เจมี่ คาร์ราเกอร์ (Jamie Carragher) – มิสเตอร์ลิเวอร์พูล

by

เจมี่ คาร์ราเกอร์ (Jamie Carragher)

วันเดือนปีเกิด : 28.01.1978

สถานที่เกิด : บูเทิ่ล ลิเวอร์พูล อังกฤษ

สโมสรอื่นๆ ที่ลงเล่น : -

ซื้อมาจาก : -

เซ็นสัญญากับทีม : เข้าร่วมทีมปี 1987 เซ็นสัญญาอาชีพครั้งแรก 09.10.1996

ประเดิมทีมชาติ :28.04.1999 เจอกับ ฮังการี

ติดทีมชาติ : อังกฤษ 38/0 (38 นัด 0 ประตู) – 18.06.2010

ประเดิมสนามให้ลิเวอร์พูล : 08.01.1997

ลงเล่นเกมสุดท้าย : 19.05.2013

ประตูแรก : 18.01.1997 (แอสตัน วิลล่า)

ประตูสุดท้าย : 23.08.2008 (มิดเดิลสโบรห์)

หมดสัญญา : 01.06.2013

ลงเล่นในลีก/ประตู : 508/4

ลงเล่นทุกรายการ/ประตู :737/5

 

carra8

 

เจมี่ คาร์ราเกอร์ …ไม่มีแฟนลิเวอร์พูลคนใดที่จะไม่รู้จักเขา นับจากวันที่ขาก้าวเท้าจากอะคาเดมี่ของสโมสรขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ จนถึงวันสุดท้ายในอาชีพนักฟุตบอลของเขา เจมี่ คาร์ราเกอร์ คือ วัน คลับ แมน (One club Man) เขามีขาสองข้างไว้เพื่อลิเวอร์พูลเท่านั้นจริงๆ

ปราการหลังชาวอังกฤษผู้ทุ่มเทเต็ม 100% ให้กับลิเวอร์พูลในทุกๆนาทีที่ลงสนาม คาร์ราเกอร์ลงเล่นในทีมชุดใหญ่ในยุคของ รอย อีแวนส์ โดยเขาเริ่มต้นจากตำแหน่งมิดฟิลด์ ในวัย 19 ปี เขาลงสนามเป็นตัวสำรองแทนร็อบ โจนส์ ในเกมลีกคัพ กับมิดเดิลสโบรห์ เมื่อวันที่ 8 มกราคม 1997 และได้ลงตัวจริงครั้งแรกในเกมพรีเมียร์ลีกกับแอสตัน วิลล่า ในอีก 10 วันถัดมา และเขาสามารถทำประตูแรกในสี้เสื้อลิเวอร์พูลได้ทันที

เมื่อเชรา อุลลิเยร์เข้ามาคุมทีม คาร์ราเกอร์ได้กลายเป็นหนึ่งในนักเตะคนสำคัญในแผงหลังของทีม โดยเฉพาะในฤดูกาล ‘ทริปเปิ้ล แชมป์’ ที่เขาถูกจับไปเล่นในตำแหน่งแบ็คซ้าย กระนั้นด้วยประสบการณ์ที่ยังอ่อนด้อย ประกอบกับนี่ไม่ใช่ตำแหน่งถนัดของเขา จึงทำให้เขามักถูกวิพากษ์วิจารณ์ในยามที่ทีมพ่ายแพ้เป็นประจำ จนเจ้าตัวถึงกับเคยกล่าวไว้ว่า

“ผมไม่เข้าไปอ่านอะไรในเว็บไซต์หรอก แต่ผมเชื่อเลยว่ามันมีการฆาตกรรมที่นั่นหลังเกมถ้าเราแพ้ แต่ผมไม่ได้พูดเล่นเลยนะ ถ้าทีมแพ้ล่ะก็ ผมรู้เลยว่าผมจะเป็นคนแรกที่ถูกวิจารณ์!!!”

ก็แน่ล่ะ นักเตะที่เคยทำประตูในเกมกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดถึง 2 ประตูในเกมเดียว ย่อมไม่อาจทำให้แฟนๆลืมได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมันเป็นการทำเข้าประตูตัวเอง!!!

อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งขาหักในเกมที่เจอกับแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2003 ที่ทำให้เขาหายหน้าไปนานถึง 4 เดือน

แม้ว่าการลงเล่นในทุกตำแหน่งของแผงหลังจะเป็นการบ่งบอกถึงความสามารถที่สารพัดประโยชน์ของคาร์ราเกอร์ แต่ในที่สุด เมื่อราฟาเอล เบนิเตซ เข้ามาคุมทีมในปี 2004 เจมี่ คาร์ราเกอร์ก็ได้ลงเล่นในตำแหน่งที่ดีที่สุดของเขา นั่นคือ เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ และนั่นคือฤดูกาลที่ลิเวอร์พูลสามารถสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกสมัยที่ 5 ได้สำเร็จ ฟอร์มการเล่นในตำแหน่งปราการหลังตัวกลางของคารราเกอร์นั้นเป็นที่จับตาอย่างมาก เขาบล็อกลูกยิง เข้าแทกเกิ้ล ป้องกันการโจมตีจากคู่แข่งชั้นยอดในยุโรปมากมายตลอดเส้นทางสู่อิสตันบูล และการเข้าสกัดบอลในหลายๆจังหวะในเกมนัดชองชนะเลิศกับเอซี มิลาน ก็ล้วนแล้วแต่ทำได้อย่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติ

และถ้าคุณย้อนกลับไปดูเกมอีกครั้ง จะเห็นว่า ประตูตีเสมอ 3-3 ของลิเวอร์พูลนั้น จุดเริ่มต้นมาจาก เจมี่ คาร์ราเกอร์โดยแท้…

…เขากำลังเลี้ยงบอลขึ้นมาจากแดนของตัวเอง เขาเลี้ยงฝ่าขึ้นไปถึงระยะ 35 หลาหน้าปากประตูของมิลาน เขาแทงทะลุช่องให้กับมิลาน บารอส ที่อยู่ในเขตโทษ ซึ่งจัดการตอกส้นให้กับสตีเวน เจอร์ราร์ดที่วิ่งเติมขึ้นมา ในนาทีนั้นเอง เจเนอโร่ กัสตูโซ่ ก็เสียบสกัดเจอร์ราร์ดล้มลงในเขตโทษ ทำให้ลิเวอร์พูลได้จุดโทษ อันนำไปสู่การตีเสมอ 3-3 ในที่สุด

ปีถัดมา ลิเวอร์พูลได้เข้าชิงนะเลิศฟุตบอล เอฟเอ คัพ กับเวสต์แฮม คาร์ราเกอร์ สกัดบอลพลาดเข้าประตูตัวเอง แต่เขาไม่เคยถอดใจยอมรับความพ่ายแพ้ เขายังคงวิ่ง ยังคงแทคเกิ้ล ยังคงสกัดบอล ทำทุกทางในหน้าที่ให้ดีที่สุด และเพื่อนร่วมทีมอย่างเจอร์ราร์ดก็ไม่ปล่อยให้เขาต้องรู้สึกผิดกับความผิดพลาดนั้น เมื่อจัดการยิงประตูยื้อชีวิตให้ลิเวอร์พูลยังมีความหวังในการลุ้นแชมป์ในช่วงท้ายเกม และมาเอาชนะคู่แข่งจากการดวลจุดโทษ

เจมี่ คาร์ราเกอร์ อาจไม่ใช่นักเตะที่จะทำประตูได้มากมายนัก เพราะตลอดช่วงเวลาในอาชีพของเขา เขาทำเข้าประตูตัวเองมากกว่าทำประตูคู่แข่งเสียอีก!!! แต่กระนั้น เขาก็ยังคงเป็นกองหลังชั้นยอดที่ดีพอเสมอสำหรับลิเวอร์พูล

