คุยหลังเกม The Writer : The lowest point?

by

คุยหลังเกม The Writer : The lowest point?

ผ่าน 14 นัดของฤดูกาลที่แล้ว แมนฯ ซิตี้นำจ่าฝูงร่วมกับเลสเตอร์ ซิตี้เหนือกว่าแค่ประตูได้-เสียที่ 29 แต้ม ขณะที่ 4 อันดับแรกของตารางคะแนนอย่างแมนฯ ยูไนเต็ด และอาร์เซนอลในเวลานั้นทำได้แค่ 28 และ 27 แต้มตามลำดับ ขณะที่ฤดูกาลนี้ผ่าน 14 เกม 5 อันดับแรกของตารางไม่มีทีมไหนทำได้ต่ำกว่า 27 แต้ม และ 4 อันดับแรกเกิน 30 แต้มขึ้น!

พูดง่ายๆ คือถ้าเอา 4 ทีมนำในฤดูกาลนี้ไปเล่นในฤดูกาลที่แล้วก็จะนำจ่าฝูงกันหมด แม้ในความเป็นจริงมีปัจจัยที่แตกต่างกันมากมาย แต่เชื่อเลยว่าถ้าพูดประเด็นนี้น้องแอน Howky_ky ที่เพิ่งเขียนบทความเกี่ยวกับเจอร์ราร์ดไปไม่นาน แต่ตอนนี้หนีเที่ยวญี่ปุ่นคงจะบ่นอุบว่าทีมทำไม‘ไร้วาสนา’ แบบนี้…

ความหมายของน้องแอนคือลิเวอร์พูลมักจะเล่นดีในฤดูกาลที่มีทีมที่เล่นได้ ‘ดีกว่า’ โดยเฉพาะที่เจ็บปวดที่สุดคือฤดูกาลที่ราฟาเอล เบนิเตซทำทีมได้รองแชมป์ที่ 86 แต้มในฤดูกาล 2008/09 เวลานั้นเป็นสถิติรองแชมป์แต้มสูงสุด หรือพูดง่ายๆ ว่าสามารถเป็นแชมป์ในฤดูกาลอื่นๆ ของพรีเมียร์ลีกได้อีกหลายปี เช่นเดียวกับฤดูกาลของเบรนแดน ร็อดเจอร์สก็ยังมีแมนฯ ซิตี้ที่ทำแต้มได้สูงกว่า

ซวยรึ? บางมุมมันก็อาจจะจริง แต่มันก็แก้ไขอะไรไม่ได้ เพราะเราแข่งกับทีมในฤดูกาลนั้น และคู่แข่งก็แข่งในฤดูกาลเดียวกัน ความเป็นจริงคือเราไม่ดีพอจะเป็นแชมป์ในฤดูกาลเหล่านั้นอย่างน้อยๆ ในแง่ของการเก็บคะแนน แต่มันไม่ใช่ฤดูกาลที่แย่ของทีมแต่อย่างใดหรอก(ยิ่งถ้าเทียบกับฤดูกาลอื่นๆ จาก 20 กว่าปีของพรีเมียร์ลีก)

อาถรรพ์? Jinx? ตามความเป็นจริงมีไม่กี่ซีซั่นที่ลิเวอร์พูลนำจ่าฝูงเมื่อผ่านครึ่งฤดูกาล น่าจะเป็นช่วงของรอย อีแวนส์มากกว่า(แต่ปีนั้นจบต่ำกว่าที่2!) ที่ทีมนำตั้งแต่ครึ่งฤดูกาล นอกนั้นแม้แต่ยุคราฟามีช่วงหนึ่งนำจ่าฝูงเหนือแมนฯ ยูไนเต็ด แต่ความจริงทีมของเซอร์อเล็กซ์มีเกมในมือ แม้แต่ปีที่ลุ้นกับแมนฯ ซิตี้ ลิเวอร์พูลเพิ่งมีโอกาสนำจริงๆ จังๆ ตอนชนะแมนฯ ซิตี้(แต่ก็มาเสียความได้เปรียบหลังเกมกับเชลซี)

