TL : ลิเวอร์พูลจาก 3-4-3 สู่ 3-5-2 ?

by

 

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส พูดเสมอในการให้สัมภาษณ์กับ liverpoolfc.com ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาคุมทีมลิเวอร์พูล ฤดูกาลที่ทีมคว้ารองแชมป์ และในฤดูกาลนี้ที่หงส์แดงทำผลงานช่วงต้นฤดูกาลได้ไม่ดีนัก ว่าในยุคของเขาหงส์แดงจะเล่นสไตล์เดิมคือเน้นการไล่กดดันคู่แข่ง และครองบอลเหนือกว่าในการเล่นเกมรุก ไม่ว่าลิเวอร์พูลจะเล่นในระบบใด…

มันเป็นไปได้ยากมาก หรือแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะมีสโมสรใดยืนระยะบนความสำเร็จไปตลอดทุกๆ ปี โดยเฉพาะสโมสรใดก็ตามที่เผชิญกับช่วงเวลาที่เป็นขาลง และไม่ได้มีงบประมาณทำทีมต่อเนื่อง มีความจุสนามขนาดใหญ่ ได้เล่นแชมเปียนส์ลีกต่อเนื่องในระยะหลัง มีเจ้าของทีมเป็นมหาเศรษฐีที่พร้อมหว่านเงินลงทุนโดยไม่คิดอะไร ฯลฯ แม้จะมีทีมที่ทำได้ หรือครองอำนาจในลีกของตัวเองเป็นระยะเวลานานๆ ยกตัวอย่างอย่างบาเยิร์น มิวนิก ก็ไม่ได้แปลว่าทีมดังกล่าวจะเล่นฟุตบอลสไตล์เดียว ระบบเดียวได้อย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่าง เอซี มิลาน, อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม, เรอัล มาดริด หรือยุคทองของบาร์เซโลนาเมื่อไม่นานมานี้ พวกเขามีการปรับระบบการเล่นอยู่เป็นระยะเพื่อรักษาความสำเร็จไว้

นั่นคือตัวอย่างเล็กๆ จากทีมที่ประสบความสำเร็จ แต่ทีมที่ไม่ประสบความสำเร็จเต็มที่ล่ะ? ไม่ต้องพูดถึงทีมเล็กๆ น้อยๆ หลายๆ สโมสรที่เปลี่ยนผู้จัดการทีมกันแทบทุกๆ ฤดูกาล พวกเขามีการปรับเปลี่ยนระบบ และวิธีการเล่นอยู่แทบทุกๆ ฤดูกาล หรือหลายทีมมีผู้จัดการทีมที่ชอบเปลี่ยนแปลงทีมแทบทุกนัด

อย่างไรก็ตามในยุคของร็อดเจอร์ส ปฏิเสธไม่ได้ว่าลิเวอร์พูลคงสไตล์การเล่นไว้ได้ค่อนข้างดี ความแตกต่างของผลการแข่งขันในแต่ละช่วงอยู่ที่ ‘ประสิทธิภาพ’ ที่แสดงออกมาโดยเฉพาะเกมรุก ขณะที่ ‘ความผิดพลาด’ เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกมรับในบางช่วงเสียประตูง่ายๆ พอสมควร

ร็อดเจอร์สแทบไม่เคยออกมาตำหนิลูกทีมผ่านสื่อเหมือนกุนซือบางคน(เช่นทีมชาติอังกฤษเป็นต้น!) บางครั้งความผิดพลาดของผู้เล่น เช่นการเสียบอลของกองหลังในพื้นที่อันตราย เขามองว่าเป็นเรื่องของระบบ และแน่นอนเมื่อทีมเซตบอลจากหลัง กองหลังที่ย้ายมาใหม่ๆ ย่อมประสบปัญหาจุดนี้พอสมควร เพราะธรรมชาติกองหลังที่เล่นในลีกอังกฤษ(หรืออาจจะทั่วโลก!) การเตะทิ้งย่อมเป็นเรื่องง่ายกว่า

