ข่าว - News, บทความ - Columns — October 18, 2015 at 12:06 pm

TL : จากนัดแรก และแนวโน้มของลิเวอร์พูลในยุคคล็อปป์

by

หลังจากรอคอยมา 9 วันในที่สุดเจอร์เก้น คล็อปป์ก็ประเดิมเกมแรกในชุดลิเวอร์พูล โดยไม่ใส่หมวก!

ลิเวอร์พูลบุกไปเสมอสเปอร์ส 0-0 ผมจับประเด็นหลังเกมแฟนหงส์ส่วนใหญ่มองในแง่ดี แน่นอนว่าผมก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ต่างไปในรายละเอียดอยู่บ้าง

หลายๆ คนไปเทียบกับยุคร็อดเจอร์ส(โดยเฉพาะเกมที่ไม่ดี) บอกว่าดีกว่าอย่างโน้นอย่างนี้ เข้าใจว่ามันทำให้หลายคนมีความหวัง แต่บางคนถึงกับบอกว่าดีกว่าชัวร์หลายจุด หรืออวยเสียจนรู้สึกเป็นเทพไปเลยก็ดูจะทำให้รู้สึกเป็นห่วงอนาคตคล็อปป์เอง

ขึ้นสูงมากมักจะตกเจ็บ! จริงๆ ตลอดช่วงเวลาเชียร์ลิเวอร์พูลเกือบ 30 ปี(ห้ามคำนวณอายุ) เราเห็นการขึ้นลงของกุนซือหลายๆ คนมาแล้ว ทั้งความนิยมชมชอบ แบบที่เรียกว่าป๊อปปูล่ามากๆ ถึงเวลาที่แย่คนๆ เดียวกันนี่แหล่ะจะเละสุด ไม่ใช่แค่ผู้จัดการทีม นักเตะก็เหมือนกันเวลาย้ายทีม รักมากถึงเวลาก็เกลียดมาก

บางทีแฟนบอลคนเดียวกันนี่แหล่ะ ช่วงอวยก็อวยจนเว่อร์ แต่ช่วงด่าก็สุดๆ เหมือนกัน แม้ผมว่าส่วนใหญ่เด็กหงส์จะรักทีมทุกสถานการณ์ และคนกลางๆ หรือค่อนไปทางมองในแง่ดีในหลายๆ สถานการณ์จะเยอะกว่า(แต่ถึงเวลาคนที่ออกอาการเยอะมักจะเด่นเป็นพิเศษ)

จริงๆ เกมกับสเปอร์สจะวัดว่าทีมเปลี่ยนไปนัดเดียวเลย คล็อปป์ทำทุกอย่างให้ดีได้เลย มีคนบอกว่าคล็อปป์ไม่ใช่พระเจ้า มันก็จริงอยู่แล้ว (พระเจ้ามีแต่ฟาวเลอร์เท่านั้นนะ แหม่…) แต่ผลเสมอในเกมเยือนสเปอร์สเว้ากันแฟร์ๆ 2 ปีหลังร็อดเจอร์สมาที่ไวต์ ฮาร์ต เลน ชนะรวดนะถ้าจะมีคนเทียบ แล้วยิงไป 8 ลูกด้วยเหมือนงูเหลือมกับเชือกกล้วยเลย ซึ่งอาจจะมีคนบอกเช่นกันว่าสเปอร์สฟอร์มดีนะ ถล่มแมนฯ ซิตี้เละมาแล้ว อันนี้ก็ว่ากันไป แต่จริงๆ มันวัดได้หรือเปล่า?

ความจริงคือมันวัดไม่ได้ พิสูจน์ไม่ได้ หลายคนคิดเล่นๆ ว่าน่าจะมาปลดร็อดเจอร์สหลังเกมนี้อาจจะดีกว่า! ซึ่งทั้งหมดมันอยู่ที่การประเมิน ตอนนี้คล็อปป์อยู่ในช่วงฮันนีมูนเชื่อว่าทำอะไรก็ดีไปหมด

แต่มันไม่มีประโยชน์อะไรจะย้อนกลับไปเทียบกับทีมในอดีต หรือหมาดๆ ในแง่ว่าจะเอามาเถียงเพื่อชนะหรือแพ้กัน แบบที่ทะเลาะกันในกลุ่ม เฟชบุ๊ก เว็บบอร์ดอะไรก็ตาม ต้องถามว่าเพื่อ…???