ในอุดมคติแฟนบอลลิเวอร์พูลคงฝันจะเห็นทีมนำจ่าฝูงม้วนเดียวจบ และจริงๆ มันอาจจะเป็นทางเดียวสำหรับทีมที่ขาดประสบการณ์ลุ้นแชมป์ลีกต่อเนื่องที่จะไปถึงฝั่งฝัน ยกตัวอย่างเชลซีกับแมนฯ ซิตี้ที่ลุ้นแชมป์เกือบทุกปีในช่วง 10 ฤดูกาลหลัง ตัวอย่างของทีมที่ทำสำเร็จคือเลสเตอร์ปีที่แล้วนั่นแหล่ะ

ถ้าเลสเตอร์ทำได้ ลิเวอร์พูลก็มีหวังทำได้ นั่นคือการเทียบแบบง่ายๆ (ในความเป็นจริงยากโคตร) แต่ความเป็นจริงเช่นกันในเวลานี้คือหงส์แดงทำได้ดีกว่าเลสเตอร์ในฤดูกาลที่แล้วหลังผ่าน 1 ใน 3 ของฤดูกาล(จริงๆ ผ่านที่ 13 นัด ถ้าเขียนเร็วกว่านี้อีกวีกจะยิ่งดีกว่านี้!)

หลังเกมกับบอร์นมัธ รายละเอียดของเกมเชื่อว่าหลายคนฝังอยู่ในหัวหมดแล้ว… มันเป็นฝันร้ายจริงๆ เมื่อทีมนำ 2-0, 3-1 แต่จบที่แพ้ 4-3

แต่มันแย่ขนาดนั้น… ปฏิกิริยาของหลายคนหลังจบเกมผมว่าเข้าใจได้ไม่ยาก ผมเองก็เป็น เพื่อนๆ ในคุยหลังเกมก็เป็น เซ็งอยู่แล้ว แต่พอเวลาผ่านไปเราก็กลับมาตั้ง ‘สติ’ ได้อีกครั้ง

30 แต้มจาก 14 เกมนี่มันสุดยอดมาก แม้แต่ยุคที่คว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 เป็นว่าเล่น หลายๆ ปียังทำแต้มได้ต่ำกว่านี้ โอเค ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป แต่ที่มันเลวร้ายกว่าคือแมนฯ ซิตี้แพ้เชลซี 1-3 ในวีกเดียวกัน และดูเหมือนว่าเชลซีจะเป็นทีมที่ยากจะหยุดยั้ง ไล่ตามทัน…

ใช่ เพราะจริงๆ ลึกๆ หลายคนแม้ปากจะบอกว่าขอติด 1 ใน 4 แต่ตรรกะ แนวคิด หรือหัวใจเราอาจจะรู้กันดีกว่าจริงๆ เราหวังอะไรอยู่…

สไตล์การเล่นทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ บางทีอาจจะไม่มีฤดูกาลไหนเหมาะเท่ากับปีนี้ที่ไม่ต้องเล่นบอลยุโรป ย้อนไป 3-4 ปีก่อนที่ลุ้นแชมป์ลีกได้ ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเราไม่มีเกมยุโรปด้วย ว่าแต่แล้วทำไมเชลซีไม่มีเกมยุโรปด้วยฟ่ะ! แถมพวกเขายังตกรอบลีก คัพ ไปแล้วด้วย…

มันเป็นกึ่งๆ ข้อแก้ตัวใช่ไหม? เปล่า แต่มันเป็นข้อเท็จจริงเลยแหล่ะ สำหรับทีมที่ไม่มีเงินมากพอซื้อขุมกำลังสำรองจัด 2 ทีมได้(ลองไปดูสำรองของแมนฯ ซิตี้, เชลซี หรือแม้แต่แมนฯ ยูไนเต็ด!) เลสเตอร์พอมีบอลยุโรปเห็นชัดถึงความต่าง สเปอร์สถ้าไม่มีชปล.พวกเขาอาจจะทำได้ดีกว่านี้ อาร์เซนอลได้เล่นชปล. ทุกปีแต่ก็ไม่ได้ลุ้นพรีเมียร์ลีกมาหลายปี ความจริงมันมีทีมที่รับมือการเล่น 2 รายการนี้พร้อมกันได้ แต่หลายปีแล้วที่ทีมจากพรีเมียร์ลีกไปไม่ถึงฝันในชปล.