มันเป็นธรรมชาติของนักเตะในการเลือกตำแหน่งอยู่แล้ว เพราะนอกจากธรรมชาติส่วนตัวว่าชอบเล่นจุดไหน ตอนฝึกเล่นบอลตั้งแต่เด็กๆ ไม่นับผู้รักษาประตูที่มักจะรู้ตัวอย่างช้าๆ ไม่เกิน 14-15 ปี ตำแหน่งอื่นๆ นักเตะทักษะสูงมักจะเล่นเกมรุก ขณะที่กองหลังมักจะเน้นการมีวินัย

ร็อดเจอร์สมักจะทำทีมได้ดีขึ้นในช่วงหกเดือนหลัง(ยกเว้นฤดูกาลที่แล้วที่ทีมออกสตาร์ทได้ดี) มันเป็นธรรมดาอยู่เหมือนกันเมื่อคิดถึงการหลั่งไหลเข้ามาของนักเตะ จำนวนมาก บางคนต้องปรับตัวกับทีมใหม่ และบางคนต้องปรับตัวกับประเทศใหม่!

หลายครั้งที่มีคนสงสัยในความสามารถของร็อดเจอร์ส แม้แต่ตัวผมเอง เขาก็มักจะพิสูจน์ให้เห็นในเวลาต่อมาว่าหลายอย่างเขาทำถูก! การคลุกคลีกับนักเตะ อยู่ในมุ้ง เป็นวงในของแท้ ไม่ใช่ฟังใครมา หรือเขวตามเสียงวิจารณ์อย่างเดียว ดูเหมือนโค้ชชาวไอร์แลนด์เหนือมีเส้นของตัวเองที่บังคับให้ตรงอยู่

หลายครั้งเหมือนกันที่เขาปรับทีมในช่วงเวลาที่ดูจะไม่เหมาะสม หรือเปลี่ยนตำแหน่งในจังหวะที่ผิดจากกระแสนิดหน่อย (ยกตัวอย่างเช่นการเปลี่ยน ไซม่อน มินโญเลต์ ออกแล้วส่งแบร็ด โจนส์ ลงในเกมแดงเดือด! ทั้งๆ ที่หลายคนคิดว่าน่าจะเปลี่ยนก่อนหน้านั้นนานแล้ว!) แต่บางจุดผู้จัดการทีมทุกคนในประวัติศาสตร์วงการฟุตบอลย่อมมีความรั้น และวิธีคิดของตัวเอง เช่นกัน ‘จุดยืน’ เป็นสิ่งที่เขาไม่สามารถทิ้งได้

ฤดูกาลที่แล้ว ลิเวอร์พูล เริ่มลุ้นแชมป์เต็มตัวสำหรับผมคือวันที่ร็อดเจอร์สใช้สตีเวน เจอร์ราร์ด ยืนในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวสุดท้ายของระบบ 4-4-2 ไดมอนด์ และมันเริ่มจากผลการแข่งขันที่ไม่ดีนักในการเจอกับแอสตัน วิลลา พร้อมกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แม้แต่สตีวี่ยังยอมรับว่าไม่ใช่ตำแหน่งที่เขาถนัดเลย แต่สุดท้ายมันเป็นตำแหน่ง และแผนการเล่นที่ทำให้ลิเวอร์พูลชนะต่อเนื่องจริงๆ ในช่วงปลายฤดูกาลที่แล้วก่อนพลาดแชมป์แบบหวุดหวิด

ร็อดเจอร์สปรับมาใช้ 3-4-3 ครั้งแรกในเกมแดงเดือดที่โอลด์แทร็ฟฟอร์ด แม้รูปเกมจะดี แต่สกอร์ที่เละเทะ ปีศาจแดงถล่ม 3-0 หากเป็นโค้ชคนอื่นๆ อาจจะเลิก หรือท้อที่จะยึดแผนนี้ในทันที แต่หลังจากนั้นมันพิสูจน์ในเวลาต่อมาว่าลิเวอร์พูลไม่แพ้ใครในลีกนับตั้งแต่นั้น และแพ้หลัง 90 นาทีเพียงเกมเยือนเชลซีในสแตมฟอร์ด บริดจ์