จริงๆ ต่อให้ชนะเกมนี้ก็ยังเป็นลูกทีมเก่าของร็อดเจอร์สทั้งหมด เสมอ หรือแพ้ก็เช่นกัน นี่คือทีมที่คล็อปป์เพิ่งได้คุมซ้อมตั้งแต่วันจันทร์(เฉพาะคนที่ไม่เจ็บ และติดทีมชาติ) และได้ซ้อมหลังเต็มทีมแค่ 2-3 วันเท่านั้น

กว่าคุณจะได้เห็นทีม(ในอุดมคติ)ของคล็อปป์จริงๆ อาจจะต้องรอ 2-3 ปีด้วยซ้ำ แต่แน่นอนสำหรับแฟนบอลการมองพัฒนาการไปทีละนัดเป็นเรื่องดี และสนุกสนานที่สุด

มันสนุกตรงไหนเทียบกับบางคนบอกว่าถ้าเป็นร็อดเจอร์สแพ้ไปแล้ว(หรือชนะไปแล้วด้วย) ที่มันไม่ได้อะไรขึ้นมา เราเชิดชูคนใหม่ คาดหวังอนาคตไว้สูง แต่ต้องอยู่กับปัจจุบันทีละขั้นแบบนี้เราเข้าใจชีวิต และอยู่กับลมหายใจในเวลานี้ดีกว่า

ผมประทับใจในการให้สัมภาษณ์แรกของคล็อปป์ และทุกอย่าง แน่นอนการเข้ามาพร้อมเกียรติประวัติมันทำให้เรามั่นใจว่าทีมรักของเรามีโอกาสประสบความสำเร็จสูงในอนาคต และเดอะ ค็อปพร้อมอ้าแขนให้โอกาสผู้จัดการทีมใหม่แทบทุกคนในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

มาว่ากันเรื่องแผนการเล่น จริงๆ ไม่ได้ต่างจากก่อนหน้านี้มาก(ก็อย่างที่บอกว่าผู้เล่นก็เป็นชุดเดิม) แต่ถ้าตามข่าวก็จะรู้ว่าแดนนี อิงส์ กับแดเนียล สเตอร์ริดจ์มีการบาดเจ็บ ไม่นับที่เจ็บๆ อยู่ก่อน เรียกว่าทีมมีเวลาเตรียมตัวจำกัด และไม่ว่าใครคุมทีมคงจัดตัวได้ประมาณนี้อยู่แล้ว

20-25 นาทีแรกลิเวอร์พูลทำได้ดีในการเจอกับสเปอร์ส อย่างน้อยสิ่งที่ประเมินเห็นชัดแจ้งมากคือคล็อปป์เน้นการเพลสซิ่งแบบที่เรียกว่ากดดันสูงตั้งแต่แดนหน้า

คือมีคนพยายามอธิบายว่าเป็น ‘Gegenpressing’ หรือไม่กี่วันก่อนเกมอัลเบร์โต้ โมเรโน่ใช้คำว่า‘Full Throttle’ ซึ่งมันอาจจะฟังดูเท่ห์ (แต่เข้าใจยาก -*-) จริงๆ ตัวคล็อปป์เองไม่ได้พูดอะไรมากกับศัพท์เทคนิคพวกนี้ อย่างดีก็เปรียบเทียบกับเพลงว่าเป็น ‘Heavy Metal’ ดูจะเข้าใจกว่าพวกที่พยายามหาศัพท์เทคนิคมาอธิบาย แต่คนฟังไม่เข้าใจ หรือเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ควรจะบูชา ชาบูๆ แบบนั้นก็ไม่ใช่