ของทีมอื่นช่างมัน แต่ของหงส์แดง โดยเฉพาะเมื่อเริ่มต้นฤดูกาลดีขนาดนี้ บุกไปเก็บทั้งอาร์เซนอล และเชลซี แพ้แค่เบิร์นลีย์ตอนต้นซีซั่นแค่นั้น ยอมรับเถอะว่าหลายๆ คน หรือคุณๆ แอบหวังแชมป์…

เชียร์บอลก็ต้องหวังแชมป์สิ แฟนหงส์ท่านไหนไม่รู้กล่าวเอาไว้(ฮา…) แต่เชื่อว่าถ้าติด 1 ใน 4 ก็ไม่ใช่ปีที่ล้มเหลว แต่หลายๆ คนยังหวังแชมป์อยู่ดี และพอเห็นฟอร์มสุดยอดของเชลซีKlopp bournmouth

มันเหมือนกับเป็นจุดต่ำสุด The lowest point? เป็นสัปดาห์ที่เหมือนกับโอกาสลุ้นแชมป์หลุดมือไป ทั้งที่ความจริง ต่อให้แพ้ 1-0, 2-1 ก็แพ้อยู่ดี 4-3 จะนำก่อน 3-0 หรือตาม 0-3 ถ้าแพ้ก็ไม่ดีทั้งนั้น แต่การนำก่อนมักจะให้ความสู้สึกแย่กว่า ไม่เชื่อถามมิลานในปี 2005 ได้ ตรงข้ามกับเชลซีแซงชนะมาถึงสเปอร์ส และแมนฯ ซิตี้

มันเลยให้ความรู้สึกว่าพีค แต่เป็นพีคมุมกลับ…

โชคดีฤดูกาลของพรีเมียร์ลีกยังไม่ได้ตัดสินแค่ 14 เกม ถ้าตามพรีเมียร์ลีกมานาน คุณจะรู้ดีว่ามันยังไม่จบ…(แม้แต่ฤดูกาลที่แล้วจุดนี้คนก็คิดว่าแมนฯ ซิตี้ได้แชมป์แหงๆ)

แค่ช่วงสั้นๆ 14 เกมมีช่วงที่ใครก็คิดว่าอิบรา+มูรินโญ่คงพาแมนฯ ยูไนเต็ดกลับมาลุ้นแชมป์ทันที, มีช่วงที่แมนฯ ซิตี้ดูดีมาก และเชลซีหล่นไปเป็นเต็ง 5 หลังแพ้อาร์เซนอล แต่พริบตาเดียวพวกเขาขึ้นมาเป็นเต็ง 1 ในเวลานี้

มันยังไม่จบหรอก…

แต่มันไม่มีความหมายอะไรที่จะไปสนใจทีมอื่นๆ แม้สุดท้ายถ้าเราได้รองแชมป์แบบที่กล่าวไว้ตอนต้นอีก คงเป็นคราวซวยจริงๆ แต่ชีวิตจริงเราไม่สามารถไปเปลี่ยนความเห็นคนอื่นได้ แก้ไขอะไรคนอื่นได้ และเราทำได้แค่สนใจตัวเองว่าจะพัฒนาเป็นคนที่ดีขึ้นได้แค่ไหนมากกว่า

โชคดีที่เรามีผู้จัดการทีมอย่างคล็อปป์ที่ให้สัมภาษณ์แบบนั้นเสมอ ถ้าคุยติดตามอ่านข่าวหลังเกมจากเว็บฯ สโมสร หรือแม้แต่ที่ใดๆ คล็อปป์ไม่ได้โทษดินโทษฟ้าใดๆ มันอาจจะเกิดขึ้นจริงๆ ในยุคก่อนหน้านี้ที่เราเจอโกลคู่แข่งผีเข้า แต่ซวยเจอลูกประหลาดๆ แม้แต่บีชบอลลงไปในสนามแล้วทำให้สุดท้ายแพ้ในวันนั้น แต่เราก็ต้องแก้ตัวเอง

ผมคิดว่าคล็อปป์โดยวิจารณ์มากพอหลังเกมเมื่อคืน อาจจะไม่ต้องเขียนอะไร

“เราต้องยอมรับความพ่ายแพ้ และเรียนรู้จากมัน เราจะทำมันแน่ๆ และทุกอย่างจะกลับมาดีอีกครั้ง” – เจอร์เก้น คล็อปป์

นี่คือประโยคทั่วๆ ไปหลังเกมเมื่อคืน สำหรับบางคนก็อาจจะไม่มีความหมายอะไร บางคนคงบอกว่าต้องพูดอะไรแบบนี้ แต่สำหรับคนที่ลึกซึ้ง และมองเห็นความหมายในชีวิต ทุกๆ สถานการณ์กับผู้จัดการทีมทุกคน กับฟุตบอล ชีวิต ทุกอย่าง ทุกคนรอบตัวเราสามารถเรียนรู้ได้

อย่างกรณีของคาริอุสเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าคุณกังวลกับฟอร์มของเขาหรือไม่? คล็อปป์ตอบว่าไม่ ถ้าคุณพลาด คุณต้องถูกวิจารณ์ ชีวิตก็แบบนี้ และไม่มีปัญอะไรเลย ถ้าคุณมีคุณภาพก็ต้องผ่านไปให้ได้ แข็งแกร่งกว่าเดิม ผมเคารพ และยอมรับทุกอย่างที่เราถูกพูดถึงในวันนี้ ถ้าจะมีคนบอกว่าเราตาบอด โง่ ไม่ดีพออะไรก็ตาม ก็ทำได้เลย แต่มันไม่มีผลต่อความคิดในการจัดทีมของผม…

นั่นเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถอ่านเต็มๆ ได้ในเว็บฯ สโมสร แต่มันเป็นส่วนหนึ่งที่เห็นถึงความเด็ดขาดของเขา อย่างประตูสุดท้ายที่เสียเขาก็มองว่าโชคร้าย

แน่นอนว่าหลายๆ จังหวะคาริอุสน่าจะทำได้ดีกว่านั้น กับประตูอื่นๆ แต่สำหรับวันนี้เราแพ้เป็นทีม ถ้าดูสถิติหลังจบครึ่งแรกลิเวอร์พูลเหนือกว่าทุกอย่าง แต่เมื่อจบเกมบอร์นมัธดีกว่าโดยเฉพาะโอกาสยิงที่เป็นปัจจัยสำคัญ คล็อปป์บอกว่าเราต้องยอมรับว่าคู่แข่งดีกว่ามันคือความจริง

แต่ยังพอมีเวลาแก้ไหม? ถ้ามันเป็นจุดต่ำสุดจริงผมคงจะดีใจมาก เพราะมันแปลว่าเรายังจะทำได้ดีกว่านี้อีกมาก และหวังว่ามันจะเป็นจุดสูงสุดของเชลซีในฤดูกาลนี้สำหรับสัปดาห์นี้!!!

 

ทีมในช่วง 1 ใน 3 ของซีซั่น

ตอนแรกผมกะว่าจะเขียนเรื่องนี้เป็นเรื่องหลัก แต่ผลการแข่งขันที่ออกมาทำให้ต้องมาลดตรงนี้นิดหน่อย แบบรวบรัด ถ้าฤดูกาลไหนทีมทำแต้มได้ราวๆ 4 นัดต่อ 2 เกมอย่างน้อยจะได้ดีกว่าที่ 4 ขึ้น ถ้ายุคดิวิชั่น 1 นี่ราวๆ 75 แต้ม(จากสมัยมี 22 หรือแม้แต่ 24 ทีม)ก็ได้แชมป์ไปแล้ว แต่ความต้องการมันมากขึ้น ซึ่งถ้าเกมเมื่อคืนเสมอ หลังจากชนะในบ้านมันอาจจะไม่ทำให้รู้สึกแย่ขนาดนี้(แต่ก็คงแย่อยู่ดี และบางทีระยะยาว แพ้หรือเสมอ อาจจะไม่มีผลมากเหมือนเชลซีตอนนี้ที่แม้จะแพ้ 2 แต่พวกเขาแทบไม่เสมอต่างจากสเปอร์สที่แพ้แค่เกมเดียวมาก)

ตอนนี้ลิเวอร์พูลเริ่มเจอปัญหาการบาดเจ็บ และมันมาเร็วมากถ้าคิดถึงสมดุลทั้งซีซั่น แต่การบาดเจ็บหลายๆ จุด มันไม่ได้มาจากส่วนที่เราเคยกังวลว่าคล็อปป์จะทำทีมเจ็บ เพราะวิธีการซ้อมฯลฯ ที่เคยถูกวิจารณ์ตั้งแต่อยู่กับดอร์ทมุนด์ แต่อย่างกรณีคูตินโญ่มันเป็น โชคร้ายล้วนๆ

