Uncategorized — July 31, 2019 at 7:17 am

ชื่อยังไม่ได้คิด Ep 8 : 10 วันสุดท้ายก่อนปิดตลาดนักเตะพรีเมียร์ลีก

by

 

+

สโมสรจากพรีเมียร์ลีกเหลือเวลาไม่มากในการซื้อตัวนักเตะมาร่วมทีม ตามกำหนดคือถึงวันที่ 9 สิงหาคมเท่านั้น ขณะที่เวลาขายยังยาวไปจนถึงสิ้นเดือนหน้า ที่เป็นการออกแบบขึ้นมาเฉพาะตัวแตกต่างจากหลายๆ ลีกใหญ่ทั่วยุโรป

+

ย้อนไปในอดีตเล็กน้อย ฟุตบอลอังกฤษสามารถซื้อขายนักเตะได้ตลอดทั้งฤดูกาล หรือยาวไปจนถึงมีนาคมในยุคต้นๆ ของพรีเมียร์ลีก(เผื่อใครเกิดไม่ทัน!) ขณะที่ยุคที่หลายๆ คนน่าจะชินไปแล้วคือการเปิด-ปิดตลาด 2 ช่วง คือช่วงปกติก่อนฤดูกาลเริ่ม หรือเริ่มต้นไปเล็กน้อย ถึงประมาณเดือนต.ค. และเปิดอีกทีเดือนม.ค.ทั้งเดือน

+

ที่มาก็การเปิดปิดตลาดนักเตะแบบนี้ อธิบายได้ เพราะงบประมาณทำทีมไม่เท่ากัน การเปิดตลาดตลอดทั้งฤดูกาลจะทำให้ทีมเล็กๆ เสียเปรียบ(บางคนอาจจะแย้งว่าทุกวันนี้ก็เสียเปรียบอยู่ดี!) แต่สมัยก่อนลองนึกภาพฤดูกาลที่การซื้อตัวนักเตะเกิดขึ้นตลอดเวลา 2 ทีมกำลังลุ้นแชมป์กันอยู่ ทีมหนึ่งมีเงินไปติดต่อซื้อตัวนักเตะที่กำลังเล่นได้ดีของอีกทีม แม้การซื้อขายไม่เกิดขึ้นจริง แต่ก็ทำลายสมาธิในการแข่งขัน ดังนั้นปัจจุบันการเจรจาจึงมีกรอบ และระยะเวลา รวมถึงกฎที่ควบคุมชัดเจน หลายๆ ทีมจึงพยายามระวังอย่างเต็มที่ เพราะการละเมิดนำมายังบทลงโทษที่รุนแรงพอสมควร โดยเฉพาะการถูกสั่งห้ามซื้อขายนักเตะที่จะมีผลต่อการปรับปรุงทีม

+

เพื่อไม่ให้ยาวมากเกินไป(ไม่มีเวลาเขียน!) การปรับปรุงทีมคือเป้าหมายของทุกทีมในแต่ละฤดูกาล และมันมีอิทธิพลในหลายๆ แง่ทั้งความเชื่อมั่น  การแข่งขัน และการต่อสู้เพื่อความสำเร็จของทีม อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าการซื้อตัวทุกครั้งจะส่งผลดีต่อทีมจริงๆ โดยเฉพาะหากทีมดีมากอยู่แล้ว หรือจะถูกมองว่าคุ้มค่าหรือไม่? ทุกสโมสรเคยเจอไม่ว่าจะเป็น เซบาสเตียน เวรอน, เอร์นาน เครสโป, เฟร์นานโด ตอร์เรส หรือใกล้ตัวหน่อยอย่างกรณีแอนดี แคร์โรลล์ หรือมาริโอ บาโลเตลลีเป็นตัวอย่างใกล้ตัว

+

ลิเวอร์พูลของเจอร์เก้น คล็อปป์อยู่ในจุดไหน? ตัดมาเข้าเรื่องสถานการณ์ในเวลานี้เลยดีกว่า หงส์แดงเก็บ 97 แต้มในพรีเมียร์ลีก + แชมป์ยูฟา แชมเปียนส์ลีกในฤดูกาลที่ผ่านมา กับคอมเมนต์ในโซเซียลที่บอกว่าทีมเราเล็กเกินไป หรือใหญ่ไม่พอ ต้องซื้อเพิ่มอย่างเดียวกับฟอร์มปรีซีซั่น ที่หนักหน่อยคือที่อ่านเจอคือถ้าไม่ซื้อมีหวังหลุดท็อป 4, คล็อปป์ต้องรับผิดชอบหากทีมล้มเหลว ไม่ได้แชมป์ แย่ๆ สุดก็หยาบคายกว่านี้ ไปจนถึงขั้นไม่ฉลาดอะไรขนาดนั้น หรือโยนไปกระทั่งซีซั่นที่แล้วฟลุ๊คได้แชมป์ยุโรป ฯลฯ

