TIA Column : เบรนแดน ร็อดเจอร์ส…มืออาชีพผู้ไร้ซึ่งความรู้สึก

by

นี่อาจเป็นบทความแรกในรอบปีกว่าๆของเราเลยที่ไม่ได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับกัปตัน …กัปตันคนที่ว่านี้ หมายถึง สตีเวน เจอร์ราร์ด นะคะ ไม่ใช่ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน เพราะต้องขอสารภาพเลยว่า ตั้งแต่วันที่กัปตัน “ลื่น” ในเกมกับเชลซี เหมือนเราก็ช็อตตามกัปตันไปด้วย ในหัวสมองมันตื้อ มันมึน มันอึน มันไม่มีอะไรที่คิดถึงนอกจากกัปตันจริงๆ แต่เราคิดว่า จนถึงวันนี้ เราควรต้องก้าวผ่านจุดนั้นให้ได้ซักที เราควรจะกลับมา และคิดในสิ่งที่ควรคิดถึง ทำในสิ่งที่ควรทำ มากกว่าวนเวียนคิดถึงแต่สิ่งที่ผ่านพ้นไปและไม่อาจแก้ไขอะไรได้แล้ว

0394__0216__459839648_513X307

ก่อนจะเขียนถึงเนื้อหาที่ต้องการสื่อจริงๆ ก็ขอเท้าความถึงเหตุที่ทำให้ตัดสินใจเขียนบทความชิ้นนี้เล็กน้อย อย่างเพิ่งรำคาญนะคะ…

อันที่จริง เราคิดอยู่นานแล้วที่จะเขียนถึงร็อดเจอร์ส แต่ก็ไม่เริ่มเขียนเสียที เพราะเหตุการณ์หลายๆอย่างที่เกิดขึ้นในฤดูกาลที่ผ่านมา ทำให้เราไม่มั่นใจใน “ความเป็นกลาง” ทางความคิดและความรู้สึกของเรา เพราะถ้าจะมีใครที่ “ไม่ชอบขี้หน้า” ร็อดเจอร์สมากที่สุด บางที คนคนนั้น อาจจะเป็นเราเอง ทั้งๆที่เมื่อฤดูกาลก่อนหน้า เรายังชื่นชมร็อดเจอร์สราวกับพระเจ้ามาโปรดทีมก็ไม่ปานอยู่เลย (นี่สินะ เค้าถึงว่า จากกันสามวัน นารีเป็นอื่น 555+)

เราเคยคิดว่าที่เรารักราฟา (หมายถึง ราฟาเอล เบนิเตซ) ก็เพราะราฟาบันดาลแชมป์ให้ทีม และที่ยังไม่รักร็อดเจอร์ส ก็เพราะร็อดเจอร์สยังพาทีมคว้าแชมป์ไม่ได้ แต่เมื่อคิดถึงฤดูกาลสุดท้ายของราฟา ที่เรา “ไม่ปลื้ม” อะไรต่างๆมากมาย แต่ก็ไม่เคยรู้สึกว่า ราฟาแค่ทำงานตามหน้าที่ของผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล เรายังคงรู้สึกอยู่ทุกนาทีอันมืดมัวนั้นว่า ราฟาก็ผิดหวังและเจ็บปวดไม่แพ้พวกเราทุกคนที่เป็นแฟนบอล (ไม่รู้สิ เราอาจจะมโนไปเองก็ได้ แต่น้ำตาของราฟาในงานรำลึก 22 ปี ฮิลล์สโบโร่ห์ มันคือคำตอบที่บอกว่าเรามองราฟาถูกต้องแล้ว) ขณะที่กับเบรนแดน ร็อดเจอร์ส ในช่วงเวลาที่เลวร้ายในฤดูกาลที่แล้ว ไม่นับเรื่องย้ายทีมดราม่าน้ำตาท่วมของกัปตัน (พาดพิงนางจนได้สิน่า) เรากลับไม่รู้สึกอะไรมากไปกว่า ความพยายามและตั้งใจที่จะทำงานตามหน้าที่ผู้จัดการทีมของเขา เราไม่เคยรู้สึกว่าร็อดเจอร์สเศร้ากับผลการแข่งขันเท่ากับที่แฟนบอลทุกคนรู้สึก เราไม่อาจสัมผัสได้ว่า ร็อดเจอร์สมีอะไรที่ผูกพันกับทีมมากไปกว่าภาระหน้าที่ของความเป็นผู้จัดการทีม แม้เราจะเคยปลื้มมากในเวลาที่เขาแสดงออกซึ่งความดีใจ ยามที่ทีมทำประตูได้ก็ตาม แต่เมื่อเทียบความนิ่งเฉย เย็นชาของราฟาแล้ว ราฟากลับทำให้เรารู้สึกถึงความผูกพันของเขากับสโมสรมากกว่าร็อดเจอร์สเสียอีก