คล็อปป์เองต่างหากที่ให้สัมภาษณ์มาตลอดว่าฟุตบอลของเขาเข้าใจได้ง่าย และถ้ามันออกมาดีต้อง Cool หรือเจ๋งเป็นแน่…(ถ้าตามข่าวคล็อปป์ทุกข่าวมักจะมีคำว่า Cool ติดปาก อาจจะเพราะว่าหาคำภาษาอังกฤษซับซ้อนยังไม่คล่อง ฮ่า… แต่จริงๆ สมัยราฟาเอล เบนิเตซ เขามักจะติดคำว่า Fantstic เช่นกัน)

ไม่ต้องคุยกันแบบเน้นศัพท์เทคนิคอะไรมาก มันจะเข้าใจง่าย ผมเชื่อว่าคล็อปป์เองก็เลือกคำง่ายๆ อธิบายกับลูกทีมเช่นกัน เขาพูดเองในการสัมภาษณ์ว่าขอให้วิ่งมากขึ้นอีก 10-20% จากที่คิดว่าตัวเองทำได้ อันนี้ก็ทำให้เห็นภาพง่ายไหม? (หลังเกมสถิติการวิ่งของลิเวอร์พูลมากขึ้นเป็น 116 km.ด้วย)

ลิเวอร์พูลวิ่งมากขึ้นต้นเกม ถามว่าดีเสมอไปไหม?116 km

มันไม่มีเรื่องที่ดีโดยสมบูรณ์แบบในโลกนี้ และคล็อปป์ก็ย้ำตลอดตั้งแต่วันแรก เขาไม่ได้คาดหวังอะไรไกลกว่าเกมข้างหน้า ค่อยๆ ไปทีละก้าว ซึ่งอาจจะเพราะเจ้าตัวเคยทำวิทยานิพนธ์สมัยได้ประกาศนียบัตรเรื่องเกี่ยวกับกีฬา ‘เดินทน’  ไม่น่าแปลกใจว่าคล็อปป์มักจะเปรียบเทียบหลายอย่างเกี่ยวกับการเดิน

นึกภาพลิเวอร์พูลมีนักเตะวิ่งไล่คู่แข่งตลอดทั้งเกมตั้งแต่แดนหน้า หากทำได้สมบูรณ์แบบจริงๆ มันคงจะน่าตื่นเต้น แต่อย่าลืมในทางกลับกันดอร์ทมุนด์ก็ยังทำได้ไม่สมบูรณ์แบบ(ในมโนคติ แต่ความเป็นจริงขอให้มันสมบูรณ์แบบในช่วงของเกมที่ดีพอเก็บผลการแข่งขันก็พอ)

ระบบแบบนี้จำเป็นต้องเอื้อกับนักเตะที่อึด และวิ่งได้ตลอดจริงๆ และไม่น่าแปลกใจว่าโมเรโน่เชื่อว่าเขาเหมาะกับระบบนี้มาก ‘Full Throttle’ บี้ไม่หยุด และเขาจะต้องเป็นที่ถูกใจของคล็อปป์แน่ๆ ซึ่งถ้าใครดูเกมกับสเปอร์สต้องบอกว่ามีส่วนจริงอยู่เยอะ โมเรโน่วิ่งได้เยอะมากจริงๆ และน่าจะเป็นคนที่มีอนาคตที่สดใส

จริงๆ หลายคนในทีมลิเวอร์พูลที่ขยันวิ่งอย่าง เจมส์ มิลเนอร์, ลูคัส เลวา หรืออดัม ลัลลานาก็ดูว่าน่าจะเหมาะ แต่พูดเรื่องวิ่งในหัวหลายคนน่าจะนึกถึง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน หรือแดนนี อิงส์เป็นตัวอย่างของนักวิ่งของแท้ในทีม

น่าเสียดายว่าทั้งคู่มีการบาดเจ็บ เพราะนึกภาพน่าจะเหมาะกับระบบของคล็อปป์แบบไม่ต้องลุ้น