ผมจะละการพูดถึง 3-4-3 แบบละเอียดไว้ที่รายการ ‘คุยหลังเกม’ ดูได้ตามลิงก์https://www.youtube.com/watch?v=khZ5Is91vFk และอย่าลืมย้อนไปดูตอนก่อนหน้านั้นที่พูดถึง 3-4-3 รวมถึงย้อนไปดูทุกตอนตั้งแต่เปิดฤดูกาลได้ กดติดตาม และค้นคลิปที่น่าสนใจของ loveLFCtv เชื่อว่าเด็กหงส์หลายคนที่สนใจแท็กติก และสถิติจะดูไม่เบื่อ(ตอนที่ 9 ก่อนหน้านี้เน้นว่าพลาดไม่ได้)

อิทธิพลของแผนนี้ และมันได้ผลชัดเจน มากจากนักเตะชื่อ‘ลูคัส เลว่า’ ที่ไม่ได้ลงเล่นในเกมแดงเดือด และเมื่อเขาอยู่ในสนาม ลิเวอร์พูล ไม่แพ้ใครต่อเนื่องดังที่กล่าวมา และชัดเจนว่าทีมเสียประตูน้อยลง

อย่างที่บอกว่าสถิติ รายละเอียดมากมายอยากให้ย้อนไปดูในรายการ แต่ผมขอล่วงหน้าไปอีกนิด และอ่านใจร็อดเจอร์สไปล่วงหน้าอีกหน่อย ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นวงใน แต่ใช้มันสมองพิจารณา และถ้าอ่านพลาดหน้าแตกก็ไม่มีอะไรน่าอาย เพราะฟุตบอลกับจินตนการสำหรับหลายคนนับว่าเป็นของคู่กัน

ลิเวอร์พูลอาจจะถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนระบบอีกครั้ง?

3-4-3 เป็นระบบที่ทำงานได้ดีในฤดูกาลนี้ และหลายคนอาจจะคิดง่ายๆ ว่าเมื่อมันดีแล้วจะแก้ทำไม?

4-4-2 ไดมอนด์ ทำงานได้ดีในฤดูกาลที่แล้ว แต่ทำไมมันไม่ทำงานในฤดูกาลนี้? เหมือนที่ผมโปรยไว้ด้านบนว่าทุกทีมต้องมีการปรับ และมันเป็นสัจธรรม ‘การเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์’

ส่วนตัวผมสรุปว่าร็อดเจอร์สพยายามซื้อนักเตะมาเล่นในระบบ 4-3-3 หรือ 4-4-2 ไดมอนด์ แต่ต้นฤดูกาลเราประสบปัญหาการบาดเจ็บของแดเนียล สเตอร์ริดจ์, อดัม ลัลลานา และฟอร์มของสตีเวน เจอร์ราร์ด ที่ตกลงกว่าฤดูกาลที่แล้ว ทั้งอายุ การกรำศึกต่อเนื่อง มาจนถึงการบาดเจ็บที่รบกวนอยู่เป็นระยะ(อ้างอิงเรตติ้งจาก whoscored.com ฟอร์มของเจอร์ราร์ดมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 6.96 รั้งอันดับ 10 ของสโมสรทั้งที่มีจุดโทษช่วยพยุงเรตติ้งในหลายๆ นัด) การเล่น 4-3-3 ไม่ลงตัวเอาเลย นอกจากเซนเตอร์ฮาล์ฟใหม่อย่างเดยัน ลอฟเรน จะไม่สามารถปรับตัวได้ทันที ฟูลแบ็กสองข้างของทีมต่างเป็นนักเตะที่ชอบเล่นเกมรุก และเกิดปัญหาช่องว่างมากมาย มิดฟิลด์ตัวกลางไม่ดี พอเกมรุกไม่เด็ดขาดทุกอย่างก็ดูแย่ไปหมด

ย้อนอ่านคอลัมน์เก่าๆ ดูในรายการ lovelfc.com ได้สรุปเรื่องที่ผ่านๆ มาจากพัฒนาการของทีมในช่วงต้นที่ไม่ค่อยดี มาจนถึงการเล่น 3-4-3 ที่มีกองหลังตัวกลางเพิ่มขึ้น เกมรับดีขึ้นเมื่อกองกลางมีลูคัส ต่างจากก่อนหน้านี้ที่ใช้เจอร์ราร์ดในตำแหน่งนี้ ที่ร็อดเจอร์ส ยอมรับว่าเมื่อมีมิดฟิลด์ตัวรับเสริมจุดนี้ทำให้เกมป้องกันของทีมดีขึ้น เมื่อทีมไม่สามารถยิงชนะคู่แข่งขาดลอย การเสียประตูให้น้อยลงมีความจำเป็น

แต่ตอนนี้ลูคัสอาจจะต้องพักไปราว 1 เดือน นั่นเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทีมต้องพิจารณาอีกครั้งhendo

เช่นเดียวกับการกลับมาของแดเนียล สเตอร์ริดจ์!