เห็นมั้ย…แค่เริ่มต้นก็เหมือนจะอคติซะแล้ว 555+

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ที่เราปลื้มผู้จัดการทีมคนอื่นมากกว่าร็อดเจอร์ส จะแปลว่า ร็อดเจอร์สไม่ใช่ผู้จัดการทีมที่ดีนะคะ…

News - Hillsborough Memorial Service

ก่อนจะไปพูดถึง “ผู้จัดการทีมที่ดี” เราอยากจะพูดถึง “เจ้านายที่ดี” เสียก่อน

การเป็นเจ้านายที่ดี ไม่ใช่เรื่องง่าย คุณอาจจะมีลูกน้องที่คุณเชื่อมั่นอยู่ในใจ แต่กับลูกน้องที่คุณมองข้ามเขาไปล่ะ คุณอาจจะไม่มีความเชื่อมั่นใจตัวลูกน้องเหล่านั้น แต่การบริหารจัดการหรือวิธีการที่จะปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านั้น มันควรเป็นอย่างไร?

เราเชื่อว่า มันไม่ได้มีหนทางเดียวในการบริหารจัดการบุคลากรที่ดี เพื่อกระตุ้นพลังในการทำงาน มันมีทั้งวิธีการในทางบวกและทางลบที่จะใช้และแสดงออก ซึ่งอาจจะไม่มีวิธีการที่ตายตัวสำหรับลูกน้องแต่ละคน

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เป็นเจ้านายที่มีความเป็นมืออาชีพสูงมาก แต่เขาไร้ความรู้สึก …ร็อดเจอร์สเคยบอกกับจอร์แดน เฮนเดอร์สัน ว่า “ถ้านายอยากจะย้ายทีม มีข้อเสนอที่น่าสนใจเข้ามานะ” คำพูดนี้มันหมายถึงว่า ‘ฉันไม่ต้องการนายแล้ว นายไปซะเถอะ’ แต่เฮนโด้เลือกที่จะขออยู่สู้ต่อ และเขาทำสำเร็จ วันนี้เขากลายเป็นกัปตันทีมลิเวอร์พูลคนล่าสุด ในปีนี้ ร็อดเจอร์สอาจจะพูดกับลูคัส เลว่า แบบนี้เหมือนกัน หรือแม้กระทั่ง มามาดู ซาโก้ รวมทั้งโฆเซ่ เอนริเก้ ด้วย

และเมื่อย้อนไปพูดถึงประเด็นการย้ายทีมของกัปตัน (สตีเวน เจอร์ราร์ด …พูดถึงอีกล่ะ -*-) ร็อดเจอร์สใช้วิธีพูดและให้ทางเลือกที่ค่อนข้างจะเป็นไปในทางที่ให้ความรู้สึกลบมากกว่าบวกต่อกัปตัน และมันนำมาซึ่งการตัดสินใจย้าย …ขอออกตัวอีกครั้งว่า เราไม่ได้คิดว่าร็อดเจอร์สทำผิด แม้เราจะไม่ชอบใจอย่างมากก็ตาม และเจอร์ราร์ดนั้นก็เป็นนักเตะที่แตกต่างจากนักเตะทั่วไป มันไม่ใช่ว่าเขาสำคัญกว่าทีม แต่เพราะเขามี “อิทธิพล” ต่อทีมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะจากบารมีที่สั่งสมมา 17 ปี มันช่วยไม่ได้เลยที่ผู้จัดการทีมจะได้รับผลกระทบในเรื่องที่เกี่ยวกับเขาไม่ว่าจะเป็นทางบวกหรือทางลบ และบางที ร็อดเจอร์สอาจจะ “ซวย” ที่ได้มาคุมทีมที่มีเจอร์ราร์ดตอนอายุ 32 ปี เท่าๆกับที่เจอร์ราร์ดโชคร้าย ที่ไม่ได้อยู่ในทีมของร็อดเจอร์สตอนอายุ 24 ปี อย่างที่เขาให้สัมภาษณ์เอง (และเราค่อนข้างจะเชื่อความซื่อสัตย์ต่อความคิดในคำพูดของเจอร์ราร์ดมากกว่าจะเชื่อว่าเขาแค่พูดอวยร็อดเจอร์สไปส่งๆเท่านั้น) แต่ไม่ว่าอย่างไร มันก็ทำให้กัปตันจากไป และร็อดเจอร์สก็ซวยที่ถูกคนรักกัปตันทั้งโลกไม่ชอบขี้หน้า จนถึง เกลียด 555+

