Uncategorized, บทความ - Columns — October 3, 2016 at 10:19 pm

ในวันที่แย่ จงเลือกมองให้เห็นสิ่งที่ดี

by

หลังจากเกมส์กับ Swansea ที่กองเชียร์หงส์แดงต่างเป่าปากด้วยความโล่งใจ เมื่อได้ยินเสียงนกหวีดยาวของผู้ตัดสิน หลังจากที่ต้องนั่งจิกเท้า กัดเล็บกันจนกุดในทดเวลาบาดเจ็บ 4 นาทีที่แสนยาวนาน จนถึงกับมีคนแซวว่าลูกยิง (หรือลูกเตะทิ้ง) ของ Dejan Lovren ช็อตสุดท้ายนั้น เป็นช็อตสำคัญพอๆกับลูกโหม่งในเกมส์ EuropaLeague กับ Dortmund ฤดูกาลที่แล้วเลยทีเดียว นั่นแสดงให้เห็นถึงความกดดัน(อันแสนคุ้นเคย)ของแฟนบอล หลังจากฟอร์มแปลกๆของทีมรักนัดก่อนหน้าที่ไล่ถลุงคู่แข่งห่างเกิน 1 ลูก ไม่ต้องมาลุ้นยันวินาทีสุดท้าย

ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นในนาทีที่ 90+3’ ถ้าจังหวะการยิงของ Mike Van Der Hoorn กองหลังของ Swansea ที่ได้โอกาสยิงจ่อๆลงไปซุกก้นตาข่าย อารมณ์ของแฟนบอลหงส์แดงนั้นคงเป็นคนละโลกกับตอนนี้เป็นแน่ และ Spotlight ทุกดวงจะส่องมุ่งเป้าไปที่ผู้รักษาประตูรูปหล่อ นาย Loris Karius ทันที เนื่องจากจังหวะนี้ Karius ทำท่าเหมือนจะวิ่งออกมาตัดบอล แต่ด้วยเหตุผลกลใดมาดลใจให้นายประตูหนุ่มคนนี้เบรคถอยไปปักหลักรับลูกแทน ทำให้กองหลัง Swansea ได้มีโอกาสซัดเหน่งๆ หลุดกรอบออกไปนิดเดียว โดยทั้งเกมส์จะเห็นได้ว่า Karius ยังมีปัญหาในการตัดสินใจออกมาตัดบอลในลูกกลางอากาศอยู่หลายจังหวะ อาจจะด้วยเหตุผลที่เพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บที่มือหรือไม่ ทำให้เขาดูแหยงๆในการออกมาชกบอลทิ้ง หรือออกมาปะทะดวลลูกกลางอากาศ อย่างไรก็ตามหากเขาปรับจังหวะให้เข้ากับฟุตบอลอังกฤษ ปรับปรุงการตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ เล่นด้วยความผ่อนคลายมากกว่านี้ เมื่อดูจากรูปร่างบวกกับสกิลการเปิดบอลด้วยเท้า เขาสามารถกลายเป็นผู้รักษาประตูที่ดีได้อย่างแน่นอนklopp hope
พูดถึงประเด็นปัญหาการรับมือลูกกลางอากาศของ Liverpool แล้ว เป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกมาทุกยุคทุกสมัย จึงเป็นภาพชินตาเมื่อทีมหงส์แดงเสียลูกเซตพีซ แล้วคู่แข่งจะบอมบ์เข้ามาเพื่อลุ้นประตู จากนั้นจะเป็นการโหม่งเข้าไปเลย หรือว่าขลุกขลิกอยู่สัก 2-3 จังหวะ จบด้วยการยิงเข้าไปแบบนายประตูหมดสิทธิ์รับ นั่นทำให้แฟนบอลกังวล และไม่อยากให้เกิดภาพนั้นในเกมส์แดงเดือด ซึ่มทีมคู่รักคู่แค้นมักทำได้ดีในลูกกลางอากาศ และทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำกับลูกบอมบ์เข้ามา หรือว่าเปิดจากลูกสูตรเตะมุม ดังนั้นหากอยากได้ผลการแข่งขันที่ดีในเกมส์สำคัญเกมส์นี้ Liverpool ต้องสมบูรณ์ และรัดกุมในการป้องกันลูกกลางอากาศมากกว่านี้
จะว่าไปแล้วนั้น Jurgen Klopp ก็มองเห็นปัญหาในส่วนนี้ โดยพยายามเพิ่มความสูงเฉลี่ยของนักเตะใน 11 ตัวจริงที่ลงสนามให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นชอบเลือกใช้ Emre Can ลงมาคุมแดนกลาง (ก่อนบาดเจ็บ) หรือว่ากองหน้าอย่าง Divock Origi ที่มีความสูง และการใช้ James Milner ถอยลงมาเล่นแบ็คขวา ถึงแม้ความสูง 175 cm. จะไม่ถือว่าสูงในตำแหน่งแดนกลาง แต่เมื่อมาเล่นแบ็คขวา ความสูงเท่านี้จึงถือว่าไม่เลวเลย เมื่อเทียบกับบรรดาแบ็ค วิงแบ็คคนอื่นๆ นอกจากนี้นักเตะใหม่ๆที่เลือกซื้อเข้ามาเพิ่ม ก็ช่วยเพิ่มความสูงเฉลี่ยให้กับทีมได้ ทั้งเจ้าหนู Marko Grujic และ Ragnar Klavan
