช่วงอย่างน้อย 5 เดือนที่เหลือ หลายคนเชื่อมั่นในความเป็นมืออาชีพของเจอร์ราร์ด และเชื่อว่าเขาจะทำให้ดีที่สุดส่งท้าย เหมือนกับจอห์น อันดริดจ์ หวังว่าลิเวอร์พูลจะมีถ้วยฉลองการอำลาของเขาในฤดูกาลนี้ บางคนที่อาจจะมีอารมณ์(ด้านลบ) กับข่าวนี้ และรู้สึกแย่กับผู้จัดการที, สโมสร(ที่หมายถึงเจ้าของทีม หรือประวัติศาสตร์อะไรก็แล้วแต่)

มันไม่น่าใช่เจตนาของเจอร์ราร์ด ผมไม่อยากเห็น และเชื่อว่าหลายๆ คนไม่อยากเห็นวันที่เจอร์ราร์ดมากลายเป็นคนขี้น้อยใจในช่วงปลายอาชีพ หรือบางคนมองว่าเจอร์ราร์ดทำดีที่สุดแต่สโมสรทำไม่ดีพอ ลองหลับตานึกภาพไม่ว่าใครจะเป็นเจ้าของทีม หรือผู้จัดการทีมในวันที่นักเตะระดับนี้ของสโมสรหนึ่งอำลาทีมแบบเจอร์ราร์ด มีโอกาสตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากหมดทุกคนต่อให้เป็น โจเซ มูรินโญ่, มานูเอล เปเยริกนี่ หรืออาร์แซน เวนเกอร์ ถ้าไม่ใช่แบบทีมที่เรืองอำนาจมีความสำเร็จหลายปีมันยากเสมอ มันต่างออกไปกับบางทีมที่ครองความสำเร็จมีนักเตะระดับโลกหลายคนใช้คำว่าตำนานดาดเดื่อน แต่เจอร์ราร์ดคือตำนานตัวจริงอย่างที่ร็อดเจอร์สเคยพูด

อย่าให้มันมาลดค่าการทำงานในช่วงสุดท้ายของอาชีพของเจอร์ราร์ด ผมไม่รู้ว่าอาฟเตอร์ช็อกจะส่งผลลบต่อทีมอย่างไร แต่คงไม่ดีหากเราเห็นเจอร์ราร์ดเลิกเล่น และมีข้อความแบบนี้อยู่ในหนังสืออัตชีวประวัติว่าเขาถูกกลั่นแกล้ง หรือเป็นไปตามที่หลายคนนึกภาพลบไว้ทั้งหมด นั่นแหล่ะจะทำลายความสง่างามในตัวเขาไปเปล่าๆ

ช่วงสุดท้ายของเจอร์ราร์ดควรจะได้รับเสียงเชียร์ และมันเป็นไปไม่ได้ที่ทีมจะไปคนละทาง ผู้จัดการทีมจะล้มเหลว โดยที่นักเตะคนเดียวประสบความสำเร็จ ในฐานะกัปตันทีมเขาจะแบกทีมเป็นช่วงสุดท้าย และแน่นอนว่าความสำเร็จของทีมย่อมเป็นความสำเร็จของเขาไม่ว่าจะลงเล่นมากน้อยนาทีเพียงใด

เสียงเชียร์ในแอนฟิลด์จะยิ่งดังกระหึ่มในช่วงสุดท้ายที่จะผลักดันผลงานให้ทีมประสบความสำเร็จในปีสุดท้ายของเขา แทนที่จะปล่อยให้บรรยากาศด้านลบ และสาดโคลนใส่ทีมตัวเอง

ช่วงเวลานี้คือมรดกชิ้นสุดท้ายที่เขาจะทิ้งให้กับทีม ความรักของเจอร์ราร์ดควรจะเป็นต้นทุนแห่งความรักของหลายคนที่จะมีต่อลิเวอร์พูลไปตลอด และตลอดไป…
ขออนุญาตยก 2 คำถามสุดท้ายที่เจอร์ราร์ดตอบในเว็บไซต์สโมสรมาให้พิจารณากัน

ในท้ายที่สุด เมื่อคุณปิดล็อคเกอร์ของคุณที่เมลวู้ด และขับรถออกมาจากประตูเหล่านั้นเป็นครั้งสุดท้าย คุณคิดว่า คุณจะรู้สึกอย่างไร มันเป็นไปได้ที่จะคาดการณ์ถึงสิ่งนั้นใช่ไหม?