ร็อดเจอร์สเป็นผู้จัดการทีมที่มีแผนและวิธีการเล่นชัดเจน (ใครจะมองว่ามั่วยังไงก็ตาม แต่มันชัดเจน) นั่นคือ เล่นบอลกับพื้น เคลื่อนที่เร็ว ตั้งเกมจากแดนหลัง รุกเต็มสูบ (ถ้าทำได้) ที่สำคัญคือ ไม่ชอบการใช้มิดฟิลด์ตัวรับ 555+ …ร็อดเจอร์สพยายามหานักเตะมาใส่ระบบของเขา และใครที่เขาคิดว่า ไม่ใช่จิ๊กซอว์ที่ลงตัวในระบบของเขา โดยเฉพาะนักเตะที่มาจากการซื้อตัวของ Transfer Committee เขาจะมองข้ามอย่างไม่เหลียวแล เว้นแต่เป็นนักเตะที่พิเศษจริงๆอย่างสเตอร์ริดจ์และคูตินโญ่ที่ไม่กล้าไม่เหลียวแลประกอบกับไม่มีคนอื่นให้ใช้งาน 555+ และเรากล้าพนันด้วยแชมป์ลีกเลยว่า ถ้าใครฟอร์มตกเท่ากับที่กัปตันฟอร์มตก (ในตำแหน่ง โฮลดิ้ง มิดฟิลด์) เมื่อฤดูกาลที่แล้วล่ะก็ นักเตะคนนั้นจะไม่แค่ถูกบอกว่า จะต้องลดจำนวนเกมที่เล่นลง แต่เขาอาจจะถูกบอกให้ย้ายทีมอย่างที่เฮนโด้เคยโดนมาแล้วก็เป็นได้ (เฮนโด้ก็เป็นนักเตะที่มาจากการซื้อของคิง เคนนี่)

มันอาจจะดูโหดร้าย และไร้ความรู้สึก แต่ทั้งหมดมันคือ ความเป็นมืออาชีพที่ร็อดเจอร์สมี และให้ความสำคัญกับมัน …ใครจะรู้สึกยังไง ไม่สน และไม่คิดว่าสำคัญ ตราบเท่าที่ได้ทำตามวิธีการที่คิดว่าดีที่สุด เหมาะสมที่สุดกับทีมเป็นพอ ความจริง ราฟาก็ดูจะเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน เพราะเราแทบไม่เคยเห็นราฟากระโดดดีใจเวลาลูกทีมยิงประตูได้เลยด้วยซ้ำ แต่เรากลับไม่เคยรู้สึกเลยว่าราฟาไร้หัวใจอย่างที่รู้สึกกับร็อดเจอร์ส บางที อาจเป็นเพราะราฟาไม่ได้มีส่วนทำให้กัปตันต้องจากสโมสรไปล่ะมั้ง (ก็บอกแล้วว่าเรามีอคติ -*-)

