นอกสนาม: รีวิวเสื้อเหย้า 2015-2016 ประวิติศาสตร์หน้าใหม่

by

 

ย้อนเวลากลับไป 30 ปี ในฤดูกาล 1984-1985 ลิเวอร์พูลจบฤดูกาลมือเปล่า แม้ ในฤดูกาล 1983-1984 จะคว้าถ้วยแชมป์ลีก ลีกคัพ และ ยูโรเปี้ยนส์คัพ ได้ก็ตาม มองไปก็คล้าย ฤดูกาล 2013-2014 ที่เบรนแดน รอดเจอร์ส พาทีมลุ้นแชมป์ลีก และฤดูกาลถัดมาก็จบด้วยลำดับที่ 2 ห่างกับ เอเวอร์ตัน 13 แต้ม และ โจ เฟแกน ก็ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม

ลิเวอร์พูลย่างเข้าสู่ฤดูกาล 1985-1986 ด้วยการนำของ เคนนี่ ดัลกลิช ในฐานะ ผู้จัดการทีม-ผู้เล่น เปิดศักราชใหม่ของลิเวอร์พูล  ด้วยเสื้อเหย้าตัวใหม่ และพาทีมคว้า ดับเบิ้ลแชมป์ในฤดูกาลนี้ โดยคว้าแชมป์ลีกสูงสุดและ เอฟเอคัพ ลิเวอร์พูลกำลังย่างเข้าสู่ฤดูกาล 2015-2016 ด้วยความเปลี่ยนแปลงมากมายเช่นกัน หลังจากที่ อดีตกัปตันทีม สตีเว่น เจอร์ราร์ด ประกาศย้ายทีมไปเล่นให้กับ แอลเอ แกแล็คซี พร้อมทั้งเสื้อเหย้าตัวใหม่ในฤดูกาลนี้ ผลตอนจบฤดูกาลจะเป็นอย่างไร เราคงต้องลุ้นกัน…

 

Liverpool Home Kit 2015/2016 Hold Nothing Back

Liverpool Home Kit 2015/2016 Hold Nothing Back

ก่อนอื่นนะครับ ต้องขออภัยที่ คอลัมน์นี้ หายไปนาน เรียกได้ว่า หายไปหนึ่งฤดูกาลเลยทีเดียว (ฮา) สำหรับการ รีวิวเสื้อเหย้า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผิดหวังกับเสื้อเหย้าฤดูกาล 2014-2015 พอๆ กับฟอร์มการเล่นเลยครับ  อีกส่วนคือ เพราะเวลาไม่เอื้ออำนวย เอาไปทำรายการ “คุยหลังเกม กับ loveLFC” ผ่านทาง ยูทูป เสียเยอะ ฮ่าๆๆ (อ้าง) (www.youtube.com/loveLFCtv) แต่ด้วยเพราะมีแฟนๆเรียกร้อง ถึงขั้นมาทวงที่หน้าเพจ บนเฟสบุ๊ค (www.facebook.com/loveLFCdotCom) ผมก็ต้องขอขอบคุณครับ เป็นกำลังใจที่ดี แบบปลื้มมาก จนทำให้ต้องลุกไป สอยเสื้อเหย้ามารีวิวกันเลยทีเดียว เอาเป็นว่า หากมีผู้สนับสนุนอ่านมาถึงตรงนี้ ก็ขอหน้าด้านขอเลยครับ ส่งของมาให้ผมรีวิวได้เลยนะครับ ผมพร้อมจะรีวิว ออกรายการและเขียนคอลัมน์ครับ (^_^ เสื้อบอล รองเท้าบอล ส่งมาเลยครับ)

 

แนวคิดเบื้องต้น สี และ ดีไซน์

เสื้อเหย้าฤดูกาล 2015-2016 ผู้ออกแบบให้สัมภาษณ์ว่าได้รับแรงบันดาลใจมากจากยุค 80s ถ้าหากมองว่าเสื้อเหย้าในฤดูกาล 2013-2014 ที่ได้ลุ้นแชมป์ ได้แรงบันดาลใจมาจากเสื้อเหย้าปี 1983-1984 เสื้อเหย้าในฤดูกาลนี้ ผมก็เดาว่าน่าจะแรงบันดาลใจมาจาก เสื้อเหย้าฤดูกาล 1985-1986 เริ่มตั้งแต่ รอบคอ และขอบแขนเสื้อ ที่มองไกลๆให้ฟีลคล้ายๆกันในเรื่องของลายแถบ ตามมาด้วยตราสโมสรที่เปลี่ยนมาเป็นสีขาว รวมถึงส่วนลำตัวที่มีลายทางยาว