อย่างไรก็ตามนั่นเป็นสิ่งที่เสี่ยงในยุคของคล็อปป์ และแม้แต่ถ้าใครตามช่วงที่เขาอยู่ดอร์ทมุนด์จัดว่ามีนักเตะเจ็บพอสมควร ยิ่งมาเทียบกับในอังกฤษความเสี่ยงที่จะมีการบาดเจ็บเพิ่มขึ้นยิ่งเยอะกว่า(ไม่นับว่าทีมแพทย์ลิเวอร์พูล ผลงานแย่แค่ไหนดูประวัติกันได้!)

การไล่บอลแบบนี้จะทำให้นักเตะหมดแรงเร็วขึ้น อย่างที่บอกว่าอาจจะเหมาะกับนักเตะบางประเภทเท่านั้น (ลองนึกภาพด้านหน้าเป็นมาริโอ บาโลเตลลี แฮ่ๆ) ระบบแบบนี้นักเตะสไตล์สมมติเป็นดาวิด ชิโนล่า หรือโรแบร์ ปิแรสอาจจะมีปัญหา โชคดีส่วนหนึ่งคือนักเตะในยุคร็อดเจอร์ส ที่สไตล์คล้ายกัน(ไม่ได้บอกว่าเหมือน) หลายๆ คนค่อนข้างจะขยันวิ่งอยู่แล้ว แต่สเน่ห์ของฟุตบอลในจุดนี้อาจจะหาได้ยากหน่อยในทีมลิเวอร์พูลชุดนี้

ตัวอย่างจากเกมแรก แน่นอนว่าทีมยังทำได้ไม่ดีที่สุดแน่ๆ แต่การที่นักเตะตัวรุกที่ธรรมชาติจะต้องแย่งบอลสู้กองหลังไม่ได้ วิ่งเหนื่อย พลังในการเล่นเกมรุกก็จะลดลงไป จะเห็นได้ว่าหลายๆ จังหวะตอนเล่นเกมรุกจะขาดๆ เกินๆ และยังพะวงกับการแย่งบอล

การวิ่งเยอะไม่ได้แปลว่าจะดีที่สุดเสมอไป จนกว่าทีมจะเป็นหนึ่งเดียว วิ่งลงตัว

ลิเวอร์พูลไม่มีทางเล่นได้เหมือนดอร์ทมุนด์ตั้งแต่นัดแรก(จะให้เหมือนดอร์ทมุนด์ซีซั่นที่แล้วก็อาจจะไม่ดี!!!) ทุกอย่างมันต้องค่อยๆ ไปทีละก้าว และสิ่งที่สำคัญคือ ‘สมดุล’

ไม่ว่าแฟนบอลจะประเมินยังไง จะดีเกินจริงไปไหม แต่ถ้ามันมีแนวโน้มที่ดีก็น่าจะเป็นเรื่องดี อย่างน้อยๆ เรื่องความเชื่อมั่น และชีวิตชีวาในการเชียร์บอล ส่วนตัวผมสนใจที่คล็อปป์ประเมินมากกว่า

เขากล่าวหลังเกมว่าพอใจทีมในเวลานี้ และเซอไพรส์แฟนบอลเล็กๆ ด้วยตรงจุดที่เขาชื่นชมดิว็อค โอริกีที่บางคนอาจจะมองว่าไม่เฉียบคม แต่ผมชอบนักเตะคนนี้นะตั้งแต่ทีมชาติเบลเยี่ยมชุดเวิลด์ คัพ และคล็อปป์ก็บอกว่าเคยสนใจคว้าตัวตั้งแต่อยู่ดอร์ทมุนด์ แต่เจอลิเวอร์พูลตัดหน้าไปก่อน