การเสียหลุยส์ ซัวเรซ เป็นสิ่งที่ถูกพูดถึง และหลายคนบอกว่ามันคือจุดจบของร็อดเจอร์ส การทำทีมของเขาพึ่งพาแต่ซัวเรซ แต่ช่วง 2-3 เดือนหลังลิเวอร์พูลไม่มีซัวเรซ แต่ผลงานคือคำตอบที่ชัดเจน…

มันไม่ได้แปลว่าซัวเรซไม่มีความหมาย ไม่มีทีมใดในโลกที่เสียซัวเรซ และทีมจะดีขึ้น ทุกๆ ทีมถ้าดึงนักเตะระดับโลกออก 1 คนยังไงก็อ่อนลง ไม่ว่าจะเป็นบาร์ซ่าดึงเมสซี หรือเรอัล มาดริด ดึงโรนัลโด้ออกไป แต่ดูเหมือนร็อดเจอร์สแก้ปัญหาได้ดี

การกลับมาของสเตอร์ริดจ์ศูนย์หน้าที่ผมเรียกว่าคู่บุญของร็อดเจอร์ส แน่นอนเช่นกันว่าเพิ่มมิติเกมรุกของทีมขึ้นได้อย่างไม่มีข้อสงสัย

เอาเป็นว่าคิดง่ายๆ คือมีสเตอร์ริดจ์ กับไม่มีสเตอร์ริดจ์ ทุกคนต้องเลือกทีมที่มีสเตอร์ริดจ์อย่างแน่นอน

สเตอร์ริดจ์ เป็นกองหน้าคู่บุญของร็อดเจอร์ส และเป็นตัวเลือกในการจ่ายบอลในอุดมคติของคูตินโญ่ รวมถึงกองกลางรายอื่นๆ (สถิติของสเตอร์ริดจ์ และคูตินโญ่ดูได้ในรายการคุยหลังเกมเทป ตอนที่ 10)

และเหมาะกับสไตล์ของทีมอย่างมาก

ลิเวอร์พูลในยุคของร็อดเจอร์สชอบกองกลางที่มี ‘Movement’ หรือการเคลื่อนที่โดยเฉพาะการฉีกออกริมเส้น การลงมาล้วงต่ำ มีส่วนกับเกมของทีม และแน่นอนว่าการจ่ายบอลทะลุช่องสำหรับนักเตะอย่างคูตินโญ่ หรือกองกลางคนอื่นๆ เป็นสิ่งที่เข้ากับสไตล์ของลิเวอร์พูล ดังนั้นเมื่อมีสเตอร์ริดจ์ และซัวเรซในช่วงก่อนหน้านี้มันจึงทำให้กองกลางทำงานง่ายขึ้น มีจังหวะสอด และขึ้นไปทำประตูง่ายขึ้นจากพื้นที่ซึ่งเปิด

ย้อนไปช่วงที่ซัวเรซติดโทษแบนจากกรณีปาทริช เอวร่า(ก่อนกัดบรานิสลาฟ อิวาโนวิช) ลิเวอร์พูลใช้งาน คูตินโญ่ กับสเตอร์ริดจ์ ได้อย่างเข้าขารู้ใจ และทำผลงานได้ดีมาก เวลาผ่านไปรูปแบบนั้นอาจจะยิ่งลงล็อกเมื่อทั้งสองทีมเล่นเข้ากันมากขึ้น แต่ในทางกลับกันคู่แข่งก็เริ่มรู้ตัว และจับทางได้มากขึ้น ไม่นับปัจจัยอื่นๆ ที่แตกต่างไปจากเดิม