มันยังไม่เกิดขึ้นในตอนนี้ แต่ผมมั่นใจว่า มันจะเป็นเรื่องยาก ในช่วง 2-3 สัปดาห์ สุดท้ายอาจจะเป็นช่วงเวลา 24 ชั่วโมง สุดท้ายที่ยากมาก แต่ผมภาคภูมิใจมากกับสิ่งที่ผมทำและหวังว่า ผมจะสามารถเขียนบทสำคัญให้กับทีมได้มากขึ้นอีกสักเล็กน้อย นับจากตอนนี้จนถึงสิ้นสุดฤดูกาล

แต่เกมสุดท้ายและการซ้อม 2-3 ครั้งสุดท้าย คงจะเป็นความเจ็บปวด เพราะมันเป็นเรื่องยากมากที่จะกล่าวคำว่า “ลาก่อน” แต่หวังว่า มันจะเป็นการกล่าวว่าคำว่า “แล้วเจอกัน” มากกว่าคำว่า “ลาก่อน”

ท่ามกลางเหล่าผู้สนับสนุนเกิดความรู้สึกโศกเศร้าอย่างมาก คุณมีข้อความที่จะฝากถึงเขาไหม?

มันเป็นเรื่องยากที่จะส่งข้อความถึงพวกเขา แต่ผมกำลังรู้สึกเช่นเดียวกัน ยังคงมีสิ่งที่ต้องทำอีกเล็กน้อย ผมไม่เคยรักอะไรมากไปกว่าการเดินรอบเวมบลีย์หรือสนามใหญ่ตอนสิ้นสุดฤดูกาล พร้อมด้วยถ้วยรางวัลสำหรับพวกเขา…

เท่านั้นจึงจะเป็นการอำลาทีมอย่างสมบูรณ์แบบ มันจะไม่มีทางเกิดขึ้นหากองค์ประกอบต่างๆ ที่ผมกล่าวไว้มีไม่ครบ

นั่นคือความปรารถนาที่เขาต้องการที่สุด ความรักของเจอร์ราร์ดไม่ควรจบด้วยความเกลียดชัง มันไม่คุ้มเลยที่จะแลกอะไรแบบนั้นกับการตัดสินใจครั้งนี้ของเจอร์ราร์ด มันไม่ดีแน่หากทีมผลงานแย่, ผู้จัดการทีมถูกปลด หรือสโมสรขาดทุนเจ๊ง หรือล้มเหลวด้วยเหตุผลที่วันหนึ่งอาจจะอ้างอิงถึงการตัดสินใจครั้งนี้

กลับกันถ้าทีมประสบความสำเร็จมากขึ้น ยิ่งขึ้นเขาจะเต็มเปี่ยมด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ นั่งมองความสำเร็จของทีมไม่ว่าจะอีกฝากหนึ่งของมหาสมุทรแอตเลติก หรือข้างสนามในอนาคตหากทีมประสบความสำเร็จ มีแฟนบอลที่รัก และมีความสุขกับทีมที่เขารัก…

เจ้าของที่ดาวสุข

ปล. ไม่ว่าเจอร์ราร์ดจะย้ายไปไหนแฟนบอลลิเวอร์พูลไม่ปล่อยให้เดินเดียวดายเชื่อว่าทีมนั้นจะเหมือนแฟรนไชส์ของลิเวอร์พูลให้เราได้เชียร์เพิ่ม รักเพิ่มเช่นกัน!

Leave a Reply