+

ที่เจอความเห็นประมาณว่าถ้าบาร์ซ่าไม่ประมาท หรือไม่เล่นในแอนฟิลด์ไม่มีทางชนะ 4-0 อันนี้ออกแนวอ่านแล้วขำกับตรรกะนี้ไม่น้อย มันอาจจะจริงที่ว่าถ้าไม่เล่นในแอนฟิลด์แล้วไม่มีทางชนะ 4-0 แต่ฟุตบอลต้องเล่นที่คัมป์ นูทุกนัด? ยิ่งไปดูรายละเอียด 2 เลกนั้น กูรูลูกหนังทั่วโลกต่างเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าลิเวอร์พูลควรเป็นผู้ชนะอยู่แล้ว (เกมแรกสกอร์ไม่ควรออก 3-0 แม้เกมหลังเราจะคมพอๆ กับบาร์ซ่าในเกมแรกนั่นแหล่ะ) ไม่นับว่าทีมเข้าชิงปีที่สองติดต่อกัน เก็บ 97 แต้มในพรีเมียร์ลีก จะบอกว่าฟลุ๊ค ถ้าเจอตรรกะแบบนี้ ก็ไม่รู้จะไปต่อยังไงเหมือนกัน

+

แต่ผมว่าคนส่วนใหญ่(ตีขุมเลยว่า 70%) จะอยู่แบบกลางๆ คือกังวลกับผลงานปรีซีซั่นของทีม แต่ก็ยังพอใจทีมอยู่ระดับหนึ่ง ถามว่าส่วนตัวอยากให้เสริมทัพไหม แน่นอนก็มีบ้าง แต่ส่วนใหญ่เช่นกันก็น่าจะเชื่อใจความสามารถของคล็อปป์ กลับไปที่บางคำพูดด้านบน คือถ้าเกิดอะไรขึ้นคล็อปป์ต้องรับผิดชอบ คำนี้ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องรอทวง เพราะถ้าใครตามสัมภาษณ์ของคล็อปป์ เขาพูดเสมออยู่แล้ว แต่คนวิจารณ์จะต้องรับผิดชอบอะไรไหม? จริงๆ แล้วคล็อปป์เองก็พูดอยู่แล้ว(ถึงนักข่าว และคนทั่วไป) เขาไม่เคยให้ความสนใจ และความสนใจ…

+

โฟกัสของคล็อปป์อยู่ที่การปรับปรุงทีมให้ดีขึ้น เหมือนกันผู้จัดการทีมคนอื่นๆ และทีมอื่นๆ การทำทีมให้ดีขึ้น มันไม่ได้แปลว่า ปีที่แล้วได้ 97 แต้ม จะต้องได้ 98 แต้มในปีนี้เป็นอย่างน้อย… ฟุตบอลไม่ใช่การสอบ ไม่ใช่บัญญัตไตรยางค์ โจทย์ไม่เคยเหมือนเดิม ทำซ้ำแล้วจะได้คำตอบเดิมทุกครั้งไป ไม่อย่างนั้นแชมป์ก็จะไม่มีทางเปลี่ยนมือ ทีมเดิมๆ คงได้แชมป์ไปตลอดกาล

+

การปรับปรุงทีมของคล็อปป์ การซื้อเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่การทำให้นักเตะที่มีอยู่แล้ว พัฒนาการเล่น และฝีเท้าไปตามปรัชญาที่เขาต้องการมีความสำคัญกว่า จริงๆ แล้วทุกสโมสรอยากจะทำได้แบบนี้ ถ้านักเตะเก่งขึ้นทุกๆ ฤดูกาล สุดท้ายพวกเขาจะไปถึงแชมป์อย่างแน่นอน ใช้คำว่าทุกทีมเลยก็ได้ กรณีที่เก่งขึ้นทุกๆ คน ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้! แต่หากทำให้องค์รวมของทีมดีขึ้น โอกาสที่จะประสบความสำเร็จย่อมจะมากขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย

+

ปัญหาคือคนภายนอก(รวมถึงตัวผมด้วย) ไม่ได้เห็นการทำงานภายในมากพอ ยกเว้นสิ่งที่ออกมาจากสื่อ ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับความเข้มข้นในการติดตามของแต่ละคน ที่อาจจะทำให้ไม่ได้ข้อมูลที่ถูกต้องมากพอ และการตัดสิน หรือวิเคราะห์มีระดับความเห็นที่แตกต่างกันออกไป แม้ในความเป็นจริงมันไม่ได้มีคำตอบว่านั่น ถูก หรือผิดจริงๆ จนกว่าผลลัพธ์จะออกมา หรือบางครั้งผลลัพธ์ที่ออกมาก็ไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงทุกอย่างที่เกิดขึ้น

+

อย่าง 97 แต้มในฤดูกาลที่แล้ว บางมุมอาจจะดูเกินจริงกับโชคในหลายเกม แต่กลับกันมันก็มีหลายๆ เกมที่ทีมน่าจะทำได้ดีกว่านั้น และไม่ได้ตัดสินว่าปีนี้จะทำได้ดีกว่านั้นไม่ได้ หรือแม้แต่ต้องทำแต้มได้เท่าไหร่ถึงจะได้แชมป์ นั่นไม่ใช่สิ่งที่คล็อปป์สนใจ หรือในฐานะการทำงานของผู้จัดการทีม สิ่งที่เขาพูดเสมอคือทำให้ดีที่สุด ณ เวลานั้น และผลลัพธ์จะออกมาเอง นั่นคือสถานการณ์ในเวลานี้ และอาจจะเป็นสถานการณ์ที่เราต้องเรียนรู้ และเป็นตัวอย่างอันดีในการใช้ชีวิต ถ้าไม่นับทีละ 3 ก็ไม่มีทางไปถึง 70 80 90 หรือ 100 ในชีวิตจริงเราก็แบบนั้น เราอาจจะมีเป้าหมายอะไรในอีก 10 วันข้างหน้า แต่ถ้าไม่เริ่มลงมือทำในวันนี้ ส่วนใหญ่ไม่มีทางสำเร็จ

+

ก่อนจะไปถึงว่าเรื่องซื้อตัว ต้องกลับมาถามว่าลิเวอร์พูลอยู่ในจุดไหน? จริงๆ ลิเวอร์พูลมีทีมที่ดีมากในฤดูกาลที่แล้ว นี่ถือเป็นข้อเท็จจริง แน่นอนว่าหลายคนมีคำถาม และอาจจะหลอนกับอดีตที่ทีมได้รองแชมป์พรีเมียร์ลีก และผลงานตกต่ำในฤดูกาลถัดมา ซึ่งทุกคนมีสิทธิ์จะคิด ไม่ผิดหรือถูกอย่างที่บอกไป แต่หากย้อนดูปัจจัยชุดรองแชมป์ของอุลลิเยร์ ปีนั้นเป็นรองแชมป์แบบแชมป์ไร้พ่ายอาร์เซนอลทิ้งห่างไม่เห็นฝุ่น ขณะที่รองแชมป์ของราฟาตามมาด้วยการเสียอลอนโซ่ หรือรองแชมป์ของร็อดเจอร์สตามมาด้วยการเสียซัวเรซ อย่างน้อยๆ ฤดูกาลนี้ลิเวอร์พูลเสียแค่ สเตอร์ริดจ์ และโมเรโน่! มันค่อนข้างชัดแกนหลักของทีมยังอยู่กันครบ

+

นั่นเป็นสิ่งที่คล็อปป์ประกาศตั้งแต่ปลายฤดูกาลที่แล้ว และทำได้สำเร็จ ในแบบที่ลิเวอร์พูลทุกชุดไม่เคยทำได้ เว้นแต่จะมีอะไรเกิดขึ้นในเดือนสุดท้ายของตลาดนักเตะ ซึ่งกลับไปพูดถึงจุดนี้เล็กน้อย แม้จะซื้อไม่ได้หลังวันที่ 9 สิงหาคม(แต่ซื้อสำหรับมกราคมได้) แต่ยังขายได้ไปจนถึงสิ้นเดือน ผมว่าเป็นกฎที่แฟร์ และอาจจะควรถูกนำไปใช้ทุกที่ในอนาคต เพราะการซื้อตั้งแต่ก่อนฤดูกาลเริ่ม ทุกทีมจะแข่งกันในสนามเท่านั้นหลังจากนั้น และง่ายต่อการจัดตัวแฟนตาซี!(อันนี้ขำๆ) แม้จะติดนิดเดียวตรงที่ว่าลีกทุกลีกไม่ได้เปิดพร้อมกัน จำนวนทีมไม่ได้เท่ากัน ตารางแข่ง บอลถ้วยไม่เท่ากัน ที่ต้องพิจารณาผลตรงนี้เหมือนกัน