164298037JL005_Liverpool_v_

เราอาจจะไม่ค่อยชอบวิธีการจัดการคน (Man Management) ของร็อดเจอร์สมากนัก กับการที่เลือกใส่ใจ หรือให้ความสำคัญกับนักเตะบางคน (ที่เก่งแต่มันไม่มีใจให้สโมสรแล้ว) ขณะที่เพิกเฉยและไม่ให้ความสำคัญกับนักเตะบางคน (ที่อาจทำประตูไม่ได้ แต่รักสโมสร) …ไม่อยากจะอ้อมค้อมให้มากความ เราคิดมาตลอดว่า ราฮีม สเตอร์ลิง มีดีอะไร ที่ทำให้ร็อดเจอร์สให้ความสำคัญเสียเหลือเกิน แล้วยังไง มันซื้อใจอิหนูลิ่งได้มั้ย …ก็ไม่เลย ขณะที่กับลูคัส มันกลายเป็นอีกแบบ และในวันนี้ อย่าสงสัยเลยว่า ลูคัสรักสโมสรแค่ไหน ถ้าไม่รัก คงไม่อดทนอยู่มาจนถึงวันนี้ ทั้งๆที่มีข่าวกับสโมสรอื่นๆ โดยเฉพาะทีมในอิตาลีทุกปี หรือแม้แต่คนที่เพิ่งจากไปอย่าง ริกกี แลมเบิร์ต ที่เราทุกคนรู้ดีว่าเป็นแฟนหงส์ตัวยง เรียกได้ว่า หัวใจนั้นเกินร้อย แต่สังขารเป็นอีกเรื่อง (55+) เมื่อร็อดเจอร์สคิดว่านักเตะเหล่านี้ไม่มีประโยชน์กับทีมแล้ว (ทั้งๆที่ใช้งานนับครั้งได้) เขาก็จะทำราวกับพวกเขาไม่มีความหมาย และในที่สุด พวกเขาก็จะเดินจากไปในที่สุด

แล้วเราจะเหลือใคร เมื่อคนที่อยากรั้ง ก็รั้งไม่ได้ (เราไม่เคยอยากรั้งอิหนูสเตอร์ลิงนะ แต่ร็อดเจอร์สคงอยาก) และคนที่อยากผลักไส ก็ไล่เขาเสียเหลือเกิน

สำหรับเรา ….มันไม่ผิด หากร็อดเจอร์สจะมีนักเตะในดวงใจในแต่ละตำแหน่งที่เขาจะจัดทีมลงสนาม ถ้าเขาคิดว่านั่นคือทีมที่ดีพอจะเอาชนะคู่แข่งได้ และเราเคารพต่อการปฏิบัติงานในหน้าที่ผู้จัดการทีมของร็อดเจอร์ส เราต้องยอมรับว่า สิทธิในการเลือกทีมเป็นของเขา ขณะเดียวกัน เขาก็ต้องรับผิดชอบต่อการเลือกทีมของเขาเช่นกัน หากว่าผลการแข่งขันออกมาไม่ดี แต่กับการปฏิบัติต่อนักเตะคนอื่นที่เหลือในทีมต่างหาก ที่มันแย่เสียจนบางทีเราก็แทบหมดความนับถือในตัวเขา ไม่ว่าข่าวก็หลุดออกมาเรื่องให้นักเตะบางคนแยกซ้อมจะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม

และเหตุผลนี้แหละที่ทำให้ความรู้สึกของเราต่อร็อดเจอร์สเปลี่ยนไป จากที่เคยรู้สึกยอมรับนับถือในการคุมทีมทุกๆแง่มุมของเขา กลายเป็นรู้สึกเย็นชาและไม่แคร์ร็อดเจอร์สอีกต่อไป เพราะเรากล้าพูดเลยว่า ถ้าร็อดเจอร์สต้องออกจากสโมสรไป ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตาม เราคงไม่เสียใจให้กับการจากไปของเขาอย่างแน่นอน มันเหมือนกับความรู้สึกของเราที่มีต่อร็อดเจอร์ส (ทำไมฟังดูน้ำเน่าชอบกล) มันไม่อาจจะมีอะไรที่ลึกซึ้งในใจมากไปกว่าความเคารพต่อหน้าที่ผู้จัดการทีมของเขา

…แล้วเกิดร็อดเจอร์สพาทีมคว้าแชมป์ล่ะ มันจะทำให้ความรู้สึกดีๆของเราต่อเขากลับมาได้มั้ย…

เราเองก็ไม่รู้เหมือนกัน อาจจะกลับมาหรือไม่กลับมาก็ตาม แต่มันจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว …เราพยายามอย่างที่สุดแล้วที่จะเข้าใจและยอมรับการตัดสินใจของร็อดเจอร์สต่อทุกสิ่งทุกอย่างในทีมรักของเรา ทั้งที่ชอบและไม่ชอบ ทั้งที่ทำให้ยิ้มมีความสุขและน้ำตาไหล และความรู้สึกมันมักจะไม่อาจเดินตามเหตุผลได้เสมอไป