ไล่ตำแหน่งต่อตำแหน่ง ผู้รักษาประตู คาริอุสเป็นตัวเลือกที่คล็อปป์เลือกแล้ว ไม่นับว่าจริงๆ ระยะเวลาพิสูจน์ตัวเองของเขายังน้อยไปด้วยซ้ำ หลังเกมมีประโยคติดตลกของคล็อปป์ว่าเจมี่ คาร์ราเกอร์ยังเคยพลาด แต่จริงๆ คาริอุสยังโน้มน้าวให้หลายคนเชื่อว่าเขาจะเป็นมือหนึ่งระยะยาวได้หรือไม่ อันนี้ยังไม่ชัดเจน แต่เทียบกับมินโญเลต์รายหลังอาจจะเหมือนเบนเตเก้ เมื่อไม่เหมาะกับทีมมันก็ยากจะเหมาะ แต่ถ้าคิดถึงอนาคตคล็อปป์มองภาพรวมคงใช้คาริอุสต่อไป เว้นแต่ใครเกิดเจ็บขึ้นมา แดนนี่ วอร์ดอาจจะได้กลับมาลุ้น แม้เชื่อว่าหลายคนอยากได้ผู้รักษาประตูที่ไว้ใจได้มากกว่านี้ แต่ในตลาดนักเตะโกลระดับสูงมีเจ้าของ(ทีมของตัวเอง)หมดแล้ว ถ้าคาริอุสไม่เจ็บหรือพลาดต่อเนื่องแบบเข้าตาจริงๆ คงไม่มีการเปลี่ยนแปลง อยู่ที่มินโญเลต์จะทำได้ดีในบอลถ้วยแค่ไหน แต่เราเห็นซีซั่นที่แล้วที่วอร์ดเล่นลีก คัพ แต่สุดท้ายพอรอบลึกๆ เป็นมินนี่ได้เล่นทั้งรอบรอง และชิงชนะเลิศ มันไม่จำเป็นเสมอไปถ้าคาริอุสอาจจะได้เล่นลีก คัพ รอบสำคัญๆ หรือมินนี่ขยับไปเล่นเอฟเอ คัพเอง แต่ตอนนี้ตลาดนักเตะเดือนมกราคมเชื่อว่าไม่มีโกลใหม่ และไม่ใช่ทางเลือกที่ต้องพูดถึงสำหรับคล็อปป์ อย่างที่เขาให้สัมภาษณ์คนอื่นๆ พูดกันไปเอง แต่ตัวเขาคงไม่สนใจเสียงเหล่านั้นนัก เพราะไม่งั้นคงไม่เปลี่ยนตั้งแต่แรกแล้ว

เซนเตอร์แบ็กตอนนี้หลายคนโหยหามาติปมาก และผมก็ลุ้นว่าเขาจะไม่เจ็บยาว มีคนบอกว่าสองเกมที่แพ้ในฤดูกาลนี้ลิเวอร์พูลไม่มีมาติป มันคงง่ายแบบนั้นถ้าใช้ตรรกะแค่ว่าใครลงแล้วชนะ (ถ้าคิดแค่นี้แปลว่าคาริอุสดีมากๆ เพราะเพิ่งแพ้เกมแรกด้วย!) แต่จริงๆ มันไม่ใช่แค่นั้น ถึงเวลาจริงๆ ทุกตำแหน่งแม้แต่โกลคล็อปป์ก็พร้อมจะเปลี่ยน แต่หลายคนแปลกใจแม้แต่ตัวผมว่าที่ลูคัสเป็นตัวเลือกที่ 3 ถัดจากลอฟเรน และมาติป แทนที่จะเป็นคราวาน

แต่เผื่อใครไม่ได้ตามสัมภาษณ์เกี่ยวกับซาโก้ คล็อปป์พูดไว้แต่แรกแล้ว(2-3 เดือนก่อน)ว่าเขาเป็นตัวเลือกที่ 5 ซึ่งน่าเสียดายอยู่ไม่น้อย แต่นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องเคารพการตัดสินใจคล็อปป์ ลีก คัพรอบที่แล้วไม่มีซาโก้ และเขาเล่นยู-23 มาตลอด มันยากที่จะไปถึงเขาจริงๆ ดังนั้นตัวเลือกยังคงเป็น 4 และเราคงต้องหวังให้ลอฟเรนกับมาติปสมบูรณ์ไปตลอด

แบ็กขวาไคลน์ห้ามเจ็บห้ามป่วยห้ามตายว่ากันอย่างนั้น…โชคดีไคลน์ค่อนข้างฟิตมาก และลงเล่นได้ต่อเนื่อง แต่อย่างน้อยตำแหน่งนี้ยังมีเทรนต์ เพียงแต่ถึงเวลาจริงๆ อยากจะกล้าเปลี่ยน