ต้นฤดูกาล สเตอร์ริดจ์ บาดเจ็บ มาริโอ บาโลเตลลี ได้เป็นตัวจริงอยู่พักหนึ่ง และเราจะเห็นได้จากประตูในเกมกับสเปอร์ส หรือทั้ง 3 ประตูในชุดหงส์แดง รวมถึงช่วงเวลาอยู่กับอินเตอร์, แมนฯ ซิตี้ และเอซี มิลาน ดูเหมือนกองหน้าอิตาลีจะเคลื่อนที่มากที่สุดในช่วงอยู่กับลิเวอร์พูลด้วยซ้ำ

เขาขยันขึ้นมากหากเปรียบเทียบกับในหลายสโมสรที่ว่ามา หรือแม้แต่ในทีมชาติ เพียงแต่ธรรมชาติของบาโลเตลลีคือการยิงประตูที่ตัวเปิดบอลเข้ามาจากด้านข้าง เขายืนปักหลักในพื้นที่อันตราย และยิงประตูจากตำแหน่งที่บอลถึงตัวได้ดีกว่าการฉีกไปหาพื้นที่

อย่างเกมกับสเปอร์สมีหลายจังหวะที่ถ้าให้บอลตรงๆ เขาจะล้ำหน้า แต่บาโลให้สัญญานเพื่อนให้เปิดออกข้างแล้วจ่ายเข้ามา แน่นอนว่าถ้าเล่นแบบเดิมในช่วงต้นฤดูกาลเขาจะถูกเป่าล้ำหน้า แต่บอลจากอดัม ลัลลานาทำให้เขาเป็นฮีโร่ในเกมดังกล่าว

มันกลายเป็นประตูชัยสำคัญ ที่ทำให้เขาน่าจะมั่นใจขึ้น แต่ปัจจัยอย่างที่กล่าวไว้เล็กน้อยคือการบาดเจ็บของนักเตะในช่วงต้นฤดูกาลส่งผลกระทบกับบาโลเตลลีเช่นกัน เมื่อลัลลานาเจ็บในช่วงที่เขาลงตัวจริงพอดี และไม่มีสเตอร์ริดจ์ ลัลลานาดูจะชอบเปิดจากด้านข้างเข้ามา ไปสุดเส้น และเปิดเข้ามา ซึ่งจะเหมาะกับสไตล์ของบาโลเตลลีมากกว่า คูตินโญ่, เจอร์ราร์ด หรือเฮนเดอร์สัน ดังนั้นไม่น่าแปลกใจว่าหากลัลลานา หรือโมเรโน่เปิดบอลเข้ามากลางให้บาโลเตลลีทีมจะได้ลุ้นประตูมากกว่าช่วงต้นฤดูกาล และประสิทธิภาพดีกขึ้น

บาโลเตลลีเหมือนเป็นกองหน้าที่ชอบบอลจากข้าง ส่วนริคกี แลมเบิร์ต ก็ชอบบอลจากด้านข้างเช่นกัน การเคลื่อนที่ก็ช้ากว่า บอรินีเวลาเล่นหรือฉีกไปริมเส้นก็ดูแข็งๆ ชอบบอลที่เข้ามาตรงกลางมากกว่าเช่นกั ขณะที่สเตอร์ริดจ์ชอบบอลจากด้านหลังมากกว่าตามลักษณะการเล่นเมื่อขาดสเตอร์ริดจ์มิติทีมจึงหายไป

เกมล่าสุดเป็นอีกครั้งหลังจากเกมกับสเปอร์ส(ที่ไวต์ ฮาร์ต เลน)ที่สเตอร์ริดจ์ อยู่ในสนามพร้อมกับบาโลเตลลี(เกมกับสเปอร์สที่แอนฟิลด์ทั้งสองสลับกันลงสนาม) และสถิติบ่งบอกว่า 94 นาทีเท่านั้นที่ทั้งคู่อยู่ในสนามพร้อมกัน และหงส์แดงทำได้ 5 ประตูในช่วงเวลาดังกล่าว!ยิ้ม

สถิติต่อ 90 นาทีลิเวอร์พูลทำได้ 1.5 ประตูเท่านั้น และนั่นแสดงให้เห็นว่าการที่ทั้งคู่อยู่ในสนามพร้อมกันมันส่งผลดีต่อทีมอย่างไร แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังสั้นเกินไป และเวลาเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์!