ตลอดช่วงเวลาที่ราฟาเอล เบนิเตซ คุมทีม คาร์ราเกอร์ คือ เซ็นเตอร์ฮาล์ฟอันดับ 1 ของทีม และเขาก็เป็นเหมือนกัปตันทีมอีกคนที่คอยตะโกนสั่งการอยู่ในแผงหลังเสมอ ในเดือนกันยายน 2010 เขาได้รับเกียรติให้จัดเกมเทสติโมเนียลของตัวเองที่แอนฟิลด์ และเขาเลือกลงเตะกับทีมขวัญใจในวัยเด็กอย่างเอฟเวอร์ตัน

ฤดูกาล 2011 – 12 เจมี่ คาร์ราเกอร์ในวัย 34 ปี เริ่มที่จะไม่ได้รับการการันตีให้เป็นตัวเลือกแรกของทีมอีกต่อไป และนั่นทำให้เขาเริ่มคิดถึงการแขวนสตั๊ด แม้จะยังมีศักยภาพดีพอจะลงเล่นให้กับสโมสรในระดับที่ต่ำกว่า แต่ในที่สุด เขาก็ตัดสินใจประกาศต่อสาธารณชนในสัปดาห์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2013 ว่านี่จะเป็นฤดูกาลสุดท้ายในอาชีพนักฟุตบอลของเขา โดยเขาลงเล่นเกมสุดท้ายให้กับสโมสรในวันที่ 19 พฤษภาคม 2013 เป็นเกมปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีกที่ลิเวอร์พูลเปิดบ้านรับการมาเยือนของควีนสปาร์ค เรนเจอร์ส มีการแปลอักษรเป็นภาพใบหน้าและชื่อย่อ JC ของเขาบนอัฒจันทร์ฝั่งเดอะ ค็อป มีการตั้งแถวเกียรติยศก่อนเกมเพื่อเป็นเกียรต์แก่เขาจากทั้งสองทีม และเสียงเพลง We’re All dream of Team of Carragher ซึ่งเป็นเพลงประจำตัวที่แฟนๆแต่งให้แก่เขาโดยใช้ทำนองเพลง Yellow Submarine ดังกระหึ่มก้องแอนฟิลด์ยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา

เขาหยุดสถิติลงสนามให้กับลิเวอร์พูลที่ 737 นัด ซึ่งเป็นที่ 2 รองจาก เอียน คัลลาแกน และคงยากจะมีใครทำลายสถิตินี้ได้ นอกจากนี้ เขายังลงสนามในฟุตบอลยุโรปสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของสโมสรที่จำนวน 137 นัดด้วย

เจมี่ คาร์ราเกอร์ คือ มิสเตอร์ลิเวอร์พูล …เราไม่เคยต้องวิตกกังวลกับความเสี่ยงที่จะเสียเขาไปในทุกๆช่วงของการเปิดตลาดซื้อขายนักเตะ เคยมีคนไปถามเขาถึงเรื่องการย้ายทีม มันน่าแปลกที่เขาตอบว่า

“ผมไม่ต้องคิดเรื่องนี้ เพราะมันไม่เคยมีข้อเสนอเข้ามา…”

บางทีอาจเป็นเพราะว่า ทีมใหญ่ๆนั้นมีกองหลังที่เก่งกว่าเขาอยู่แล้ว ส่วนทีมที่เล็กกว่าก็คงคิดว่า คาร์ราจะไม่ย้ายอกจาลิเวอร์พูลเพื่อไปอยู่กับทีมที่เล็กกว่าแน่ๆ ซึ่งมันก็สมเหตุสมผลดี

ต่อให้เราหากองหลังที่เก่งกว่าเขามาแทนที่เขาได้ เราจะยินดีจริงๆอย่างนั้นหรือ แน่นอน มีกองหลังมากมายที่เก่งกว่าเขา แต่เราไม่อาจหาความรักและทุ่มเทจากกองหลังคนไหนที่จะมีต่อทีมและแฟนบอลลิเวอร์พูลมากไปกว่าเขาคนนี้อย่างแน่นอน

ปัจจุบันนี้ เจมี่ คาร์ราเกอร์ ทำงานเป็นนักวิเคราะห์เกมให้กับสกาย สปอร์ต รายการ Monday Night Football ของเขาได้รับความนิยมอย่างสูง และไม่รู้อีกนานแค่ไหนที่เราจะได้เห็นบทบาทการคุมทีมของเขา หลังสอบผ่าน A License เรียบร้อยแล้ว