ดังนั้น ถ้าร็อดเจอร์สพลาดขึ้นมาในวันไหนจากการตัดสินใจของเขาเอง เราก็คงแค่มองดูด้วยใจที่เรียบเฉย และรอวันที่เขาจากไป แต่ก็ไม่ได้แปลว่า เราจะแช่งชักหักกระดูกให้เขาพลาดนะคะ เรายังเชียร์ทีมเหมือนเดิมทุกประการ แต่คงไม่อาจหาคำแก้ตัวให้ความผิดพลาดของเขาได้เท่านั้นเอง (เพราะใจมันอคติ 5555+)

เอาละ ที่เวิ้นเว้อมามีแต่เรื่องแย่ๆ มองมามองมุมดีๆของร็อดเจอร์สกันบ้าง (นี่กำลังคิดจริงจังนะ ว่ามีด้วยเหรอ 5555+) อย่างที่บอกไปว่า ร็อดเจอร์สมีความเป็นมืออาชีพสูงมาก หลายคนอาจจะเคยมองว่าร็อดเจอร์สเกรงใจไม่กล้าเปลี่ยนตัวกัปตัน (เจอร์ราร์ด) จนถึงวันนี้ จากสิ่งที่เกิดขึ้น น่าจะเป็นข้อพิสูจน์แล้วว่า ร็อดเจอร์สกล้าหาญและเด็ดขาดมากพอควรทีเดียวกับการพูดคุยเพื่อลดจำนวนเกมของกัปตัน เมื่อเขาคิดแล้วว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อทีมมากกว่า อีกข้อดีของร็อดเจอร์ส คือ เขาไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้ต่ออะไรง่ายๆ และควบคุมอารมณ์ได้ค่อนข้างดีมากในสถานการณ์ต่างๆ เราคิดว่าเราไม่เคยเห็นเขาตบะแตกต่อหน้าสื่อเลยแม้แต่ครั้งเดียว ในแง่ของการวางแผนการเล่น ร็อดเจอร์สค่อนข้างจะให้อิสระกับนักเตะมาก ดังนั้น หากเขามีนักเตะที่มีศักยภาพมากพอในทีม ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาจะสามารถผสมผสานทีมที่มีนักเตะดีๆให้กลายเป็นทีมชั้นยอด อย่างที่เราได้เห็นในฤดูกาล 2013-14 (แม้เกมรับจะหลวมไปไม่หน่อยก็ตาม) เราก็ได้แต่หวังว่า นักเตะที่เขาเลือกมาจะเป็นนักเตะที่มีศักยภาพมากพอก็แล้วกัน

ข้อดีอีกประการของร็อดเจอร์สที่เราได้เคยไปสัมผัสมาเองก็คือ การให้เวลาและความเป็นกันเองกับแฟนบอลค่อนข้างมาก ไม่ว่าเขาจะทำเพราะหน้าที่หรือความเต็มใจก็ตาม ต้องถือว่า เขาทำหน้าที่ผู้จัดการทีมที่มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับแฟนบอลได้อย่างยอดเยี่ยม

ซักจะยาวเกินไปล่ะ และดูเหมือนสิ่งที่เรา “ไม่ชอบ” จะมีมากกว่าสิ่งที่ “ชอบ” ในตัวร็อดเจอร์สเสียอีก อย่างว่า …คนที่เคยใช่ แล้วกลายเป็นไม่ใช่ ทำอะไรก็ผิด 555+

แต่บางที ถ้าได้แชมป์ลีก ร็อดเจอร์สอาจจะกลายเป็นคนที่ใช่ของเราและของแฟนหงส์หลายๆคนขึ้นมาก็ได้ (มโนไว้ก่อน พ่อสอนไว้ อิอิ)

ไว้มารอดูกันค่ะ ฤดูกาลนี้ แอบคิดว่า ร็อดเจอร์สเริ่มจะหลังพิงฝาแล้ว และไม่มีหนังหน้าไฟมารับเคราะห์แท้แน่ๆ ดังนั้น ไม่ต้องห่วง ถ้าผลงานไม่ดี ร็อดเจอร์สไปแน่ แต่สโมสรคือสิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ใครจะอยู่จะไปไม่เท่าสโมสรมีผลงานดี เรามาเชียร์ลิเวอร์พูลที่เรารักให้สุดใจ เชียร์เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ผู้จัดการทีมที่ไร้ความรู้สึกคนนี้ให้เต็มกำลังเถอะ เพราะถ้าเขาทำได้ดี ก็เท่ากับผลงานของทีมดีด้วย นี่คือเป้าหมายสูงสุดของทุกคนที่รักลิเวอร์พูล โดยเฉพาะสตีเวน เจอร์ราร์ด ที่กำลังเอาใจช่วยทีมอยู่อีกฝากฝั่งหนึงของมหาสมุทร์แปซิฟิก