ฤดูกาลที่แล้วจริงๆ เกมรับของลิเวอร์พูลไม่ได้ดีเด่กว่าฤดูกาลนี้เลย หลายๆ เกมที่ไซม่อน มินโญเลต์ ช่วยเซฟ และหลายๆ เกมเช่นกันที่เขามีส่วนกับความผิดพลาด อย่างไรก็ตามตั้งแต่ใช้เซนเตอร์ฮาล์ฟ 3 ตัวมันเป็นธรรมชาติเช่นกันว่าผู้รักษาประตูจะกล้าออกมาตัดบอล กล้าเล่นมากขึ้น และความได้เปรียบเมื่อมียักษ์ 3 ตนอยู่ตรงหน้าทำให้ผู้รักษาประตูเบลเยี่ยมมั่นใจ อย่างไรก็ตามหลังจากการบาดเจ็บของลูคัสดูเหมือนทีมเริ่มกลับมาเสียประตูต่อเนื่อง ที่นับว่าน่ากังวลไม่น้อย

3-4-3 เป็นระบบที่ร็อดเจอร์สยอมรับว่าลงตัวเพราะมีลูคัส เลว่า และเฮนเดอร์สันช่วยไล่บอล แต่ถ้าเราใช้ 3-4-3 โดยไม่มีลูคัสล่ะ? แค่นึกภาพ โจ อัลเลน หรือเจอร์ราร์ดยืนแทน หลายคนอาจจะขวัญหนีดีฝ่อ แต่จังหวะที่ทีมทำได้ดีต่อเนื่องแบบนี้มันก็ผิดธรรมชาติที่จะเปลี่ยนแปลงบางอย่างกะทันหันเกิดไป ลิเวอร์พูลจะกลับไปเล่นไดมอนด์รึ คงไม่ใช่คำตอบที่จะทำให้เกมรับดีขึ้นเป็นแน่ เมื่อคิดว่า 3 ตัวบวกกับมิดฟิลด์ตัวรับที่อยู่ตรงหน้ากับวิงแบ็กสองข้าง ทีมยังเล่นไม่แน่นอน แล้วไดมอนด์ที่หลักๆ จะเหลือเกมรับแค่เซนเตอร์ 2 ตัว กับตัวรับ บวกกับฟูลแบ็ก(ที่ทีมลิเวอร์พูลดูเหมือนเล่นวิงแบ็กดีกว่าทั้ง โมเรโน่ และมาร์โควิช หรือจีเจ ) ตราบที่จอน ฟลานาแกน ยังไม่หายเจ็บการเล่นแผงหลัง 4 ตัวดูจะไม่ทำให้แฟนบอลมั่นใจได้เลย

ทีมในฤดูกาลที่แล้วแสดงให้เห็นว่าแม้เกมรับจะจัดว่าห่วย แต่กองหน้าพร้อมยิงให้มากกว่าคู่แข่งก็สามารถชนะต่อเนื่อง และเก็บแต้มได้เป็นกอบเป็นกำ

ช่วงนี้ในลีกทีมมีชนะสลับกับเสมอ แต่ถ้าเปลี่ยนผลเสมอ 0-0 หลายๆ เกมเป็นยอมไม่มีคลีนชีต แต่ทีมยิงได้มากกว่าคู่แข่งหลายๆ คนคงยอมแลก

จังหวะนี้ทีมเสียลูคัสจากการบาดเจ็บพอดี ในขณะที่ จอร์ดอน ไอบ์ เข้ามาเพิ่มตัวเลือกริมเส้น เจอร์ราร์ด ก็บาดเจ็บ บางทีหากจะเล่น 3-4-3 ต่อไป คงต้องหวังพึ่งพาเอ็มเร ชาน ขึ้นมายืนตัวรับอย่างที่บางคนฝากผีฝากไข้ หรือหวังปั้นเป็นกัปตันทีมในอนาคตทั้งที่เฮนโด้ยืนหัวโด่ แถมอายุน้อยอยู่เช่นกัน(ฮ่า!)

