TIA Column : สตีเวน เจอร์ราร์ด…ดาวที่ยังคงสถิตอยู่บนฟ้า เหนือผืนหญ้าแห่งแอนฟิลด์

by

 

ลิเวอร์พูลกำลังจะลงสนามพบกับทีมสโต๊ก ซิตี้ เป็นนัดเปิดฤดูกาล 2015-16 ในวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคมนี้ และนี่จะเป็นเกมการแข่งขันอย่างเป็นทางการนัดแรกของสโมสรที่เราทุกคนจะได้ตระหนักชัดว่า สตีเวน เจอร์ราร์ด ไม่ได้อยู่กับลิเวอร์พูลแล้ว เรากำลังจะไม่ได้เห็นภาพเจอร์ราร์ดเดินนำลูกทีมลงสู่สนามอย่างที่คุ้นตามาเกือบ 12 ปีอีกต่อไปแล้ว

 

capt1

 

…กระนั้น ก็อย่าเศร้าไปเลยนะคะ ถึงแม้กัปตันจะไม่ได้ยืนในที่ที่เคยยืน ทำสิ่งที่เคยทำเพื่อลิเวอร์พูลมาตลอด แต่ทุกความทรงจำที่เกี่ยวกับเขาจะไม่มีวันจางหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสร เขาจะเป็นดวงดาวที่ยังคงส่องแสงอันเจิดจ้าอยู่ในหัวใจของพวกเราไปตลอดกาล วันนี้…ก่อนที่เราจะต้องเริ่มพยายามทำความคุ้นเคยกับการไม่มีเขาลงสนามให้กับเราไปตลอดฤดูกาลนี้และฤดูกาลถัดๆไป ฉันจะพาทุกคนไปย้อนรำลึกถึงเส้นทางการเดินทางตามความฝัน ที่ปั้นดินก้อนหนึ่งให้กลายเป็นดาวที่ส่องแสงอยู่บนฟากฟ้ากัน…

30 พฤษภาคม 1980 เด็กชายคนหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นบนแผ่นดินเมอร์ซีย์ไซด์ ในยุคที่สโมสรลิเวอร์พูลกำลังเป็นที่เกรงขามไปทั่วยุโรป เขาเติบโตขึ้นในบ้านที่บูชาสโมสรแห่งนี้ด้วยความรักและศรัทธาอย่างเต็มหัวใจ ถูกเลี้ยงดูโดยพ่อที่มี เคนนี่ ดัลกลิช เป็นฮีโร่ และแม่ที่รีดชุดฟุตบอลทุกชุดของลูกชายเสียเรียบกริบด้วยความภาคภูมิใจ รวมทั้งถูกปลูกฝังให้ฟุตบอลกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตมาตั้งแต่เด็ก โดยที่คงไม่มีใครคาดคิดว่า เขาจะก้าวขึ้นมาเป็นดาวที่เปล่งประกายเจิดจ้าที่สุดดวงหนึ่งในห้วงจักรวาลของฟุตบอล ….ดาวที่มีชื่อว่า สตีเวน เจอร์ราร์ด

จากความรักในเกมฟุตบอล นำพาให้เด็กชายจากฮายตันวัย 6 ขวบ เข้าไปชมเกมฟุตบอลอันน่าตื่นตาตื่นใจในสนามแอนฟิลด์เป็นครั้งแรก เขาได้เห็นหนึ่งในมิดฟิลด์ดาวดังของทีมเจ้าบ้านอย่าง แจน โมลบี้ ซัดแฮตทริกจุดโทษใส่โคเวนทรี ในเกมลีกคัพ รอบ 4 นัดแข่งใหม่ ช่วยให้ลิเวอร์พูลชนะไป 3-1 และนั่นคือหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ทำให้เด็กชายสตีเวน เจอร์ราร์ด มีความฝัน …ความฝันสู่ดวงดาวที่เขาเริ่มสร้างเส้นทางเพื่อให้ไปถึงด้วยความพยายามและหัวใจที่มุ่งมั่นอย่างแรงกล้า

 

poi

 