Comparison Home Kit: 2015/2016 and 1985/1986

Comparison Home Kit: 2015/2016 and 1985/1986

 

Inspiration of Design on Chest Area

Inspiration of Design on Chest Area

มองมาถึงส่วนลายผ้า ที่เป็นลายตารางบนหน้าอกเสื้อที่มองไกลๆคล้ายเสื้อตัดอ้อย ผู้ออกแบบบอกว่าได้รับแรงบันดาลใจ ภาพจากอัฒจรรย์วันแข่ง ที่มีแฟนบอลชูธงและผ้าพันคอ เวลามองไกลๆ เหมือนบล๊อกขาวแดงสลับกัน ดูตามรูปแล้วคิดว่าเหมือนไหม? ^^

ย้อนมาดูเรื่องสีแดงกันเล็กน้อย ครั้งแรกในแบรนด์วอร์ริเออร์ ลิเวอร์พูลเลือกใช้ สีแดงที่ชื่อว่า ไฮริสก์ เรด (High Risk Red) แบบที่ แชงคลีย์เลือกใช้ใน ปี 1964-1965 เพราะเชื่อว่าจะทำให้นักเตะมีรูปร่างและมีจิตวิญญาณนักสู้สูงกว่านักเตะคู่แข่ง แต่ในฤดูกาล 2013-2014 ที่เปลี่ยนมาใช้แรงบันดาลใจของเสื้อยุค 80s สีแดงของยุคปี 80s ซึ่งอ่อน และดูสว่างกว่าก็ถูกนำกลับมาใช้ และเสื้อในฤดูกาลนี้ก็ยังคงเฉดเดียวกันนี้ แม้จะอยู่ภายใต้แบรนด์ นิวบาลานซ์ ก็ตาม

 

High Risk Red vs 80s Red

High Risk Red vs 80s Red

เนื้อผ้า

เนื้อผ้าเป็น polyester 100% ทั้งส่วนของตัวเสื้อและตาข่าย เสื้อรุ่นนี้ใช้เทคโนโลยี NB Dry ของ New Balance ช่วยให้ผ้าสามารถระบายความชื้น ทำให้เสื้อและผิวหนังแห้งเร็ว รู้สึกเบาสบายเมื่อสวมใส่  เทคโนโลยีนี้ นิวบาลานซ์ใช้กับกางเกงหรือเสื้อกระชับที่ใช้สำหรับการวิ่งมาราธอน หากใครสังเกตเพื่อนๆที่เป็นนักวิ่ง กางเกงที่ดูรัดๆ แบบนั้นของ นิวบาลานซ์ก็ ใช่เทคโนโลยีนี้ ทำให้เวลาใส่วิ่งเหงื่อจะออกและรู้สึกแห้งไว หลังจากที่ลองสูดหายใจผ่านผ้า หายใจคล่องมาก การระบายอากาศทำได้ดี

เนื้อผ้าตาข่าย Mesh ใต้แขน กับตรงคอเสื้อทั้งหน้าและหลังคอสวยมาก ดูไกลๆ คล้ายของ warrior แต่จริงๆเนี๊ยบกว่ามาก ขยายดูใกล้ๆ แหม่ เคลิ้มเลย สวยจริง

 

Details on Home Kit

Details on Home Kit

ทรงเสื้อ

เป็นแบบ Regular fit เปรียบเทียบทรงเสื้อกับฤดูกาลที่แล้ว 2014-2015 ใส่สบายกว่าด้วยรูปทรงที่กว้างกว่าเดิม โดยเฉพาะส่วนพุง แม้จะเปรียบเทียบกับตัวฤดูกาล 2013-2014 ที่ได้ลุ้นแชมป์ ก็ยังใส่สบายกว่า เหมือนตั้งใจจะออกแบบมาให้ แฟนบอลใส่ได้ในวันปกติอย่างไม่ลำบากนัก