แต่ไม่ว่าเขาจะอยู่ในบทบาทใดในโลกฟุตบอล เราทุกคนจะยังคงรู้สึกเหมือนเดิมไปตลอดกาลว่า เขาคือ มิสเตอร์ลิเวอร์พูล อย่างแท้จริง

 

steviecarra

Surasak Tontal, ช่าง มัน สิ, Sucheep Limsuchaiwat, Paak Pothiwat, Mangsod MadAdam, Pirush Luengsa-ard, หลวงพ่อ สี่จี, ขวัญชัย แจ่มกลิ่น, Apiwut Esso Papassonsiri, สมบัติ สุดโต, Aome Artist Naknaen, มนตรี คนภูธร จากแดนอีสาน, Saoawalak Kentar, Mak Taksinotok, Ratchanon Sompamit, จิรัฐิติกาล ปานิเสน, Jeerasak Mangsarkoo, Wichai Sanunphai, Thanaphut Wongnanchai, Patcharapong Plern Trakolvitthayakij, ธีรพันธ์ แก้วประจุ, วิวัฒน์ คงชัยวิวัฒน์, Jintana Vichayong, Tomthekop Nkp, Soe Thu, Metha Phukphum, Siriprapa Dongpayong, Nares Sainoi, กอล์ฟ ซุ้มไก่ชนมารวย, ลิเวอร์พูล กูปรี, Teerasit Sonnoi, Chalee Paijid, วิเชียร ประทุมวงศ์, Ohsure Ohlins Normal, Kob Noppakhun, ลัง เด็กหลังวัด, สุวัชชัย วิชากิจ, Watcharatorn Tanapattarchaitat, กุ๊ก กู๋, Ltn Maneedam, Sumet Kongchai, Supasit Limchanyavong, RraRae Gheng, Capucino Teeto, ศุภรัตน์ พงษ์วัน, ยงยุทธ์ รัตนโพธิ์แสงศรี, Suphat Sitthiwong, ผม จ่อย, Mountain Heart, Ahswin Ainnoi, Tossapon Wongpa'Tos, Ming Adul Love Liverpool, กีรติ ปลายปากกา, Suthat Kongnak, Narongwuth Sawangsuk, Tawatchai Komkrathok, Aof Psty, Gu Kong Thekop, Weerawat Rungruang, Jittakorn Kaensawat, Nutty Dhammarak, ออฟ คนบ้านเฟี๊ยบ, เจริญศักดิ์ พิมพ์ทอง, Ruslan Longbing, Pachamon Sudjit, โต๋เต๋ นักเดินทาง, Joe Viroj, Jack Thekop Bmk, เจเจ้ ฆ่าไอ้เข้ด้วยมือเปล่า, Apirak Leamlaro, Dararat Wongratanasopone, Wisit Somboon, Kopster Moonwake, loveLFC.com, Sukrit Jeamjarungyong, Sumet Nitpakdee, กฤษดา กล่ำรักษา, โอปอ ฟ้าหลังฝน, Rattasit Thanawattananon, Nuttii Chumnansil, Suriya Ngaowda, Chie En, Fän Kûp, Withoon Boonjuang, Somkiart Parake, Thammawit Tiangtham, Phanu Nilrat, Po Namlong, Chai Krab, Wasitpon Sukonniyom, คุณชายรี เด็กสงขลา รักจิง, Te Wisrut, Prajuk Phadungchat, Yut Sarayut, ฉัน บ้าเฟซ, Wacharapol Chareeprasitkul, Kavin Keegan, คุณ นพดล พูนแสง, Faus Fauzy, เฮียเล็ก แห่งแอนฟิลด์, ซีเกม พรรษวุฒิ, Surat Ritta, Arucha Shane Khuansuwan, หล้า เลขสวย, Atthaporn Pruksuwan, Burapa Chamnanchaisee, Jiraporn Toon Kambang, ขุน' ยักษ์, Narinthon Arreeauea JA, ศรายุทธพิชัย เหล่าบัวลี, จอส กกกนทา liked this post

Leave a Reply