ถ้าหากคุณไปถามเด็กชายสตีเวน เจอร์ราร์ดว่า ของขวัญคริสต์มาสที่เขาปรารถนาคืออะไร คำตอบคงจะหนีไม่พ้น ลูกฟุตบอลดีๆซักลูก หรือชุดแข่งของทีมที่เขายังไม่มีในกล่องของสะสมส่วนตัว ฟุตบอลคือส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา ไม่ว่าจะบนพื้นหญ้าหรือถนนคอนกรีต เขาจะมีลูกฟุตบอลอยู่ที่เท้าเสมอไป จนกระทั่งความโดดเด่นจากการเล่นกับทีมของโรงเรียนไปสะดุดตาแมวมองจากสโมสรลิเวอร์พูล ทำให้เขาได้เดินเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในอะคาเดมี่ของสโมสร พร้อมกันนั้น ความฝันที่เลือนรางของเขาก็เริ่มชัดเจนขึ้น ในวันที่ได้ไปยืนบนอัฒจันทร์เดอะค็อป ตื่นตะลึงไปกับทักษะอันเอกอุของ จอห์น บาร์นส์ และปีเตอร์ เบียร์ดลีย์ สองฮีโร่ที่เขาชื่นชม …ความฝันที่อยากจะลงเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ของลิเวอร์พูลในซักวันหนึ่งเริ่มเกิดขึ้นในหัวใจ …ขอลงเล่นเพียงแค่สักครั้งหนึ่งก็คงเหมือนไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลก

แม้ว่าเจอร์ราร์ดในวัยเด็กจะมีแววโดดเด่นอยู่ไม่น้อย แต่เขาก็ประสบปัญหามาตลอดช่วงเวลาในอะคาเดมี่ ทั้งจากวิธีการเล่นที่บ้าดีเดือด ถึงลูกถึงคนกับการเข้าแทกเกิ้ลที่อาจทำให้ทั้งตัวเองและคู่แข่งบาดเจ็บ ซึ่งมาจากความปรารถนาที่จะคว้าชัยชนะในใจของเขา รวมถึงส่วนสูงและความแข็งแกร่งของร่างกาย ที่หากย้อนกลับไปดูภาพถ่ายในวัยเด็กของเขา จะพบว่า เจอร์ราร์ดนั้นเป็นเด็กที่ตัวเล็กไม่ต่างจากไมเคิล โอเว่น เลย นอกจากนี้ เขาเคยถูกสกัดดาวรุ่งจากการถูกปฏิเสธการเข้าเรียนที่ลีลล์แชลล์ สถาบันลูกหนังแห่งชาติ (ปัจจุบันล้มเลิกไปแล้ว) ที่ซึ่งรวบรวมดาวเตะวัยเยาว์ที่จะเป็นอนาคตในวงการฟุตบอลของชาติ สถาบันที่ทั้งเจมี่ คาร์ราเกอร์ และไมเคิล โอเว่น ต่างได้โอกาสในการเข้าร่วมด้วย

…แล้วจากเด็กชายธรรมดาๆที่มีปัญหามากมายในแต่ละช่วงเวลาของการพัฒนาศักยภาพเช่นนี้ จะก้าวขึ้นไปเป็นดาวบนฟากฟ้า เหนือผืนหญ้าบนสนามแอนฟิลด์ได้อย่างไรกัน…

ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตาม ที่ถูกถามว่าใครคือคนที่มีอิทธิพลต่ออาชีพนักฟุตบอลของเขามากที่สุด เจอร์ราร์ดจะต้องเอ่ยชื่อ สตีฟ ไฮเวย์, ฮิวจ์ แม็คฮอเลย์ และเดฟ แชนนอน สามโค้ชจากอะคาเดมี่ ที่มีส่วนในการผลักดัน สอนสั่งให้เขากลายเป็นนักเตะอย่างที่เป็นในทุกวันนี้

เด็กชายสตีเวน เจอร์ราร์ด ไม่ได้เรียนรู้เพียงแค่ว่าจะเล่นฟุตบอลอย่างไร แต่เขายังเรียนรู้ไปถึงทัศนคติและการปฏิบัติตัวที่เหมาะสมในการเป็นตัวแทนของสโมสรอีกด้วย ในวันที่เขาต้องเก็บข้าวของย้ายจากอะคาเดมี่ไปยังเมลวู้ด ไปร่วมฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรก ภายใต้การคุมทีมของเชราร์ อุลลิเย่ร์ สตีฟ ไฮเวย์ เรียกเด็กหนุ่มที่เขาปลุกปั้นมา 9 ปี ให้เข้าไปหาพร้อมทั้งกล่าวคำสอนประโยคสุดท้ายอันมีค่ากับเจอร์ราร์ดว่า…