การตัดเย็บ

รอยเย็บตะเข็บของนิวบาลานซ์ ถือว่าอยู่ในมาตรฐานเสื้อบอลยุคใหม่ บอกเลยว่า ตะเข็บโดยรวมดีกว่า วอร์ริเออร์มากๆ โดยเฉพาะตะเข็บคอ สวยมากกกกก ไม่ระคายเคืองเหมือน warrior แต่ภาพรวมรอบคอยังไม่เนียนเท่า nike กับ adidas แต่ก็นับว่า เรามาไกลมาก จากปี 2012 ขอบแขนเสื้อและแถบรอบคอ และสกรีนสปอนเซอร์ใช้เทคโนโลยีการส่งผ่านความร้อน  twin heat transfer กันเสื้อ เกิดรอบยุ่ยขีดข่วน และทำให้รอยสกรีนดูเนียนเป็นเนื้อเดียวกับผ้า ช่างแตกต่างๆกับ สกรีนแถบสีขาวรอบคอของเสื้อฤดูกาล 2014-2015 อย่างสิ้นเชิง รอบแขน ใช้ เดินตะเข็บคู่ twin needle เพิ่มความทนทาน ของการเย็บ แต่จะมีน้ำหนักมากขึ้น และ ตะเข็บอาจจะรู้สึกน่ารำคาญที่แขน

อีกจุดที่ไม่ควรลืมพูดถึง คือสกรีน ตราสโมสร และ ตรา NB มีลักษณะเป็นยางนูน ติดด้วยกาวความร้อน ทำให้ไม่เกิดการระคายเคืองตรงผิวหนังด้านใน ที่สำคัญ สวยเนี๊ยบ

 

Features on Home Kit

Features on Home Kit

สรุป

สำหรับเสื้อเหย้าตัวแรกของลิเวอร์พูลที่ทำกับ นิวบาลานซ์ ภายใต้สัญญา 6 ปี มูลค่า 300 ล้านปอนด์ ถือว่าไม่ขี้เหล่ ยิ่งเมื่อเทียบกับวอร์ริเออร์ ถือว่า ทีมลิเวอร์พูลสามารถใส่ลงสนามได้ไม่อายทีมอื่นที่ใช้ ไนกี้ หรือ อดิดาส ส่วนของแนวคิดการออกแบบ ทรงเสื้อ และ การตัดเย็บถือว่าผ่านมาตรฐานระดับสูงใช้ได้ในฐานะเสื้อฟุตบอล จะมีก็แต่ ความหวือหวาของเทคโนโลยีที่นำมาใช้ ยังค่อนข้างห่างไกลก็ ไนกี้ หรือ อดิดาส แต่ก็คงต้องพัฒนากันต่อไป ภาพรวมถือว่าประทับใจมากกับเสื้อเหย้ารุ่นนี้ เก็บงานได้ดี และทำงานลงรายละเอียดได้ดีกว่า วอร์ริเออร์เยอะมาก ความเห็นส่วนตัวคือ เสื้อตัวนี้เหมาะมากสำหรับแฟนบอลใส่ออกกำลังกาย หรือ ใส่เล่น แต่อาจจะหนักไปสำรับนักเตะโดยเฉพาะการใช้ด้ายคู่ หากเปรียบเทียบกับทีมที่ใช้ player grade ของ อดิดาส หรือ ไนกี้ นักเตะเราถือว่าใส่เสื้อที่มีน้ำหนักมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และนี่แหละคือสิ่งที่ผมคาดหวังจะเห็นจาก New Balance ในฤดูกาลถัดๆไป ว่าจะมีเทคโนโลยีอะไรเด็ดๆ ถ้าอยากจัดเต็มก็จัดลงไปที่ player version นอกจากจะช่วยดึงศักยภาพของนักเตะของเราออกมาได้แล้ว มันทำให้คนที่ชอบชุดกีฬาอยากสะสม ผมคนนึงแหละ จะรีบซื้อแบบไม่คิดเลย (เว้นแต่มีคนส่งมาให้รีวิว ฮ่าๆๆๆ)

สุดท้ายถามว่าซื้อไหม?

ผมว่าเสื้อคุณภาพแบบนี้ กับฤดูกาลที่ เปิดศักราชใหม่ของทีม แถมน่าจะเป็นเสื้อเหย้าตัวสุดท้ายที่ กัปตันเจอร์ราร์ดใส่ ช่วงท้ายฤดูกาล 2014-2015 เมื่อพินิจพิจารณาดังนี้แล้ว จะรออะไรอยู่ครับ? ไปจัดกันมาเลยพี่น้อง

 

YNWA

Kenny7 

 

ติดตามดูรีวิวได้ในรายการ คุยหลังเกม กับ loveLFC Special


 

Leave a Reply