แบ็กซ้ายดูจะเป็นตำแหน่งที่น่ากังวลกว่า จริงๆ คล็อปป์ให้โอกาสโมเรโน่ในนัดแรก แต่หลังจากนั้นก็เสียตำแหน่งให้มิลเนอร์ ที่แม้จะมีลูกเก๋า และข้อดีในการเติมเกมรุกหลายอย่าง แต่แบ็กซ้ายจะยังเป็นตำแหน่งที่เป็นข่าวกับลิเวอร์พูลอยู่ดี โจ โกเมซใกล้กลับมาเป็นทางเลือก แต่ก็ไกลกว่าจะคิดถึงการฝากความหวัง

จริงๆ ความยืดหยุ่นจุดนี้พอมีคือปรับไคลน์มาเล่นซ้าย และใช้เทรนต์ลงเล่น รวมๆ แผงหลังพอมีทางเลือก แต่มันไม่ใช่ตำแหน่งที่จะมีใครอยากเปลี่ยนทุกนัดไล่ตั้งแต่โกลมาจนถึงแบ็กสี่ตัว

แดนกลางมดงาน 3 ตัวจอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ชาน, ไวจ์นัลดุมเป็นตัวยืน จุดนี้ยังมีลัลลานาพอเล่นได้ แม้แต่ดันลูคัสขึ้นมา ขณะที่สจ็วร์ตก็ยังรอโอกาสอยู่ แต่กรูยิชที่ไม่ได้เป็นตัวจริงในลีก คัพ อาจจะเป็นตัวเลือกห่างๆ หน่อย

ปัญหาจริงๆ ที่ต้องยอมรับคือการขาดคูตินโญ่ และเมื่อไม่มีคูตินโญ่เกมล่าสุดจะเห็นว่าลิเวอร์พูลใช้การโยนใส่โอริกีมากขึ้น บางปัญหาในตัวรุกอย่างมาเน่ที่รอไปเนชั่นส์ คัพ น่าห่วงไม่น้อย ขณะที่เฟอร์มิโน่กับโอริกียังต้องปรับตัวเข้าหากันอีกหน่อย พอไร้คูตี้ความยืดหยุ่นจุดนี้ลดลงไปมาก

แม้หลายคน(รวมผมด้วย)จะเชียร์ดาวรุ่งอย่างวู้ดเบิร์น แต่ในสถานการณ์จริง ยกตัวอย่างจากเกมล่าสุด เป็นผมหรือหลายๆ คนอาจจะเปลี่ยนเขาลงตอนนำ 3-1, 3-2 หรือแม้แต่ตอน 3-3 แล้วเหลือทดเวลา 5 นาที แต่ความจริงวิธีคิดของคล็อปป์คือปกป้องเด็กคนนี้ให้มากที่สุด และเขาอาจจะไม่อยากให้เด็กวัย 17 มาแบกความหวังของทีมจนเกินไป

รวมๆ แล้วแดนบนสุดตอนนี้มีปัญหาเรื่องตัวเลือกกว่า แต่หลายคนคงห่วงว่ายิ่งปลายปีเจอกับช่วงโปรแกรมถี่แล้วต้องวิ่งๆ หนักสไตล์นี้อาจจะมียุบได้ นี่คงเป็นช่วงที่คล็อปป์เลี่ยงไม่ได้ที่จะหมุนเวียนนักเตะบ้าง

เทียบกับทีมคู่แข่งจะว่างไปถึง 5 อันดับแรก +แมนฯ ยูฯ ม้านั่งสำรองของเราเป็นรองจริงๆ แต่ทีมอยู่ในจุดนี้ได้เพราะสมดุลช่วงต้นกับจำนวนเกม(แน่นอนว่าถ้ามีบอลยุโรปซัมเมอร์ที่ผ่านมาคงซื้อมากกว่านี้เช่นกัน) แต่เมื่อคล็อปป์มองว่าพอ ก็ต้องเชื่อ เพียงแต่เขาก็ย้ำเช่นกันว่าจับตามองตลาดนักเตะตลอด และเขาจะซื้อแบบมองระยะยาวเท่านั้น