พูดถึงเกมส์รับในหลายๆส่วนไปแล้ว จะไม่พูดถึงกัปตันทีม Jordan Henderson ในตำแหน่งกองกลางตัวรับไม่ได้ เขาถูกวิพากษ์ วิจารณ์อย่างหนัก หลังเกมส์ที่แพ้ Burnley ถึงขั้นบอกว่าไม่ดีพอสำหรับทีม Liverpool เลย แต่หลายคนอาจยังไม่ทราบถึงความสำคัญของกองกลางผึ้งงานคนนี้ สถิติไม่เคยหลอกลวงใคร เมื่อ Henderson มีจำนวนครั้งในการผ่านบอลมากที่สุดใน Premier League คือ 587 ครั้ง (สถิติหลังจบเกมส์วันเสาร์) เหนือกองกลางคนอื่นๆในลีค อย่าง N’Golo Kante ที่ตามมาเป็นอันดับ 2 แต่แฟนบอลอาจจะบอกได้ว่า Henderson ถูกจับถอยมาเล่นกลางรับสถิติที่สำคัญคือการตัดเกมส์ ดังนั้นเราจึงมาดูสถิติการ Tackles ซึ่งกลายเป็น Henderson ที่ยังทำได้มากถึง 29 ครั้ง มากเป็นอันดับ 2 ในลีค (ตามหลังอันดับ 1 คือ Idrissa Gueye ของ Everton ที่ทำไว้ 36 ครั้ง) นั่นแสดงให้เห็นว่าเขาช่วยปัดกวาดก่อนที่บอลจะมาถึงแนวรับของหงส์แดงได้ดีพอสมควร จึงไม่แน่แปลกใจที่ Liverpool ที่กำลังทำผลงานได้ดีในตอนนี้นั้น Klopp จะเลือกใช้กัปตันรายนี้เป็นตัวตัดเกมส์อยู่เสมอ
ข้ามไปพูดถึงแนวรุกกันบ้าง Klopp เติมความจี๊ดจ๊าดด้วยคนที่ไปกับบอลได้อย่างรวดเร็ว เอาตัวรอดในสถานการณ์คับขันได้เก่ง (หรือที่แฟนบอลเรียกว่า ไถไปเอง) ซึ่งเมื่อก่อนเรามี Luis Suarez ที่ทำแบบนั้นได้ แต่ปัจจุบันนี้เรามี Sadio Mane’ ซึ่ง Klopp ยอมทุ่มเงินดึงตัวมาจากทีมนักบุญด้วยเงินก้อนตัวในแบบที่เขาไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนักในแนวทางการซื้อตัวของเขา แต่ Mane’ ก็แสดงความสามารถให้เห็นว่าคุ้มค่าทุกเพนนี ด้วยผลงานที่สุดแสนประทับใจ แบ่งเบาภาระของ Coutinho ไม่ให้ต้องเป็น “เดอะแบก” อีกต่อไป นอกจากนี้อีกคนในแนวรุกที่จะไม่พูดถึงเป็นเป็นไม่ได้ นั่นก็คือ Roberto Firmino เขาแสดงให้เห็นว่าทำไม Jurgen Klopp ถึงเลือกใช้งานเขาในตำแหน่งศูนย์หน้าตัวเป้า (False 9 ) เหนือตัวเลือกศูนย์หน้าตัวเป้าธรรมชาติอื่นๆ ทั้ง Sturridge และ Origi โดย Firmino ตอบแทนด้วยผลงานสุดหรู ไม่มีใครในทีมหงส์แดงที่มีส่วนกับประตูที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ Klopp เข้ามาคุมทีมมากไปกว่าเขา โดยทำไปทั้งหมด 13 ประตู กับอีก 7 แอสซิสต์ รวมถึงการช่วยเกมส์รับที่ Klopp เอ่ยปากชม และนอกจากนั้นยังมีลูกเล่นแพรวพราวให้แฟนบอลได้เห็นอยู่เป็นประจำ เราอาจเห็นได้ว่าถึงแม้เขาจะไม่ถึงขั้นเป็นจอมถล่มประตู แต่ตราบใดที่เขามีส่วนทำให้ Liverpool ยิงคู่แข่งได้อย่างถล่มทลายจากทุกๆตำแหน่ง นั่นก็เป็นเหตุผลที่แผนของ Klopp จะใส่ Firmino ไว้เป็นกองหน้าตัวเป้าต่อไป
กลับมาพูดถึงบทสรุปของเกมส์นี้ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ฟอร์มการเล่นที่ดีที่สุดที่เราอยากเห็นจากเครื่องจักรสีแดง แต่อย่างน้อยเราอาจพูดถึงฟอร์มแชมป์นั่นก็คือ การเอาชนะคู่แข่งแม้ในวันที่ฟอร์มการเล่นไม่เป็นอย่างที่ต้องการ ผล 2-1 แต่เป็น 3 แต้มเต็มที่ล้ำค่า และอาจตัดสินผลแชมป์ที่จะได้ถือถ้วยแชมป์ในบั้นปลายการแข่งขันที่สุดแสนยาวครั้งนี้ (ผลการแข่งขันวันอาทิตย์เป็นใจกับทีมมากยิ่งขึ้น เมื่อ Manchester United ทำได้เพียงเสมอกับ Stoke City ไป 1-1 จากการยิงตีเสมอของเด็กเก่าเราอย่าง Joe Allen และผลอีกคู่ Manchester City ก็ถูกคู่แข่งยัดเยียดความปราชัยให้เป็นหนแรกของฤดูกาล) บทสรุปแชมป์ปีนี้ยังเปิดกว้างให้กับทีมที่มีความเชื่อ และมุ่งมั่นเพื่อคว้ามันอยู่เสมอ

www.facebook.com/elepelep

4 Comments

Leave a Reply to Kopster Moonwake on Facebook