ครั้นจะคิดว่าให้เฮนโด้เล่นเกมรับเต็มตัว อาจจะเสียของเจ้าของสถิติแอสซิสต์ 10 ลูกมากที่สุดในทีมเกินกว่าคนอื่นๆ อย่างน้อย 4 ครั้งในฤดูกาลนี้ไปเปล่าๆ เขาเป็นนักเตะที่ขยัน และทีมจะขาดไม่ได้เลย แม้ตอนอยู่หลายคนจะมองไม่เห็นความสำคัญ แต่ตัวอย่างจากช่วงที่เขาติดโทษแบนปลายฤดูกาลที่แล้ว และมีส่วนทำให้ทีมพลาดแชมป์บ่งบอกได้ชัดเจนเหมือนกันว่านี่คือมิดฟิลด์ที่ปิดทองหลังพระ และมีส่วนทำให้ทีมมี ‘สมดุล’ (คนที่ยืนคู่อย่างลูคัส หรือเจอร์ราร์ด มี movement หรือการเคลื่อนที่น้อยกว่าเฮนโด้ และการมีเฮนโด้ทำให้สองคนนี้เล่นง่ายขึ้น)

อย่างไรก็ตาม ถ้าดันชานขึ้นมาหมายถึงเซนเตอร์ฮาล์ฟที่มี ซาโก้, สเคอร์เทล และชาน ที่เล่นกันลงตัวมากๆ โดยเฉพาะชานสามารถสลับเติมสูง และซาโก้ที่เล่นถ่างไปด้านข้างปลอดภัยกว่า(ฮ่า…) มันเป็นสิ่งที่โคลิน ปาสโก หรือร็อดเจอร์ส ให้สัมภาษณ์ในช่วงสัปดาห์ที่แล้วว่า เราต้องจะแก้ไขปัญหาหนึ่งด้วยการเพิ่มปัญหาที่หนึ่งอาจจะไม่ใช่คำตอบ…

ถ้าขยับชาน แปลว่า ลอฟเรนจะกลับมา(อูย…) หรือรอโคโล ตูเร ซึ่งอย่าลืมว่าเรายังต้องเล่นในยูฟา ยูโรปา ลีกไปด้วย โอกาสหมุนเวียนเซนเตอร์ฮาล์ฟจะลดลง กลับกันมิดฟิลด์ตัวรับจะให้ชานยืนระยะทุกนัด อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดี หรือสลับกับอัลเลนคงทำให้หลายคนอุ่นใจได้อยาก ยิ่งเฮนโด้วิ่งเยอะอยู่ตัวเดียว ดีที่เขาฟิตหน่อย แต่เราไม่มีทางรู้อนาคต

มิดฟิลด์ตัวกลางต้องเป็นตำแหน่งต้นๆ แน่ที่ลิเวอร์พูลจะมองหาในช่วงซัมเมอร์หน้า…

แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น เมื่อทีมมีทางเลือกตัวรุกริมเส้นไล่ตั้งแต่คนที่เล่นวิงแบ็กได้อย่าง โมเรโน่, มาร์โควิช, จอห์นสัน หรือแม้แต่ ไอบ์ กับ สเตอร์ลิง แม้แต่เฮนโด้ก็เล่นได้ ตัวรุกก็มีคูตินโญ่, ลัลลานา ไม่นับกลุ่มกองหน้ากับรายการที่เลือกน่าจะนับว่าพอ แต่มิดฟิลด์ตัวกลางเมื่อขาดทั้งลูคัส และเจอร์ราร์ดเป็นปัญหาใหญ่ไม่น้อย

เกมล่าสุดเราเหมือนจะเห็นแผนสำรองแล้วนั่นคือ 3-5-2

มันประจวบกับที่ บาโลเตลลี อาจจะได้จับคู่กับ สเตอร์ริดจ์ ที่ไม่ทำให้ประสิทธิภาพเกมรุกลดลง แดนกลางเพิ่มจำนวนนักเตะมากขึ้น ยอดของกองกลางห้าคนอาจจะเป็น สเตอร์ลิง หรือคูตินโญ่ ขณะที่ เฮนเดอร์สัน จะได้เล่นกับชาน หรืออัลเลนบ้าง ดูจะทำให้อุ่นใจมากขึ้นไม่ว่าจะจัดสามเซนเตอร์ฮาล์ฟชุดไหน