ซึ่งนั่นเป็นเรื่องดีสำหรับทีมที่หวังจะสร้างความสำเร็จยาวๆ ไปอีกหลายๆ ปี และไม่มีเงินถุงเงินถังให้ถล่มแบบไปซื้อนักเตะเก่าที่ปล่อยไปกลับมาเป็นสถิติโลกอะไรแบบนั้น

สุดท้ายเราก็ต้องคิดกันไปนัดต่อนัดอยู่ดี และภาวนาว่านักเตะจะสมบูรณ์กันไปได้ตลอด หรือตัวสำรองที่ลงมาในแต่ละเกมจะคว้าโอกาสได้  ผ่าน 1 ใน 3 ของฤดูกาล ไม่นับหลังเกมที่โหดร้าย จริงๆ มันไม่น่าจะเป็นจุดต่ำสุด(แต่หวังให้เป็นเพราะแปลว่ามันจะมีจุดสูงกว่านี้อีกเยอะ) ลิเวอร์พูลทำได้ดีใน 14 เกมนี้ เพียงแต่รอยต่อนับจากนี้สำคัญจริงๆ และความจริง 38 เกมทุกเกมต่างสำคัญทั้งหมดเพียงแต่ตรงกลางมันช่วยหนุนกำลังใจได้ดี

เราอาจจะเสียสมาธิในช่วง 15-20 นาทีสุดท้ายเกมล่าสุด กำลังใจถดถอยกันไปบ้าง แต่ถ้าท้อ หรือยอมแพ้ ตัดใจเมื่อไหร่เกมก็จบ

บอร์นมัธเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะพวกเขาไม่ตัดใจยอมแพ้

ถ้าแฟนบอลอย่างเรายอมแพ้ ปล่อยให้ความคิดด้านมืดครอบงำ หรือพูดอะไรไปก็ได้อย่างที่คล็อปป์บอก

I respect and accept everything you will say about us today and if you want to say we are blind, silly, not good enough, whatever, do it.

It has no influence on what I think about my team….

กำลังใจผมยังดีอยู่ เดือนนี้ยิ่งมีเกมเยอะ อยู่ที่จะมองยังไง? มันมีโอกาสรออยู่ มีแต้มให้เก็บอีกมาก และมันยังมีเวลาพอจะพลิกสถานการณ์

ล้มแล้วต้องรีบลุกขึ้น

 It has no influence on what I think about my team….

จินตะปัญญา

http://www.liverpoolfc.com/news/first-team/245763-jurgen-klopp-s-verdict-on-bournemouth-defeat