“อย่าหลงลืมว่าเธอมาจากที่ไหน อย่าลืมสิ่งที่พวกเราทำเพื่อเธอ และจงรู้ไว้ว่าพวกเรายังคงอยู่ที่นี่เพื่อเธอเสมอ เราไม่อยากให้เธอเปลี่ยนไป จงทำตัวให้ติดดิน อย่าได้หยิ่งยโส และเธอกำลังจะทิ้งเพื่อนดีๆไว้เบื้องหลัง ดังนั้น ทำให้แน่ใจว่าเธอจะกลับมาและพบพวกเขาบ้าง”

 

capt3

 

เชื่อได้เลยว่าเจอร์ราร์ดไม่เคยลืมประโยคนี้จริงๆ …ความอ่อนน้อมถ่อมตน ติดดิน และให้เกียรติผู้อื่น คือ คุณลักษณะที่ทุกคนสัมผัสได้จากสตีเวน เจอร์ราร์ด และมันมาจากหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลต่ออาชีพของเขาอย่างใหญ่หลวง บุคคลที่มีส่วนในการปั้นเด็กชายคนหนึ่งให้กลายเป็นดวงดาวที่ส่องแสงงดงามที่สุดดวงหนึ่งในห้วงจักรวาลของฟุตบอล

29 พฤศจิกายน 1998 ความฝันของเด็กชายสตีเวน เจอร์ราร์ด ได้กลายเป็นความจริงในที่สุด เมื่อเขาได้โอกาสลงสนามในฐานะนักเตะชุดใหญ่ของลิเวอร์พูลเป็นครั้งแรก …ค่ำคืนมหัศจรรย์ที่อิสตันบูลอาจจะเป็นค่ำคืนที่ดีที่สุดในชีวิตของเขา แต่วินาทีที่ได้ก้าวข้ามเส้นขาวข้างสนามแอนฟิลด์เพื่อลงในแทนที่เวการ์ด เฮกเก้ม ในนาทีสุดท้ายของเกมพรีเมียร์ลีกกับแบล็กเบิร์น โรเวอร์ส คือวินาทีแห่งความทรงจำที่สำคัญที่สุดในชีวิต …วินาทีที่ดาวดวงหนึ่งเริ่มโผล่พ้นขอบฟ้า เหนือผืนหญ้า บนสนามแอนฟิลด์อย่างแท้จริง

จากตำแหน่งแบ็คขวา (ในเกมแรก) สู่แผงมิดฟิลด์ ถูกแฟนบอลตั้งคำถามในความสามารถ กับสไตล์การเล่นที่ดุเดือด อันนำไปสู่การทำสถิติได้รับใบแดงสูงสุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร (7 ใบ) พัฒนาการและการต่อสู้กับอาการบาดเจ็บ จนถึงการได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกัปตันทีม ในปี 2003 ทั้งหมดที่เกิดขึ้น…ล้วนแล้วแต่เป็นการต่อสู้ด้วยความพยายามที่ไม่ได้มาจากปาฏิหาริย์ เพราะสำหรับผู้ชายคนนี้ เส้นทางสู่ดวงดาวของเขา ไม่เคยถูกโรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบ แต่ตลอดเส้นทาง มันถูกขวางกั้นไว้ด้วยก้อนกรวด ก้อนหิน ก้อนดินและทรายหยาบ ที่เป็นอุปสรรคอันเหนื่อยยากให้เขาต้องใช้ทั้งความพยายามและอดทนในการก้าวผ่านไป และเขาไม่เคยยอมแพ้ ไม่ว่าจะเสียหยาดเหนื่อย หยดเลือดและน้ำตาไปกี่ครั้งกี่ตาม

การเป็นกัปตันทีมทำให้เจอร์ราร์ดเติบโตขึ้นเป็นนักฟุตบอลที่สมบูรณ์แบบยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา เขาคิดถึงทีมก่อนตัวเองเสมอไป และคอยผลักดันเพื่อนร่วมทีมในแบบของเขา นั่นคือ การนำด้วยการทำเป็นตัวอย่าง …ในยามที่ทีมตกอยู่ในสถานการณ์อันยากลำบาก ดาวดวงหนึ่งจะเจิดจรัสอยู่ตรงปลายฟ้าเสมอ อยู่เพื่อสร้างบางสิ่งบางอย่างอันสุดมหัศจรรย์ เป็นดาวดวงที่คอยส่องแสงและนำทางให้ทีมก้าวขึ้นมาจากหุบเหวแห่งความพ่ายแพ้…สมกับที่พวกเราเรียกเขาว่า Captain Fantastic