ถึงกัปตันจะไม่ได้ชูถ้วยให้ลิเวอร์พูลแล้ว ลิเวอร์พูลก็ยังคว้าแชมป์ให้กัปตันมีความสุขได้ตลอดไป และบางที ถ้าเวลานั้นมาถึงจริงๆ มืออาชีพที่ไร้ความรู้สึกอย่างร็อดเจอร์สอาจจะกลายเป็นมืออาชีพที่เปี่ยมด้วยความรู้สึกสำหรับแฟนหงส์อย่างเราก็ได้ ใครจะไปรู้ 

YNWA

howk_ky

10 Comments

  • มาดูกันครับว่าแนวทาง “นักเตะที่ข้าซื้อได้โอกาสก่อน” มันจะเริ่มส่งผลต่อสปิริตในทีมเมื่อไหร่ ซึ่งผมเชื่อว่ามันต้องส่งผลแน่ๆ จะช้าก็เร็วแค่นั้น คนที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องเกมรับที่เป็นจุดอ่อนของทีมมาตลอดตั้งแต่เค้าเข้ามาคุมทีมมันยากที่จะประสบความสำเร็จเพราะไม่ว่าคุณจะยิงได้มากแค่ไหนแต่ถ้าเสียประตูเยอะมันก็ทำให้คุณตกม้าตายได้เหมือนปี 2013/2014 ถ้าวันไหนเกิดยิงได้น้อยขึ้นมาโดยที่เกมรับยังมีจุดอ่อนเยอะอยู่มันก็ล้มเหลวเหมือนปีที่ผ่านมานั่นแหละ

  • ไม่ว่าจะเป็นการซื้อตัวผู้เล่นตามแนวคิดของ ร็อดเจอร์ส หรือ Transfer Committee สุดท้ายแล้วหากผู้เล่นคนไหน ไม่สามารถโชว์ได้ถึงศักยภาพตามความต้องการของ ร็อดเจอร์ส แล้วล่ะก็ต้องหลุดไปนั่งบนม้านั่งสำรองไม่แตกต่างกัน….

    บางครั้งมันย่อมมีเสียงค้านจากฐานแฟนบอลในหลายๆความคิดว่าทำไมสิ่งที่หลายคนเห็นแต่ทำไม “คนคนเดียว” กลับไม่เห็น..

    ต่อให้รักสโมสรมากแค่ไหน….แต่ทว่าในเมื่อมีโอกาสและไม่สามารถตอบสนองตามความต้องการไดั…ผมมองว่า ร็อดเจอร์ส ให้โอกาสผู้เล่นนะ ส่วนการปฎิบัติภายในทีมไม่อพูดถึง.

    แต่เรื่องการให้โอกาสลงสนามผมว่ามีพอควร..แต่หากลงไปแล้วไม่ดีผลเสียไม่ได้ตามมาแค่ตัวผู้เล่น ผู้จัดการทีม แต่นั่นมันหมายถึงทีม และ คนที่รับผิดชอบคนแรกสุดก็คงเป็นใครไม่ได้นอกจาก “ร็อดเจอร์”

    มีสิทธิ์ มีบทบาท มีหน้าที่แล้ว…หากทุกอย่างมันล้มเหลวก็ต้องรับชะตากรรม …..แฟนบอลเป็นผู้ให้สนับสนุนอย่าตัดสินด้วยความย่ำแย่ที่ผ่านมา….เพราะถ้าหากคิดที่จะเลือกคนใหม่เข้ามามันอาจจะวนเวียนอยู่แบบนี้อย่างไม่มีทีสิ้นสุด

    แต่หากที่สุดแล้วผลงานล้มเหลวไม่เป็นท่า…”ตาราง” มันไม่เคยโกหกใครหรอก เมื่อนั่นคำตอบก็จะตามมาเอง..

Leave a Reply