เสี่ย'ยย เต๋า มึงง มัน.รั้น, Jumbo Theera, Toon Kiadtisak Liverpoollampang, อานัส สาและ, Mysarawut Godmachinegun, นาย แล้วแต่นาย, กิตติพันธ์ ทรงอยู่, Samat Liver, Jittakorn Kaensawat, Therzeed In'Dy Fe FloortheKop, Supasit Limchanyavong, Wirayut Jipmuak, วัยรุ่น' ตาโต, Damrong Changkhongthong, Tanaporn Lekpradit, Somchai Chodapisitkul, ชูศักดิ์ คุณเลิศกิจ, Foong ARnan, พรพิมล ปั้นจีด, Giger Garnet, Aob Thekop, Tawinchai Natao, Watcharatorn Tanapattarchaitat, ปิยะ เกียงขวา, Pom Jude, Mak Taksinotok, Thammawit Tiangtham, สมควร ไชยคำ, Infantry Nut Maneekamun, Nattapon Bee Gomasung, เฟติน ยา, มึน มึน งง งง, Khotchan Yo, Ismail Alaoui, Kittipong Bic Apx, Nay Wisamitanan, Wikasit Potavorn, Supachai Treebupachatsakul, Aoh Yess, ออฟ คนบ้านเฟี๊ยบ, Jack Vitoon Huanjitr, Rattapong Tanchanapradit, Jakkree Mueangkhot, Apiwat Amornrungratsamee, ฟิล์ม เด็กเทพ, Muhammad Ibnu Syafi-e, ธัญญพัทธ์ เบญจปัญญาวงศ์, Tossaporn Yarnsopon, Mangsod MadAdam, Tam TheKop TheShark, Po Namlong, Suriya Ngaowda, Suphanat Boonyiamyien, Chay Keerathi, Punsakk Midchid, Thanathith Teso, Weerawat Rungruang, Jojo Chess, เอมเร ชาน, โอ พรศักดิ์, Somchai Longdere, Tossapon Wongpa'Tos, Wirat Yodtiam, บี เอ เอ็น เค, ThoMas Punyo, ลิเวอร์พูล กูปรี, Pornsak Suwannatup, Phanu Khamdee, Jame Natdanai, จิ๊กโก๋น้อย ซอยวัด, เจเจ้ ฆ่าไอ้เข้ด้วยมือเปล่า, Thom Theera, Wacharapol Chareeprasitkul, Sophon Ponglaksamana, Pichit HN Chantasan, Tatsa Numphung, ทุ่งนา สะเทือน, Thiti Sutapakhun, ศุภชัย อินทนุ, Yee Nâsreê, Narongwuth Sawangsuk, Siriprapa Dongpayong, Sasi Wimon, Peerapat Samutwachirawong, Utopia Liverpool, Theeranai Kump Abdulakbar, Worapob Sirijutikul, Don Keoveloo, Mai Chanchanuan, Daniel Luffy, Areeyapon Pumaliwan, นิวุฒิ ศีรสวัสดิ์, Monticha Phongphaijit, Narin Rojpalasatean, Ajaa Sribhirom, Dararat Wongratanasopone, Jack Thekop Bmk, Nawan Buaurai, Parichat Poojampa, Sedtawoot Sertsom, องอาง แบ่งสูงเนิน, Saowalak Yodtiam, ก้อแค่ คนเลี้ยงปลา, M'makky RainBow, ต้น เอกชัย, Wittawat Yabua, วิชา ชัยแก้ว, Andamun Ninnoun, ชีวิต ยังมี พรุ่งนี้เสมอ, Aom Sasiwimon, Tor WoraMet, Wachira Jongkittipong, Oprs Surinthorn, วิวัฒน์ ทุมชะ, Nutty Dhammarak, Sami Daisukae, วิศวกร หลักทอง, Klao Boonyanuch, Wachirapong Seangboon, Dylan Dieow, Moo Milk, Nattapong Ball, ToNg Metalmanza, Tum Tum, ต๊ะ' นิดเดียวว, Ess Krab, Loveis Toliverpool, Sumet Kongchai, O Kung Thawat, Soontorn Damrong, Kop Chai, Nattawut Khiawbut, Chadchawan Ounarat, Sompron Casri, Padsharadanai Boss, Montree Laophatthanarungruang, ตั้งใจ แต่ยังไปไม่ถึง, อนุชา แหล่ทองคำ, Rattanun Jirachaiyabhas, ผม จ่อย, Capucino Teeto, AO Taweesuk, Nattawut Kritluan, Sompote Khunpanyalerdkul, Kampol Chuabang, Tussaphol Norrasarn, Choo Tem, Donly Smile, Sukrit Jeamjarungyong, อำพราง ว่องไว, N'non Canon, วโรดม กันทำ, Mankrai Waiyawas, Took Tik, Sao Kertkaew, Watchrin Jankaew, Nattaphol Saengnarin, N'Fon Over, Piyatida Panus, Pachamon Sudjit, ราเชน บดิน, Sithiporn Inwatanasilp, Ao Nakrab Chieblaem, Pipatjit Tantikul, Rungfa Lim, MyPorn BeBear, Meaw'iivSin Story, เบียร์ ละอองฟอง, Chai Krab, Vilert Phoo, ราชา โจรสลัด, ไชยวัฒน์ ปราบทุกข์, นฤชา สุรา, Tithipong Saard, Taofik Bothok, เจ้าชาย แห่งแอนฟิลด์ liked this post
Tags

17 Comments

  • อยากให้เปลี่ยนกัปตันคนใหม่ได้มั้ยที่มีความเป็นผู้นำมากกว่านี้ เมื่อคืนผมนั่งดูเล่นบอกไม่มีจินตนาการเลย เคาะกลับหลังอย่างเดียว ไม่กระตุ้นลูกทีมเลย ขนาดโดนนำ 4 – 3 ลากบอลไปครึ่งสนามเคาะบอลกลับให้ร๊อบเลนเปิด คือไม่กล้าที่จะพาบอลไปข้างหน้าเลยเมื่อคืน เคาะกลับหลังอย่างเดียว อึดอัดใจ ไม่ใช่เเต่นัดนี้นะหลายนัดที่ผ่านมาละ คหสต.

Leave a Reply to Allapon Hutasingh on Facebook