 

5321__8552__steven_53334423de90f345361006

 

เขาทำประตูชัย จ่ายแอสซิสต์ เข้าแทกเกิ้ล จนถึงสกัดบอลบนเส้น …ทุกหนทางที่ทำให้ทีมคว้าชัยชนะ มักจะมีชื่อของเขาร่วมเป็นส่วนสำคัญเสมอ จากลูกยิงใส่เชฟฟิลด์ เว้นสเดย์ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 1999 จนถึง ประตูสุดท้ายในเกมกับสโต๊ก ซิตี้ ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2015 ทั้ง 186 ประตู รวมถึงการจ่ายให้เพื่อนร่วมทีมทำประตูสำเร็จเกินกว่า 100 ครั้ง …ตลอดเส้นทางนั้น คนทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวงการฟุตบอลต่างก็ค่อยๆหันมามองพัฒนาการและการเติบโตของเด็กหนุ่มจากฮายตัน โดยเฉพาะ ‘พวกเรา’ บรรดาแฟนบอลลิเวอร์พูลที่เฝ้าติดตามทุกๆย่างก้าวแห่งการเดินทางไปบนเส้นทางแห่งดวงดาวของเขา

มันยากที่จะระบุได้ว่า ดาวดวงนี้เปล่งประกายอย่างเจิดจ้าที่สุดเมื่อใด…จากวันที่เขาก้าวข้ามเส้นขาวข้างสนาม ลงเล่นเกมแรกกับทีมชุดใหญ่ในครั้งนั้น มันช่างยาวนานเหลือเกิน… ตลอด 17 ปีที่ผ่านทั้งช่วงเวลาสูงสุด เมื่อยามที่เขาได้เป็นกัปตันทีมผู้ชูถ้วยยูโรเปียนส์คัพสมัยที่ 5 ให้กับสโมสร และเวลาต่ำสุด เมื่อเขาลื่นล้มในเกมกับเชลซี อันนำไปสู่การเสียประตู และทำให้โอกาสในการคว้าแชมป์ลีกต้องหลุดลอยไปอีกครั้ง ในมุมหนึ่งนั้น เขาก็เปรียบเสมือนดาวฤกษ์ ที่มีแสงสว่างในตัวเอง ดาวฤกษ์ที่ค่อยๆโผล่ขึ้นตรงปลายฟ้าอันห่างไกล แล้วค่อยโคจรสูงขึ้นประดับบนฟากฟ้า เหนือผืนหญ้าอันเขียวขจีของสนามแอนฟิลด์ พร้อมกับเปล่งแสงนำทีมอย่างช้าๆ ผ่านช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับเมฆฝนและพายุอันโหมกระหน่ำให้แสงจากดาวดวงนี้ต้องหรี่ลง …แต่เมื่อพายุถูกพัดผ่านไป ท้องฟ้ากลับมาสดใส พวกเราทุกคนจะยังคงมองเห็นดาวดวงที่ชื่อว่า สตีเวน เจอร์ราร์ด ประดับอยู่บนฟากฟ้าเหนือผืนหญ้าที่สนามแห่งเดิม ยืนหยัดเปล่งแสงนำทางให้ทีมเสมอไป

สตีเวน เจอร์ราร์ดไม่ได้เป็นแค่นักฟุตบอลคนหนึ่งที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของสโมสรเท่านั้น หากแต่ หลายสิ่งหลายอย่างที่เขาทำนอกสนาม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาถิ่นที่อยู่ ก่อตั้งมูลนิธิช่วยเหลือเด็กๆและตอบแทนสังคมในรูปแบบต่างๆ จนถึงการได้รับตำแหน่งกัปตันทีมชาติอังกฤษ ทำให้เขากลายเป็น ความภาคภูมิใจของเมือง ความภาคภูมิใจของชาวลิเวอร์พูลและเดอะค็อปทั่วโลก

ลองหลับตาแล้วระลึกถึง ‘รอยยิ้ม’ ของกัปตัน ตอนที่ลิเวอร์พูลมาเยือนเมืองไทยเมื่อปี 2013 ดูสิคะ …รู้สึกใช่มั้ยว่า ดาวดวงนี้ช่างเป็นดาวดวงที่งดงามเหลือเกิน

 

captaininthailand

 