+

นั่นเป็นตัวอย่างที่ปรีซีซั่นผลงานของลิเวอร์พูลไม่ดีเช่นกัน การที่หลายคนต้องเล่นทีมชาติ ไม่นับว่าแชมเปียนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศที่ล่าช้ามาถึง 1 มิ.ย. หงส์แดงเป็นทีมที่เวลาเตรียมทีมฤดูกาลใหม่น้อยที่สุด(เท่ากับสเปอร์ส) บางคนอาจจะบอกว่าแล้วเริ่มเข้าแค้มป์ก็เท่ากับทีมอย่างนาโปลี แต่คล็อปป์ก็อธิบายไว้แล้วว่ากว่ากัลโช่จะเปิดรอไปหลังจากเราอีก 2-3 สัปดาห์ วิธีการเตรียมทีมจึงต้องต่างกัน แน่นอนว่าการแพ้ 0-3 ต่อนาโปลีมันเจ็บปวดพอสมควร(อันนี้ไวจ์นัลดุมสัมภาษณ์ไว้) แต่ถามว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ไหม? จริงๆ คือไม่ มันไม่ได้ส่งผลอะไรต่อฤดูกาลที่รออยู่

+

อธิบายเพิ่มเติมคือช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา คล็อปป์นอกจากทัวร์อเมริกาแล้ว ยังต้องนำทีมทำกิจกรรม และลงซ้อมพร้อมกับแข่งไปด้วย ต่างจากตัวอย่างที่ยกมาอย่างนาโปลี ที่พวกเขาสามารถผ่อนสั้นผ่อนยาวได้ ตรงนี้บางคนจะแย้งว่าทำไมเราไม่ทำแบบเดียวกัน คำตอบมันก็อยู่ที่บทสัมภาษณ์คล็อปป์นั่นแหล่ะ ก็มันทำไม่ได้! เวลาสั้น แถมต้องเปิดฤดูกาลก่อน(คอมมิวนิตี้ ชิลด์) ถ้าพูดถึงวิทยาศาสตร์การกีฬา การจะเตรียมทีมสำหรับทั้งฤดูกาล มันไม่มีทางเลือกที่ต้องวิ่งๆๆๆ ในช่วงนี้ แต่ก็ต้องลงเล่นเกมไปพร้อมกัน และถ้าชีวิตนี้ใครเล่นกีฬา วิ่ง หรือทำอะไรหนักๆ แบบนี้ต่อเนื่อง คงจะเห็นสภาพการเล่นที่ไม่ปะติดปะต่อของทีมในช่วงปรีซีซั่น ที่ถามว่าแปลกไหม? คำตอบทุกคนคงมี นักวิ่งแต่ละคนรู้ดีว่าไม่ควรวิ่ง(ซ้อม)หนักติดต่อกัน และมีวันพักอย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ แต่ทีมลิเวอร์พูลชุดนี้ไม่มี(จริงๆ มีแต่ต้องบีบให้น้อยที่สุด และจะเห็นว่าบางคนหายไปในบางเกม) แต่ความเค้น การรีดทุกอย่างออกมาในช่วงนี้มันก็เพื่อฤดูกาลในระยะยาวนั่นเอง

+

นี่อาจจะเป็นหนึ่งในการเตรียมทีมที่เวลาน้อยที่สุดของคล็อปป์ แต่ในทางกลับกันเขาก็พูดว่ามันไม่ได้แปลกอะไร เพราะทุกครั้งเขาก็ไม่เคยมีนักเตะเต็มทีมซ้อมปรีซีซั่นตั้งแต่วันแรก เพียงแต่ก็ไม่บ่อยที่จะหายไป 6 คนแบบตอน(ก่อนหน้า)นี้

+

ซาลาห์, ฟีร์มิโน่, อลิสซง กลับมาซ้อมแล้ว แต่ยังขาดมาเน่(ซึ่งเล่นเนชันส์คัพถึงเกมชิง) ขณะที่เกอิต้า และชากิรีเพิ่งกลับมาซ้อมเต็มที่ได้ เท่ากับว่านักเตะของเราหายไปถึง 6 คนในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งถ้าหากมองในแง่ร้ายก็เหมือนที่คนบอกถ้าทุกคนมีปัญหา และฤดูกาลเริ่มยังเป็นแบบนี้ระยะยาวจะยืนระยะได้ไหม แต่ในทางกลับกันถ้าทุกคนกลับมาพร้อมกันแบบนี้ จะมีเวลา หรือพื้นที่ให้พวกเขาได้ลงกันทุกคนหรือไม่?