ลัลลานาก็สามารถลงมาในแดนกลางจุดนี้ที่ทำให้แน่นขึ้น แม้หลายคนอาจจะมองว่า 3-4-3 ครึ่งแรก และ 3-5-2 ในครึ่งหลังของเกมล่าสุดแทบไม่มีความแตกต่างกัน แต่ในช่วงเวลาที่ทีมต้องการทำประตู 3-5-2 แบบมีกองหน้าสองคนน่าจะเห็นชัดว่ามีลุ้นทำประตูได้มากกว่า

เกมรับอาจจะไม่แตกต่างจากเดิมมาก แต่เราอาจจะกลับไปอยู่ในสถานการณ์คล้ายๆ กับปลายฤดูกาลที่แล้ว นั่นคือพยายามยิงประตูให้มากกว่าคู่แข่งก็พอ การเสียประตูอาจจะทำให้อยู่ในจุดต่ำสุดไม่ได้ แต่การเพิ่มประสิทธิภาพในเกมรุกจำเป็นกว่า

ในเกมเอฟเอ คัพ แม้หลายคนอาจจะลุ้นจนรู้สึกว่าท้ายเกมเมื่อไหร่เวลาจะหมด แต่หลังจากลิเวอร์พูลนำ 2-1 ขณะเกมผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมง ช่วงเวลาที่เหลือพาเลซได้ยิงเข้ากรอบแค่ครั้งเดียว แปลว่าเมื่อเล่น 3-5-2 ทีมก็รักษาจังหวะ ป้องกันในเกมได้ดี และนอกจากเล่นเกมรุกทำประตูเพิ่มยังเป็นการถ่วงเวลาไปในตัวได้ด้วย

กลับกันในหลายๆ เกมหากทีมเล่น 3-4-3 แล้วขึ้นนำก่อนการถอดกองหน้าในบางสถานการณ์ของเกม ปรับเป็น 3-5-1-1 หรือ 3-6-1 อาจจะช่วยให้ปลอดภัยขึ้น หรือแม้แต่ใช้ 3-5-2 เพื่อขู่คู่แข่ง ลุ้นยิงขาดเพิ่มก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

หากลดความเสียหายจากการขาดลูคัส และกระทั่งเจอร์ราร์ดไปได้ในช่วง 1-2 เดือนนี้ที่มีโปรแกรมเกมสำคัญๆ มากมาย และทีมกลับมาสมบูรณ์เต็มที่ช่วงปลายฤดูกาล ในเวลาที่จะตัดสินทุกอย่าง มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะยึดทุกอย่างเดิมๆ ตลอดไป เมื่อไม่มีใครอยู่ในจุดเดิมไปได้ตลอด แน่นอนว่านักเตะเก่าที่พัฒนาขึ้นมาได้ก็ต้องพัฒนาต่อไป หรือรักษามาตรฐานให้มากที่สุดจนถึงเวลาที่เหมาะสม แต่สิ่งที่จะตัดสินฤดูกาลของลิเวอร์พูลฤดูกาลนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องหวังพึ่งพาความกลมกลืนของนักเตะใหม่ที่เข้ามาเมื่อพ้นช่วงเวลาปรับตัว และไม่มีข้อแก้ตัวแล้ว ไม่ว่าเล่นระบบไหน พวกเขาต้องตอบโจทย์ ‘ปรัชญา’ ของร็อดเจอร์ส

และทีมที่จะประสบความสำเร็จในวงการลูกหนังอย่างยั่งยืน หรือในระยะยาวคือทีมที่เล่นได้ตามปรัชญาของผู้จัดการทีม

‘When you move system and change, not the style, but the system it of course requires different things

‘เมื่อคุณปรับระบบ และเปลี่ยนแปลง มันไม่ใช่สไตล์ แต่เป็นระบบที่จำเป็นต้องมีสิ่งที่แตกต่าง’

ร็อดเจอร์สพูดไว้ 1 เดือนที่แล้วพอดี และคราวนี้เขาจะเปลี่ยนแปลงอีกรึไม่ และผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร

ห้ามกระพริบตา!

เจ้าของที่ดาวศุกร์ ม็ม

1 Comment

Leave a Reply