โดยส่วนตัวแล้ว ถ้าหากถามว่า สิ่งที่ดีที่สุดในการติดตามการแข่งขันฟุตบอลคืออะไร ก็อยากจะตอบอย่างเต็มหัวใจว่า สตีเวน เจอร์ราร์ด …เขาคือสิ่งที่ดีงามที่สุดในโลกฟุตบอลของฉันอย่างแท้จริง

สัจธรรมหนึ่งของจักรวาลนั่นคือ ไม่มีสิ่งใดที่เป็นนิรันดร์ สตีเวน เจอร์ราร์ด ย้ายออกจากลิเวอร์พูล!!! …นี่มันเป็นความจริงใช่มั้ย…ฉันถามตัวเองอยู่บ่อยครั้งทีเดียว เพราะเคยคิดมาตลอดว่า การย้ายทีมของกัปตันนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ แต่จะไม่มีวันเกิดขึ้น… วันนี้มันได้เกิดขึ้นแล้ว พวกเราอาจจะรู้สึกเศร้า ใจหาย และอยากให้มันเป็นเพียงแค่ฝันร้าย ที่เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา จะพบว่ากัปตันยังคงลงไปวิ่งในสนาม ผ่านบอลและทำประตูให้กับสโมสรลิเวอร์พูล ให้พวกเราได้ชื่นชมดังเช่นที่เคยเป็นมา

ในความเป็นจริง คือ เมื่อเราลืมตาตื่นในทุกๆวัน เราจะตระหนักได้ว่า สตีเวน เจอร์ราร์ดไม่ได้สวมชุดสีแดงเพลิงของลิเวอร์พูล และลงสนามเพื่อเดอะค็อปอีกต่อไปแล้ว มันอาจทำให้เราโศกเศร้า โหยหา และคิดถึงเขายิ่งกว่าที่เคย …ในวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคมนี้ วันเปิดฤดูกาล 2015-16 พวกเราคงจะได้รู้กันว่า มันจะรู้สึกอย่างไร เมื่อเราจะไม่ได้เห็นแม้แต่เงาของชายผู้ที่เราเรียกเขาว่า ‘กัปตัน’ มาเกือบ 12 ปี เดินนำทีมลงสนาม หรือแม้นเมื่อแหงนหน้ามองท้องฟ้าเหนือผืนหญ้าแอนฟิลด์ ดาวนำทางดวงที่เราคุ้นเคยมานาน 17 ปี ดวงนั้นจะไม่ได้ยืนหยัดส่องแสงเจิดจ้าอยู่ที่เดิม …แน่นอน มันคงเศร้าไม่น้อย

แต่กระนั้น ดวงดาวอันสุดมหัศจรรย์ดวงนี้ ที่เราทุกคนภาคภูมิใจ จะไม่มีวันอับแสง เราอาจจะมองไม่เห็นเขาด้วยตาเนื้อ แม้เขาจะกลายเป็นอดีต แต่ยามที่เราเหนื่อยล้า หากหลับตาลง ปล่อยให้หัวใจนำทางย้อนกลับไประลึกถึงวันแห่งประวัติศาสตร์ เกมแห่งประวัติศาสตร์ทั้งหลาย ใบหน้าอันคุ้นเคยของเขาจะปรากฏราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ …แล้วเราจะตระหนักได้ว่า ช่างโชคดีและเป็นเกียรติเหลือเกินที่ได้เฝ้ามอง ชื่นชมและมีความสุขไปกับการเดินทางตามเส้นทางแห่งความฝันอันงดงามของดาวดวงน้อยๆในห้วงจักรวาลของฟุตบอลดวงหนึ่ง ดาวที่ชื่อ…สตีเวน เจอร์ราร์ด

 

sgg

 

สุดท้าย…อยากบอกกัปตันเหลือเกินว่า คุณทำให้พวกเราเป็นกองเชียร์ที่มีความสุขมากที่สุดในโลก ความสุขที่มาจากความภาคภูมิใจอันเหลือล้นที่มีคุณเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสโมสรที่เรารัก

Thank you for who you are…ขอบคุณที่เป็น ‘คน’ อย่างที่คุณเป็น… และถึงไม่พูดคุณก็คงจะรู้ว่า คุณจะไม่มีวันเดินอย่างเดียวดายแน่นอน

เราจะรอวันที่คุณกลับบ้าน …กลับสู่แอนฟิลด์…บ้านของเรา

 

 

โดย : howk_ky

Leave a Reply