+

เกี่ยวกับตำแหน่งต่อตำแหน่งในการซื้อตัวผมเขียนใน ep6 ไปแล้ว ดังนั้นไม่อยากขยายในส่วนนี้เพิ่ม จริงๆ คล็อปป์มองแล้วว่าทีมชุดนี้คือทีมชุดปีที่แล้ว + อ็อกซ์ + บริวสเตอร์ ที่เหมือนการเซ็นสัญญานักเตะใหม่ ถามว่าพอไหม ฤดูกาลที่แล้วมันพิสูจน์ว่าพอ แต่กลางฤดูกาลจะมีปัญหาหรือไม่? สมมติเอาทีมชุดนี้บวกอีก 5-6 คนอย่าง บาโลเตลลี, แคร์โรลล์, ชาลี อดัม, อัสปาส, คีเรียร์กอส, ดาวนิ่ง อาจจะไม่ได้ช่วยอะไร

+

การซื้อตัวของคล็อปป์เขาพร้อมอดทนรอคนที่ต้องการเหมือนกรณีฟาน ไดจ์ค แทนที่จะซื้อตัวที่ไม่จำเป็น และการทุ่มซื้อของทีมอื่นๆ ก็ไม่ได้มีผลอะไรกับทีมลิเวอร์พูล แลกกับความอุ่นใจเล็กๆ น้อยๆ ของบางท่านกับผลกระทบกับทีมระยะยาว บางทีมันไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย ทีมชุดนี้รวมกับโอกาสของดาวรุ่งบางส่วนที่รออยู่ อาจจะเป็นสมดุลที่ดีอยู่แล้ว และความเป็นจริงคล็อปป์ไม่เคยปิดตายการซื้อขาย เพียงแต่เขาพูดแต่แรกแล้วว่าซัมเมอร์นี้ ‘ไม่น่า’ มีการซื้อใหญ่ๆ และอาจจะซื้ออีกแค่ 1-2 ตัว

+

แล้วถ้านักเตะหลักเจ็บ? นี่เป็นคำถามใหญ่ แต่ก็ตอบได้ง่าย จริงๆ แล้วไม่มีทีมไหนในโลกที่ไม่มีปัญหาหากตัวหลักเจ็บ เพียงแต่ปัญหาจะน้อยจะมากต่างกันไป และในกรณีนี้มันไม่ง่ายอย่างที่คล็อปป์ให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่งในช่วงปรีซีซั่นว่าถ้าทีมตัวจริงเต็มไปด้วยเวิลค์คลาส ทุกคนก็จะอยากได้สำรองเวิลค์คลาสอีก ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ง่ายเลย

+

บางคนดีพอ ใช่ แต่เข้ามาจะมีพื้นที่ไหม บางคนอาจจะคิดง่ายๆ ว่าเผื่อไว้ก่อน แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ทั้งค่าเหนื่อย สมดุล การสร้างปัญหาต่างๆ จะตามมาหากเลือกคนที่ไม่ลงตัวเหมือนกรณีที่ยกตัวอย่าง แม้แต่บาร์เซโลนาตอนนี้คูตินโญ่อาจจะเป็นปัญหาของพวกเขาในแบบเดียวกัน ไม่นับว่าคำถามของหลายคนอยู่ในสมมติฐานของคำว่า ถ้า… ถ้าร็อบโบ้เจ็บ ถ้าเทรนต์ฟอร์มตก ถ้าอลิสซง ถ้าฟาน ไดจ์ค, ถ้าซาลาห์, มาเน่, ถ้า ถ้า ถ้า… ถ้าคล็อปป์รู้ว่าใครจะเจ็บล่วงหน้า เขาต้องซื้อแน่ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย หรือถ้ารู้ว่าจะเจ็บเกมไหนล่วงหน้าเขาก็คงไม่ส่งนักเตะลงเกมนั้นแล้ว!