นี่เป็นเรื่องดีๆ อย่างน้อยว่าถ้าคล็อปป์เคยสนใจ เขาน่าจะเป็นคนที่อยู่ในแผนการเล่นของคล็อปป์ได้ไม่ยาก อ่อ เกมนี้ช่วงสัปดาห์กว่าๆ ที่ผ่านมาคล็อปป์พูดตั้งแต่ต้นแล้วว่าผลเสมอก็นับว่าดี เพราะสเปอร์สเป็นทีมที่ดีมาก และเมื่อเขาประเมินแล้วผลมันออกมาแบบนี้แปลว่าเขาอ่านเกมขาด

ทีมไม่จำเป็นต้องบ้าจี้คิดว่าจะเข้ามา และไล่บุกชนะคู่ต่อสู้กระจุยไปทุกๆ นัด เพราะมันเป็นไปไม่ได้ ที่สำคัญกว่าคือการทำได้ดีในสถานการณ์เวลานั้น

นัดแรกผมยังไม่ให้คะแนนคล็อปป์มาก แต่เรื่องใจ และแนวโน้มผมให้ผ่าน แม้จะมีความกังวลว่าการไล่บอลแบบนี้อย่างที่บอกเรื่องต้องสวดมนต์ให้นักเตะไม่เจ็บเยอะ และจากที่เคยเห็นดอร์ทมุนด์เละในบางนัด คือเมื่อช่วงที่ทีม ‘ขาดสมดุล’ ไล่คู่แข่งไม่จนก็เหมือนวัวกระทิงกับมาธาดอร์ หลายๆ ครั้งในการเจอบาเยิร์นที่เละตุ้มเป๊ะ และผมห่วงว่าทีมในอังกฤษวิธีการเอาตัวรอดจากการไล่บอลแบบนี้ และทีมที่มีชั้นเอาตัวรอดแบบนี้ได้น่าจะมากกว่าบุนเดสลีกา

แต่นั่นยังไกลเกินไปที่จะกังวล แม้แต่การเปลี่ยนตัวช่วงท้ายจะบอกว่าเหมือนหรือแตกต่างกับก่อนหน้านี้ มันก็ไม่แปลกอะไร เพราะมันคือขุมกำลังชุดเดิม เราคงห้ามไม่ให้ใครเปรียบเทียบไม่ได้ แต่อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้น ผมไม่สนใจเรื่องไม่สนุกพวกนี้เลย

ผมสนใจแนวโน้มที่จะเห็น และจะเกิดขึ้นกับลิเวอร์พูลในอนาคตมากกว่า ซึ่งตอนนี้ผมมองในแง่ดีอย่างมากกับอนาคตที่จะเห็นเกมการแข่งขันที่ตื่นเต้น ผู้จัดการทีมที่มี ‘Passion’(ศัพท์ที่หาภาษาไทยมานิยมยากมาก!) หรือลิเวอร์พูลจะเร่งผลงานขึ้นมาจบฤดูกาลตรงไหน มีลุ้นถ้วยอะไรไหม และความบันเทิงในการดูฟุตบอลที่กลับมาพูดคุยกับเพื่อนๆ แลกเปลี่ยนความเห็นอย่างสนุกสนาน

คล็อปป์บอกว่างานของเขาไม่ได้สำคัญกับความเป็นความตายเหมือนหมอ แต่เขามีหน้าที่ทำให้แฟนบอลลืมปัญหาต่างๆ ในชีวิตตลอด 90 นาที และมี 2-3 วันให้พูดถึงเกมที่ผ่านมา และ 2-3 วันพูดถึงเกมถัดไป

ตอนนี้อยากสนุกกับการพูดถึงเกมที่ผ่านมา และรอพูดถึงเกมถัดไป

อ่อ ผมยังไม่ถึงกับเชื่อมั่นอะไรมากมายหรอกนะ ผมแค่สนุกกับมันเท่านั้น ส่วนที่ทำให้ไม่สนุกผมขอข้ามไปดีกว่า

ตอนนี้แค่คิดถึงเกมต่อๆ ไปก็ตื่นเต้นแล้ว…

เจ้าของที่ดาวศุกร์

 

No related content found.

4 Comments

Leave a Reply