+

ถ้าต้องเผื่อทั้งหมด บางทีทีมคงจะต้องซื้อเกือบ 11 ตัวทุกๆ ปี แต่เพราะเราไม่รู้ล่วงหน้า มันจึงไม่มีทางรู้ว่าต้องเผื่อจุดไหน ไม่นับว่าตอนนี้ ทีมชุดนี้ก็เผื่อไว้เยอะแล้ว นักเตะที่เหมาะสม และที่คนมองว่าขาดอาจจะประมาณกองกลางตัวรุกสักตัว ผู้รักษาประตู แบ็กซ้ายเพิ่ม แต่บางครั้งก็ต้องมีช่องให้ดาวรุ่งได้ขึ้นมาได้ ลองดูทีม squad ตามลิงก์ https://www.liverpoolfc.com/team/first-team จะเห็นว่าเราพอจะจัดสองทีมได้อยู่แล้ว

+

จริงๆ มันสังเกตง่ายพอสมควรว่าคล็อปป์จะทุ่มซื้อไหม กับนักเตะหลายๆ คนที่ย้ายไปอยู่กับคู่แข่งที่เคยตกเป็นข่าวกับเรา หลายคนดูเหมือนว่าถ้าลิเวอร์พูลติดต่อจริงน่าจะง่ายกว่าทีมเหล่านี้ แสดงว่าคล็อปป์มีการประเมินไว้แล้ว ดังนั้นส่วนตัวกับผลงานที่ผ่านมา มันไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่เชื่อใจคล็อปป์ หรือคิดแทน หรือเป็นกังวลจนมากเกินไป

+

ยังมีเวลาที่จะเห็นการเซ็นเพื่อเข้ามาอุดบางจุดเล็กๆ น้อยๆ นอกเหนือจากนั้นคงเป็นเรื่องในสนามเมื่อเสียงนกหวีดของจริงเริ่มต้น ซึ่งผมนับหลังจากเกมกับนอริชเริ่มด้วยซ้ำ และต้องรอดูทีมผ่านช่วง 1-2 เดือนแรกไปเป็นช่วงๆ ซึ่งต่อให้ซื้อใครใหม่ตั้งแต่ซัมเมอร์มันไม่แน่ว่าจะให้ผลแตกต่างกันแค่ไหน

+

สเปอร์สในฤดูกาลที่แล้วเป็นตัวอย่างทั้งในแง่ดี และแง่ไม่ดีของทีมที่ไม่เสริมทัพเลย แต่พวกเขายังติดท็อป 4 แบบได้ลุ้นแชมป์อยู่ช่วงใหญ่ๆ 2 ใน 3 ของฤดูกาล และเข้าถึงนัดชิงแชมเปียนส์ลีก ซึ่งบางคนอาจจะบอกว่าเห็นไหม เพราะพวกเขาไม่ซื้อ แต่จริงๆ แล้วผลงานของพวกเขาภาพรวมต้องนับว่าดีกว่าฤดูกาลก่อนหน้านั้น ถ้าไม่เจอปัญหานักเตะเจ็บปลายฤดูกาล ซึ่งเราก็คาดเดาไม่ได้เช่นกัน หรือแม้แต่บางตัวใช่ว่าเราจะไม่มีโอกาสรอในช่วงม.ค.อีกที

+

10 วันก่อนปิดตลาดนักเตะรอบนี้ จึงไม่ได้น่าตื่นเต้น ตื่นตูม หรือกังวลอะไรมากเกินไป แม้รู้ว่าความยากลำบาก และต้องลุ้นเหนื่อยอยู่ตรงหน้า แต่ถามว่าซื้อ 5-6 ตัวจะลุ้นน้อยลงไหม นึกภาพ และตอบจริงๆ ยังไงก็ต้องลุ้นเหนื่อยพอกัน(อยู่ดี)… แถมถ้าไม่ซื้อรอบนี้ บางทีความฝันจะได้บิ๊กเนมในซีซั่นถัดไปที่แอบคิด ไม่กล้าพูด เก็บไว้ใจใน ปีต่อๆ ไปอาจจะเป็นไปได้มากขึ้น เพราะสำหรับบางตัวงบซีซั่นเดียวอาจจะไม่พอ แต่สองซีซั่น มีลุ้น….

 

#liverpool #Klopp #ชื่อยังไม่ได้คิด

#จินตะปัญญา

 

 

 

 

No related content found.

Leave a Reply